“เอสเอ็มอีแบงก์” เตรียมคลอดสินเชื่อไทยเข้มแข็ง คิดอัตราดอกเบี้ยพิเศษ เปิดโอกาสธุรกิจทุกกลุ่ม เล็งเดินเครื่องได้ต้นเดือนหน้า ตั้งเป้ายอดปล่อยกู้ถึง 2 หมื่นล้านบาท

นายโสฬส สาครวิศว กรรมการผู้จัดการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) เปิดเผยว่า ธนาคารเตรียมจะออกสินเชื่อไทยเข้มแข็ง ซึ่งจะเป็นสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำพิเศษ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย หรือกลุ่มเอสเอ็มอีนำไปใช้เป็นทุนหมุนเวียน และประกอบธุรกิจ โดยคิดอัตราดอกเบี้ย ปีแรก 5% ปีที่2 คิดอัตรา 5.5% และปีที่ 3 เป็นต้นไป คิด MLR โดยสินเชื่อดังกล่าวจะเปิดโอกาสให้แก่ผู้ประกอบการธุรกิจทุกกลุ่ม วงเงินกู้สูงสุดถึง 500 ล้านบาทต่อราย สำหรับหลักเกณฑ์พิจารณาปล่อยกู้เป็นไปตามเงื่อนไขปกติของธนาคาร ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเปิดตัวอย่างเป็นทางการได้ภายในต้นเดือนเมษายนที่จะถึง และตั้งเป้าว่า ปีนี้ (2553) จะสามารถปล่อยกู้จากโครงการดังกล่าวได้ถึง 20,000 ล้านบาท

นายโสฬส ระบุด้วยว่า วัตถุประสงค์ในการออกสินเชื่อไทยเข้มแข็ง เป็นการช่วยเหลือเอสเอ็มอีให้มีสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำต่อเนื่อง จากปีที่แล้ว (2552) ธนาคารเคยมีสินเชื่อชะลอเลิกจ้างแรงงาน ภายใต้โครงการ SME Power ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาล โดยสำนักงานประกันสังคม จำนวน 6,000 ล้านบาท มาปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ภายใต้เงื่อนไขต้องไม่เลิกจ้างพนักงาน จนถึงเวลานี้ งบสนับสนุนดังกล่าวได้ถูกใช้ไปหมดแล้ว ทว่า ทางธนาคารยังอยากช่วยเหลือผู้ประกอบการให้ได้ดอกเบี้ยอัตราพิเศษต่อไป ดังนั้น จึงออกเป็นโครงการสินเชื่อไทยเข้มแข็งขึ้น โดยเงินที่จะสนับสนุนนั้น ทางธนาคารจะระดมทุนด้วยตัวเอง เบื้องต้นจะมาจากการเปิดรับฝากเงินจากผู้ประกอบการรายใหญ่ และในอนาคตจะเปิดรับฝากจากประชาชนทั่วไป

สำหรับเป้าในการปล่อยสินเชื่อรวมของเอสเอ็มอีแบงก์ในปีนี้ คาดจะโตประมาณ 20% จากปีที่แล้ว ซึ่งมียอดปล่อยสินเชื่อรวมกว่า 56,000 ล้านบาท ส่วนหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ จะลดจากปีที่แล้ว ซึ่งอยู่ราว 36% ให้เหลือไม่เกิน 25%

Black & Decker CM1836Black & Decker CM1936Black & Decker MM1800Black & Decker LST1018Black & Decker NHT524Black & Decker NST1024

สมาคมนักวิเคราะห์ ปรับเพิ่มเป้าดัชนีหุ้นไทยปี 53 มีโอกาสแตะ 861 จุด พร้อมปรับคาดการณ์แนวโน้ม “จีดีพี” โตได้เกิน 4% “ทรีนิตี้” คาดดัชนีมีโอกาสทะลุ 900 จุด

นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ เปิดเผยผลสำรวจความเห็นนักวิเคราะห์ครั้งล่าสุด โดยระบุว่า นักวิเคราะห์ได้เห็นพ้องในการปรับเพิ่มคาดการณ์ดัชนีหุ้นปลายปี 2553 ในระดับเฉลี่ย 827 จุด ซึ่งจากคาดการณ์เดิมในเดือนธันวาคม 2553 ได้ประเมินเอาไว้ที่ระดับ 812 จุด

พร้อมกันนี้ ยังได้คาดการณ์ดัชนีหุ้นปลายปี 2554 อยู่ที่ 946 จุด โดยประเมินดัชนีสูงสุดในปี 2553 เอาไว้ที่ 861 จุด และต่ำสุดที่ 643 จุด ซึ่งปัจจัยบวกมาจากแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าของไทย และเศรษฐกิจไทย ซึ่งรวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง แนวโน้มผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน และอัตราดอกเบี้ยที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ ทำให้นักวิเคราะห์ปรับเพิ่มประมาณการอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในปี 2553 เพิ่มเป็น 4.0% เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ 3.5% และตัวเลขปี 2554 จะเติบโต 4.5%

นอกจากนี้ แนะภาครัฐจับตาปัญหาสำคัญสามเรื่อง ได้แก่ ปัญหาทางการเมือง ปัญหามาบตาพุด และปัญหาเงินเฟ้อ พร้อมเร่งดำเนินการสามด้าน คือ เร่งรัดการเบิกจ่ายและการดำเนินโครงการไทยเข้มแข็ง สร้างความสมานฉันท์ในสังคม รวมถึงแก้ปัญหามาบตาพุด

นางวชิราลักษณ์ แสงเลิศศิลปชัย ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทรินิตี้ กล่าวว่า จากเม็ดเงินลงทุนต่างชาติที่ไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่องถึง 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม 2553 ทำให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยประเมินว่าดัชนีสิ้นปีนี้จะทะลุ 900 จุดได้

ทั้งนี้ กรอบการลงทุนไตรมาส 2 จะอยู่ที่ประมาณ 727-836 จุด ส่วนกรอบการลงทุนทั้งปีจะอยู่ที่ 676-900 จุด โดยให้น้ำหนักเงินลงทุนต่างประเทศที่เข้ามาตลาดหุ้นไทยมากที่สุด และคาดว่า เงินทุนจะยังไหลเข้าต่อเนื่อง หากภาวะเศรษฐกิจไทยเติบโตได้ตามที่คาดการณ์ไว้ โดยคาดว่า ผลิตภัณมวลรวมประชาชาติ (จีดีพี) ไตรมาส 1 จะสูงถึง 6.6% และผลกำไรของบริษัทจดทะเบียนยังสูงต่อเนื่อง ทำให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นแซงหน้าตลาดหุ้นอินโดนีเซียในช่วง 10 วันที่ผ่านมา แต่หากนับจากต้นปีตลาดหุ้นไทยปรับขึ้นมาแล้ว 6.53% เป็นรองจากอินโดนีเซียที่ปรับขึ้นได้สูงถึง 7%

อย่างไรก็ตาม ปัญหาการเมืองยังเป็นเรื่องที่นักลงทุนวิตกกังวล เพราะถ้าหากการเมืองมีความรุนแรงเกิดจลาจล หรือมีการยุบสภา ทำให้รัฐบาลขาดความต่อเนื่องในการบริหารประเทศก็จะมีผลทำให้เศรษฐกิจแย่ลง เงินลงทุนต่างชาติมีแนวโน้มไหลออก

ดังนั้น ทิศทางตลาดหุ้นไทยครึ่งปีหลังยังต้องจับตามอง และดัชนีมีแนวโน้มผันผวน เพราะยังมีความกังวลในเรื่องแนวโน้มดอกเบี้ยที่อาจจะปรับขึ้น รวมทั้งปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจในยุโรป

บลจ.ทิสโก้ เชื่อเศรษฐกิจฟื้นส่งผลดีต่อตลาดหุ้น เตรียมเปิดขายกองทุนผสม ทรัพย์สมดุล 80/20 ระหว่างวันนี้ถึง 5 กุมภาพันธ์ มั่นใจสร้างผลตอบแทนในระดับ 4-5% ได้ แม้มีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นเพียง 20%

นายธีรนาถ รุจิเมธาภาส กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า จากการที่ภาวะเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มที่กำลังฟื้นตัวน่าจะส่งผลดีต่อการลงทุน ในตลาดหุ้น และผู้ลงทุนควรหาจังหวะเข้าลงทุนเพื่อให้ผลตอบแทนโดยรวมดีขึ้น

โดยที่ผ่านมา บลจ.ทิสโก้ได้ทำเสนอกองทุนใหม่ๆ ให้กับนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง และล่าสุดจะทำการเปิดขายกองทุนใหม่อีกหนึ่งกองทุนได้แก่ “กองทุนเปิด ทิสโก้ ทรัพย์สมดุล 80/20” ( TISCO Balanced Growth Fund 80/20 ) ระหว่างวันที่ 26 ม.ค. – 5 ก.พ. เพื่อเป็นทางเลือกให้กับนักลงทุน

สำหรับกองทุนดังกล่าว เป็นกองทุนผสมแบบกำหนดสัดส่วนการลงทุน ที่เน้นลงทุนในตราสารหนี้ไทยคุณภาพดีไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 และสัดส่วนที่เหลืออีกไม่เกินร้อยละ 20 จะลงทุนในตราสารแห่งทุนที่มีพื้นฐานดี ซึ่งจะเป็นส่วนช่วยเพิ่มทางเลือกของนักลงทุนที่ต้องการโอกาสรับผลตอบแทนจาก การลงทุนที่สูงขึ้นได้อีกทาง

” ในปีที่ผ่านมาบลจ.ทิสโก้ มีผลการดำเนินงานที่ดีโดยเฉพาะกองทุนหุ้นที่สามารถติดอยู่ในลำดับต้นๆ จากตารางการจัดอันดับของสมาคมบริษัทจัดการลงทุน จึงพยายามหาโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง แต่เนื่องจากผลตอบแทนการลงทุนในตราสารหนี้เพียงอย่างเดียวแม้จะยังดีอยู่ บ้างแต่ก็เริ่มลดลงมาด้วยเช่นกัน โดยกองทุนเปิดกองใหม่นี้ บลจ. ตั้งเป้าไว้เพื่อเสนอขายให้กับผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงในการลงทุนได้บ้าง แต่ไม่มากนัก จึงยังคงมีความจำเป็นที่จะต้องกำหนดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นเอาไว้ไม่เกินร้อย ละ 20″นายธีรนาถกล่าว

นายธีรนาถ กล่าวต่อว่า แม้กองทุนนี้จะลงทุนในหุ้นไม่มาก แต่หากพิจารณาถึงการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่มองว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์ น่าจะไปถึง 800-850 จุด ได้ในปี 2553นี้ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นผลตอบแทนที่คาดหวังของกองทุนน่าจะอยู่ประมาณร้อยละ 4-5 หากเริ่มลงทุนในระดับดัชนีตลาดหุ้นตอนนี้

นอกจากนี้จุดเด่นกองทุนยังอยู่ที่เป็นกองทุนเปิดมีสภาพคล่องสูง ซื้อขายหน่วยลงทุนได้ทุกวันทำการ ทำให้ผู้ลงทุนจัดสรรเงินลงทุนได้อย่างเต็มที่ และผลตอบแทนไม่ต้องเสียภาษีเงินได้เฉพาะบุคคลธรรมดา จึงเป็นทางเลือกสำหรับนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารหนี้ และสามารถรับความผันผวนบางส่วนจากราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ได้

จาก manager

ต้องบอกว่า ปี 2552 ที่ผ่านมา ถือว่าเป็นปีทองของธุรกิจกองทุนรวมอีกปีหนึ่งก็ว่าได้ โดยการขยายตัวตลอดทั้งปีที่ผ่านมา ซึ่งมีสินทรัพย์เพิ่มขึ้นกว่า 18.9% จากสิ้นปี 2551 ซึ่งมีมูลค่าเท่ากับ 1,526,811.5 ล้านบาท มาอยู่ที่ 1,815,222.8 ล้านบาท (ณ 11 ธ.ค. 52) ถือว่าสวนทางกับทิศทางเศรษฐกิจพอสมควร…ปัจจัยหลักที่ทำให้ตลาดเป็นเช่นนี้ เป็นผลมาจากมาตรการลดอัตราดอกเบี้ยของภาครัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจนั่นเอง

ดอกเบี้ยที่ต่ำติดดินดังกล่าว กระตุ้นให้นักลงทุนรวมถึงผู้ฝากเงินทั้งหลาย มองหาการลงทุนอื่นๆ ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า และมีความเสี่ยงไม่มากนัก…สาเหตุนี้เอง จึงเป็นที่มาของกระแสกองทุนตราสารหนี้ที่ออกไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลเกาหลี ใต้ หรือ บอนด์กิมจิ ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก จนส่งผลให้ธุรกิจกองทุนรวมขยายตัวได้กว่า 2 แสนล้านบาท

อีกไม่กี่วันก็จะก้าวเข้าสู่ปี 2553 แล้ว น่าสนใจว่า ในปีหน้าภาพรวมของธุรกิจกองทุนรวม จะออกมาเป็นอย่างไร เพราะด้วยหลายๆ ปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงการเมือง ปัญหามาบตาพุดที่เป็นอุปสรรคสำคัญต่อกองทุนรวมหุ้น หรือต้นทุนการป้องกันความเสี่ยงค่าเงินต่างประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น จากการแทรกแซงค่าเงินของแบงก์ชาติ ที่กระทบต่อผลตอบแทนของกองทุนเกาหลี ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยในประเทศเอง ยังไม่ปรับขึ้นเพื่อประคองการขยายตัวของเศรษฐกิจ…ล้วนเป็นปัจจัยท้าทาย ทั้งสิ้น

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานว่า ใน ปี 2553 ธุรกิจกองทุนรวมอาจต้องเผชิญสภาวะแวดล้อมและปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่ซับซ้อนมากขึ้นระหว่างช่วงรอยต่อของวัฏจักรเศรษฐกิจ อัตราดอกเบี้ย และทิศทางของค่าเงินสกุลหลัก โดยมีปัจจัยที่อาจมีอิทธิพลต่อภาวะการลงทุนในตลาดกองทุนรวม ดังนี้

ประการแรก : ความชัดเจนของการฟื้นตัวของประเทศฝั่งตะวันตกในระยะข้างหน้า โดย เฉพาะอย่างยิ่ง สหรัฐฯ ซึ่งคงต้องยอมรับว่าในสัปดาห์ที่สามของเดือนธันวาคม 2552 ที่ผ่านมา ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าที่คาด ซึ่งช่วยหนุนการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเร็วกว่าที่คาดไว้ โดยการคาดการณ์ดังกล่าวนอกจากจะหนุนให้เงินดอลลาร์ฯ ปรับแข็งค่าขึ้นแล้ว ก็ยังผลให้เกิดการเทขายทำกำไรในสินทรัพย์เสี่ยง อาทิ หุ้น ทองคำ และน้ำมัน

ทั้งนี้ เมื่อมองไปในระยะถัดไป ทิศทางการเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์ต่างๆ ดังกล่าว คงจะแปรผันตามข้อมูลเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่จะออกมาในอนาคต ซึ่งจะช่วยยืนยันว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจดังกล่าว เป็นไปอย่างยั่งยืนและต่อเนื่องหรือไม่ โดยหากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตลาดก็คงจะเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากขึ้นและใน ระยะเวลาที่รวดเร็วขึ้นกว่าเดิม ซึ่งจะทำให้เงินดอลลาร์ฯ เดินหน้าแข็งค่าขึ้นต่อ สวนทางกับราคาสินทรัพย์อื่นๆ ที่คงจะเผชิญข้อจำกัดของการปรับขึ้นมากขึ้น ตามความต้องการลงทุนของนักลงทุนที่ลดลง

อย่างไรก็ตาม หากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาในเชิงลบ ซึ่งตอกย้ำโดยตัวเลขการว่างงานที่ยังคงอยู่ในระดับสูง รวมทั้งหากเฟดออกมาส่งสัญญาณว่าคงจะยังไม่ปรับขึ้นอัตรานโยบายในอนาคตอัน ใกล้ ก็น่าจะส่งผลให้เงินดอลลาร์ฯ อ่อนค่าลง ขณะที่ จะเป็นโอกาสให้นักลงทุนกลับเข้าลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงอีกครั้ง ด้านอัตราดอกเบี้ยนโยบายของทางการไทยนั้น คาดว่าอาจยังไม่ถูกปรับขึ้นภายในช่วงครึ่งแรกของปี 2553 ตราบใดที่แรงกดดันเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับต่ำตามอุปสงค์ในการใช้จ่ายของผู้ บริโภคที่ยังคงมีอยู่อย่างจำกัด

ประการที่สอง : ข่าวปัญหาฟองสบู่ราคาสินทรัพย์ในหลายประเทศในแถบเอเชีย โดย เฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่นักลงทุนในตลาดโลกเพิ่งเผชิญผลกระทบจากปัญหาการ เลื่อนชำระหนี้ของบริษัทในดูไบ การประกาศลดค่าเงินด่องของทางการเวียดนาม รวมทั้งการกล่าวเตือนล่าสุดถึงโอกาสการปรับฐานที่รุนแรงของราคาสินทรัพย์ของ ฮ่องกงโดยทางการฮ่องกง ซึ่งหากความกังวลดังกล่าว ก่อตัวมากขึ้น ตามการเพิ่มขึ้นของราคาสินทรัพย์ในหลายประเทศเอเชียที่อาจยังอยู่ในจังหวะขา ขึ้นอยู่ (ตามแรงหนุนจากสภาพคล่องในตลาดโลกที่ยังอยู่ในระดับสูงและอัตราดอกเบี้ย ธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่ยังอยู่ในระดับต่ำ) ก็อาจส่งผลกระทบให้นักลงทุนเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุนในกองทุนรวมที่ไป ลงทุนในต่างประเทศ (FIF) บางประเภทได้

ประการที่สาม : ประเด็นทางการเมืองและสถานการณ์การลงทุนในประเทศ อาทิ ความคืบหน้าของคำสั่งศาลปกครองในการระงับ 65 โครงการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ความไม่แน่นอนในสถานการณ์ของภาคการลงทุนอื่นๆ อาทิ การออกใบอนุญาต 3G ที่ยังขาดความชัดเจน ก็อาจจะส่งผลกระทบต่อบรรยากาศลงทุนและการระดมทุนของภาคเอกชนในปี 2553 อีกทั้งอาจมีผลสืบเนื่องมายังอุปทานของหุ้นกู้ที่จะเข้าสู่ตลาดในปี 2553 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเทียบกับปี 2552 ที่มีการเสนอขายหุ้นกู้ภาคเอกชนสูงเป็นประวัติการณ์ หลังจากที่ธุรกิจเอกชนต้องการล็อคอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำ

ประการสุดท้าย : การครบกำหนดอายุไถ่ถอนกองทุนรวมพันธบัตรเกาหลีใต้ โดย เฉพาะอย่างยิ่งประเภทอายุ 6-12 เดือน ซึ่งออกเสนอขายมาตั้งแต่กลางปี 2552 และจะทยอยครบกำหนดอายุกองทุนในช่วงไตรมาสที่ 1/2553 เป็นต้นไป ซึ่งทำให้บลจ.จำเป็นต้องสรรหาผลิตภัณฑ์กองทุนรวมอื่นๆ มาทดแทน

จากตัวแปรต่างๆ ข้างต้น คงจะเป็นโจทย์ที่ท้าทาย บลจ.ในการคัดสรรผลิตภัณฑ์ลงทุนที่เหมาะสมมาเสนอให้กับลูกค้า ซึ่ง นอกจากบลจ.จะต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมในเรื่องของช่วงเวลาในการออกเสนอขาย กองทุนแล้ว ผลิตภัณฑ์การลงทุนของกองทุนรวมก็ต้องมีลักษณะที่สามารถทำการตลาด (Marketing) ได้ง่ายและสอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า ซึ่งคงจะต้อง ยอมรับว่าลูกค้าส่วนใหญ่ที่ลงทุนในกองทุนรวมยังคงมีความสามารถในการรับความ เสี่ยงที่จำกัด ขณะที่คาดหวังต่ออัตราผลตอบแทนของกองทุนรวมที่ระดับสูงกว่าอัตราดอกเบี้ย เงินฝาก

ทั้งนี้ ภายใต้สภาวะที่เศรษฐกิจยังคงมีความไม่แน่นอน ตลอดจนเงื่อนไขที่อัตราดอกเบี้ยในประเทศยังไม่ปรับขึ้น และพฤติกรรมของผู้ที่ลงทุนในกองทุนรวมส่วนใหญ่ที่สามารถแบกรับความเสี่ยงได้ ในขอบเขตที่จำกัดดังกล่าว ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่ากองทุนรวมที่มีโอกาสได้รับการผลักดันออกสู่ตลาด คือ

กองทุนรวมตลาดเงิน (Money Market Fund) เนื่อง จากกองทุนประเภทนี้ เป็นกองทุนรวมแบบตราสารหนี้ที่เน้นลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นๆ อาทิเช่น ครบกำหนดไม่เกิน 1 ปี (โดยส่วนใหญ่แล้วจะลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐ) ซึ่งมีระดับความเสี่ยงต่ำ อีกทั้งมีการรักษาสภาพคล่องส่วนหนึ่งอยู่เสมอ สามารถไถ่ถอนหน่วยลงทุนได้ทุกวันทำการใกล้เคียงกับผู้ถือหน่วยออมเงินไว้ใน บัญชีออมทรัพย์

กองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้นกู้ภาคเอกชน ภายใต้มุมมองที่อัตราดอกเบี้ยในประเทศน่าจะยังไม่ปรับขึ้นไปจนถึงช่วงกลางปี หน้า ทำให้คาดการณ์ว่าน่าจะมีอุปทานของหุ้นกู้ภาคเอกชนออกมาในปี 2553 โดยคงจะเป็นการออกหุ้นกู้เพื่อชดเชยและ/หรือรีไฟแนนซ์หนี้เดิม ทั้งนี้ สาเหตุที่คาดว่าผลิตภัณฑ์หุ้นกู้ภาคเอกชนน่าจะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่บลจ. เลือกนำเสนอให้กับลูกค้า เนื่องจากสามารถสร้างอัตราผลตอบแทนให้กับนักลงทุนในระดับที่สูงกว่า ผลิตภัณฑ์อื่นๆ ในประเภทอายุเดียวกัน

กองทุนรวมพันธบัตรรัฐบาลต่างประเทศ อาทิ พันธบัตรเกาหลีใต้ ซึ่งอาจยังพอมีอัตราผลตอบแทนที่แข่งขันได้กับ เงินฝากประจำของธนาคารพาณิชย์ แม้ว่าแนวโน้มอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน อาจลดความน่าดึงดูดลงในปี 2552 อันเป็นผลจากต้นทุนการทำสัญญาสวอปอัตราแลกเปลี่ยนที่สูงขึ้น (Swaps) ซึ่งอาจบดบังผลประโยชน์จากโอกาสการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคาร กลางเกาหลีใต้ ที่ในขณะนี้ตลาดคาดว่าอาจเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 1/2553 นอกเหนือจากพันธบัตรเกาหลีใต้ดังกล่าว คาดว่า บลจ.คงจะทยอยนำเสนอกองทุนที่ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลประเทศใหม่ๆ ภายใต้เงื่อนไขสำคัญคือ คือ ประเทศดังกล่าวจะต้องมีการจัดอันดับเครดิตที่สูงกว่าไทย ระดับอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับที่น่าดึงดูด รวมทั้งมีการดูแลความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนด้วย อันจะช่วยให้กองทุนพันธบัตรดังกล่าว ได้รับความสนใจจากนักลงทุนรายย่อยเหมือนดังเช่นพันธบัตรเกาหลีที่ประสบความ สำเร็จอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา

กองทุนรวมที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี อาทิ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ซึ่งน่าจะได้รับการทยอยนำเสนอตั้งแต่ต้นปี แทนที่จะเป็นช่วงฤดูกาลสิ้นปี

กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (กอง 1) โดย คาดว่าในปีหน้ากองทุนรวมอสังริมทรัพย์ประเภทที่ลงทุนในโรงงานและศูนย์การค้า จะมีการเพิ่มทุนโดยการลงทุนเพิ่มเติมในสินทรัพย์ รวมเป็นมูลค่าหลายพันล้านบาท อันจะเป็นอุปทานใหม่ที่เข้าสู่ตลาด

ส่วนกองทุนรวมประเภทอื่นๆ อาทิ กองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้นต่างประเทศ ทองคำ และน้ำมัน ก็ อาจได้รับการผลักดันจาก บลจ.เช่นกัน โดยเฉพาะหากสัญญาณการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ ยังไม่ชัดเจน รวมทั้งสภาพคล่องในตลาดเงินของโลกยังคงมีอยู่มาก อย่างไรก็ตาม หากอัตราดอกเบี้ยนโยบายของทางการสหรัฐฯ ขยับขึ้น ก็คงจะส่งผลให้เงินดอลลาร์ฯ มีทิศทางที่ปรับแข็งค่าขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังตลาดหุ้น ราคาทองคำ และราคาน้ำมันได้ ทำให้เมื่อถึงเวลาดังกล่าว บลจ.อาจต้องปรับกลยุทธ์และแผนการนำเสนอผลิตภัณฑ์กองทุนรวมให้เหมาะสมกับ สภาวะตลาดอีกครั้ง

จาก manager

สร้างความเชื่อมั่นกระตุ้นบรรยากาศลงทุนในไทย

บีโอไอ เตรียมหารือกับหอการค้าร่วมต่างประเทศ หวังรับฟังข้อเสนอแนะ และระดมความคิดเห็นต่อการดำเนินธุรกิจในไทย ตอกย้ำศักยภาพการเป็นแหล่งรองรับการลงทุน บีโอไอ ชูภาพความจริงใจเร่งเปิดศูนย์อำนวยความสะดวก เปิดทางพร้อมปรับปรุงสิทธิประโยชน์เพิ่มรองรับความต้องการกลุ่มนักลงทุน

นางอรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ เปิดเผยว่า ในวันที่ 2 ธันวาคม 2552 นี้ กระทรวงอุตสาหกรรมได้มอบให้บีโอไอจัดประชุมหารือร่วมกับหอ
การค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย (Joint Foreign Chambers of Commerce in Thailand : JFCCT) ซึ่งมีสมาชิกจากหอการค้าต่างประเทศ 30 ประเทศ และเป็นการประชุมครั้งที่ 2 ในปี 2552 เพื่อร่วมระดมความคิดเห็นและรับฟังปัญหาและอุปสรรคในการลงทุน และการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ก่อนที่จะนำข้อสรุปทั้งหมด เสนอต่อรัฐบาล ซึ่งจะนำไปสู่การปรับปรุง ภาพรวมของบรรยากาศการลงทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในระดับโลกให้มีศักยภาพเพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้ จะมีการชี้แจงการปรับปรุงมาตรการลงทุนด้านต่างๆ รวมทั้งการให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาให้แก่นักลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเปิดศูนย์ประสานการบริการด้านการลงทุน หรือ OSOS เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2552 ที่ผ่านมา เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนให้มากยิ่งขึ้น

สำหรับประเด็นสำคัญที่สมาชิกหอการค้าต่างประเทศจะเสนอแนะและสอบถามถึงการดำเนินนโยบายของรัฐบาลผ่านทางมาตรการต่างๆ รวมถึงทิศทางที่จะมุ่งสู่การเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการเป็นแหล่งรองรับการลงทุน อาทิ นโยบายการส่งเสริมเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ การแก้ไขข้อพิพาทแรงงานในอุตสาหกรรมรถยนต์ และพระราชบัญญัติการประกอบวิชาชีพคนต่างด้าว เป็นต้น

“หอการค้าต่างประเทศ เป็นองค์กรที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาบรรยากาศการลงทุนและเสริมสร้างความแข็งแกร่งต่ออุตสาหกรรมไทยมาโดยตลอด ซึ่งความคิดเห็นของสมาชิกที่ปัจจุบันมีถึง 30 ประเทศ เปรียบเสมือนกระจกเงาที่ช่วยสะท้อนความต้องการที่แท้จริงของนักลงทุนต่างประเทศ ที่มีต่อประเทศไทย ซึ่งจะช่วยให้ประเทศไทยสามารถนำไปปรับปรุงบรรยากาศการลงทุนให้เอื้อต่อการลงทุนจากต่างประเทศได้มากยิ่งขึ้น ” เลขาธิการบีโอไอกล่าว

สกว.เผยผลวิจัย เทรนนักท่องเที่ยวกลุ่มผู้สูงอายุมาแรง แนะเอกชน และ ภาครัฐ เตรียมพร้อมศึกษาวิธีผูกใจนักท่องเที่ยวรับมือกับการแข่งขันกับประเทศเพื่อน บ้าน ที่จะช่วงชิงเค้กก้อนใหญ่ในตลาดนี้ ระบุ อีก 10 ปีข้างหน้า จำนวนนักท่องเที่ยวผู้สูงอายุพุ่งแตะ 700 ล้านคน

นายเทิดชาย ช่วยบำรุง ผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวไทย เปิดเผยว่า สถาบันฯได้มีการคาดการณ์ ตัวเลขนักท่องเที่ยวกลุ่มผู้สูงอายุจากทั่วโลกเดินทางท่องเที่ยวในปี 2563 หรืออีกราว 10 ปี ข้างหน้า จะมีจำนวนราว 700 ล้านคน โดยหากมองย้อยกลับไปดูเมื่อ 3-5 ปีที่ผ่านมานักท่องเที่ยวที่เป็นผู้สูงอายุมีจำนวนเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี ซึ่งผู้ประกอบการควรที่จะรีบศึกษาวิธีที่จะผูกมัด หรือเชิญชวนนักท่องเที่ยวกลุ่มผู้สูงอายุให้เดินทางเข้ามาเที่ยวประเทศไทย เพิ่มขึ้น

“ผลสำรวจล่าสุดในปี 2551 พบว่า มีการเดินทางท่องเที่ยวทั่วโลกราว 922 ล้านคน โดยยุโรปเป็นพื้นที่ที่มีนักท่องเที่ยวมากสุดประมาณ 53% รองมา คือ เอเชีย-แปซิฟิก 20% แต่มีแนวโน้มการเติบโตในโซนเอเชียแปซิฟิกมากขึ้น “ นายเทิดชาย กล่าว

ทางด้านนางสาวราณี อิสิชัยกุล นักวิชาการ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัยเรื่องการส่งเสริมการท่องเที่ยวผู้สูงอายุจากทวีป ยุโรปสู่ประเทศไทย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยวไทย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) กล่าวว่า จากการจัดเก็บสถิติพบว่า ในปี 2550 มีนักท่องเที่ยวที่เป็นผู้สูงอายุเดินทางเข้ามาประเทศไทย 2,259,161 คนคิดเป็น 15.6% ของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด ที่เดินทางเข้ามาในปีดังกล่าว 14,464,228 คน ซึ่งตัวเลขดังกล่าว ยังมีการเติบโตต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นเพราะจำนวนประชากรผู้สูงอายุมีเพิ่มขึ้นทุกปี

โดยสถิติดังกล่าว ยังระบุว่า นอกจากประเทศไทยแล้ว เดสติเนชั่นที่นักท่องเที่ยวชื่นชอบมาก ได้แก่ เวียดนาม 39.53% ,มาเลเซีย และสิงคโปร์ 37% ฟิลิปินส์ กัมพูชา และลาว ตามลำดับ สะท้อนให้เห็นว่าไทยมีความจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมกับการแข่งขันเพื่อช่วง ชิงตลาดนักท่องเที่ยวผู้สูงอายุกลุ่มนี่ให้ได้มากที่สุด

สำหรับนักท่องเที่ยวกลุ่มผู้สูงอายุ ที่เดินทางมาจากยุโรป พบว่า มาจากประเทศอังกฤษมากที่สุด รองมาคือ เยอรมนี สวีเดน และ ฝรั่งเศส ตามลำดับ ในส่วนของประเทศไทย กลุ่มผู้สูงอายุที่เดินทางเข้ามาเที่ยวเป็นครั้งแรกมีสัดส่วนถึง 41.40% รองลงมา คือ มากกว่า 4 ครั้ง สัดส่วนอยู่ที่ 31.86% และมาระหว่าง 2-3 ครั้ง ประมาณ 26.74% ซึ่งแต่ละครั้งที่มาจะพำนักอยู่ในประเทศไทยนาน 15
วันขึ้นไป มีสัดส่วน 58.37% และพักระหว่าง 12-14 วัน ประมาณ 15.12% โดยแหล่งท่องเที่ยวที่คนกลุ่มนี้ชื่นชอบคือ กรุงเทพฯ สัดส่วน 59.77% เชียงใหม่ 40.93% และภูเก็ต 34.88%

สาเหตุที่เลือกประเทศไทย คือ มองว่าคนไทยมีความเป็นมิตร มีสัดส่วนสูงสุดถึง 72.79% นักท่องเที่ยวผู้สูงอายุส่วนใหญ่จะเข้าพักโรงแรม 5 ดาว ชั้น หนึ่ง ถึง 47.67% ส่วนโรแงรมราคาประหยัด หรือ ระดับ 3 ดาว มีเพียง 24.19% ซึ่งการตัดสินใจเลือกเดินทางเข้ามาพักผ่อนที่ประเทศไทย เพราะ ได้ข้อมูลจากเพื่อสนิท ญาติ และคนรู้จัก สัดส่วน 46.74%

รองลงมาเป็นบริษัทนำเที่ยวหรือตัวแทนท่องเที่ยว 35.81% และ หาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต 29.53% อย่างไรก็ตามความต้องการของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ อันดับ หนึ่งคือเรื่องความปลอดภัย รองมาเป็นเรื่องของที่พัก สิ่งอำนวยความสะดวก และ แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ

สำหรับปัญหาและอุปสรรคที่จะกระทบต่อนักท่องเที่ยวกลุ่มผู้สูงอายุ คือ ภาษาที่จะใช้สื่อสาร การเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล ที่บางประเทศอาจไม่ครอบคลุมถึงประเทศไทย ความพร้อมเรื่องระบบสาธารณูประโภคและสิ่งอำนวยความสะดวก พฤติกรรมการเอาเปรียบหลอกลวงนักท่องเที่ยวของรถรับจ้าง รวมถึงปัญหาป้ายบอกทางที่เป็นภาษาต่างประเทศยังมีอยู่น้อยในประเทศไทย

ที่มา manager.co.th

ถึงจุดนี้ สามารถพูดได้เต็มปากแล้วว่า ภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกได้ก้าวข้ามจุดต่ำสุดไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากนี้ไป ก็เหลือแค่เพียงรอว่า เมื่อไหร่ทุกอย่างจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติกันเสียที…และในช่วงของการฟื้นตัว นี่เอง ถือเป็นโอกาสดีในการเข้ามาแสวงหากำไร เพราะ ณ ขณะนี้ ตัวเลขหลายๆ อย่าง ยังไม่กลับเข้าที่ ส่วนจะเป็นอย่างไรนั้น วันนี้ “ASTVผู้จัดการกองทุนรวม” มีอัปเดตผลตอบแทนจากการลงทุนทั่วโลกมาเป็นข้อมูลให้กับนักลงทุน ซึ่งเป็นข้อมูลล่าสุด วันที่ 18 กันยายน 2552 ที่ผ่านมา โดย “ศุภกร สุนทรกิจ” รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน)

…เริ่มต้นกันที่ผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลก ซึ่งจากตัวเลขพบว่า ตลาดเกิดใหม่ล้วนให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจทั้งนั้น โดยในกลุ่มประเทศเอเชีย ให้ผลตอบแทนสูงสุดถึง 58.03% รอง จากนั้นเป็นกลุ่มประเทศเกิดใหม่ในกลุ่มประเทศยุโรป ด้วยผลตอบแทน 53.92% และตลาดเกิดใหม่ในกลุ่มประเทศละตินอเมริกา 43.86% ในขณะที่ดัชนี MSCI Emerging ให้ผลตอบแทน 49.88%

ทั้งนี้ หากมองในภาพรวมเป็นรายภูมิภาค พบว่า ตลาดหุ้นภูมิภาคเอเชีย ยกเว้นญี่ปุ่น ให้ผลตอบแทน 34.09% ตลาดหุ้นยุโรป 19.91% ตลาดอเมริกาเหนือ 19.56% และตลาดญี่ปุ่น ปรับเพิ่มขึ้นมาเพียง 9.87% เท่านั้น ในขณะที่ดัชนี MSCI World AC Index ให้ผลตอบแทน 22.07% ส่วนดัชนี MSCI World Index อยู่ที่ 19.17%

และหากเจาะเป็นรายประเทศ แน่นอนว่ากลุ่มประเทศในเอเชียถือว่าน่าสนใจทีเดียว โดยตลาดหุ้นของประเทศอินโดนีเชีย ปรับเพิ่มขึ้นสูงสุด ด้วยผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี 81.27% ตามมาด้วยเวียดนาม 80.52% และอินเดีย 72.30%

“ศุภกร” บอกว่าสาเหตุที่กลุ่มประเทศเหล่านี้ปรับขึ้นมาค่อนข้างสูง นั่นเพราะเป็นประเทศที่ไม่ได้พึ่งพาการส่งออกมานัก ดังนั้น ความกังวลเรื่องความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจจึงมีน้อยกว่า ทำให้ เงินทุนต่างชาติไหลเข้ามาค่อนข้างเยอะ

สำหรับกลุ่มประเทศอื่นๆ ที่พึ่งพาการส่งออกค่อนข้างมาก เช่น ไต้หวัน พบว่าตั้งแต่ต้นปี ดัชนีขยับขึ้นมาแล้ว 64.01% ในขณะที่ตลาดหุ้นจีน ซึ่งค่อนข้างร้อนแรงและผันผวน ปรับขึ้นไป 61.64% โดยมีดัชนีหุ้นไทยตามมา ที่ 58.61% ซึ่งตลาดหุ้นไทยเอง “ศุภกร” บอกว่า หากรวมเงินปันผลเข้าไปด้วยประมาณ 4% ก็พบว่าให้ผลตอบแทนไปแล้วถึง 62%

ต่อกันด้วยเกาหลีใต้ ซึ่งประเทศนี้พึ่งพาการส่งออกค่อนข้างมาก โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ฟื้นไปแล้วกว่า 51.16% เช่นเดียวกับสิงคโปร์ที่ปรับขึ้นมา 49.54%

เขาบอกว่า อย่างที่บอกไปว่ากลุ่ม ประเทศเหล่านี้พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก ความกังวลจึงมีมากกว่า ดังนั้น กระแสเงินทุนต่างชาติจึงไหลเข้ามาน้อยกว่า อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าหลังจากนี้ กลุ่มประเทศเหล่านี้ จะได้รับความสนใจจากฟันด์โฟลเหล่านี้มากขึ้นจากสัญญาณเศรษฐกิจฟื้นตัว เพราะแน่นอนว่าจะได้ประโยชน์จากการส่งออกที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นนั่นเอง

ในขณะที่ทิศทางของค่าเงิน…ศุภกรบอกว่า แนวโน้มหลังจากนี้ ค่าเงินในเอเชียส่วนใหญ่จะไปในทิศทางเดียวกัน คือ แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา พบว่า สกุลออสเตรเสียดอลลาร์และนิวซีแลนด์ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นค่อนข้างมาก โดยปรับขึ้นถึง 25.47% และ 22.70% ตามลำดับ ในขณะที่ค่าเงินบาท พบว่าแข็งค่าขึ้น 2.99% ส่วนค่าเงินวอนของเกาหลีใต้ ที่ค่อนข้างผันผวนแข็งค่าขึ้นมาประมาณ 4.28%

ไปดูทิศทางของสินค้าโภคภัณฑ์ (คอมมอดิตี) กันบ้าง…สินค้าที่ให้ผลตอบแทนมาเป็นอันแรก คือ ฮาร์ดคอมมอดิตี ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศยักษ์ใหญ่อย่างจีน โดยในกลุ่มนี้ ราคาปรับขึ้นมาถึง 62.2% ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบเอง ก็ขยับขึ้นมา 61.5% ส่วนกลุ่มพลังงานทั้งหมด ปรับเพิ่มขึ้นมาประมาณ 46.9%

สำหรับราคาทองคำ แม้ราคาในตลาดโลกจะขยับเกิน 1,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐอีกครั้ง แต่ภาพรวมตั้งแต่ต้นปี พบว่าปแรับเพิ่มขึ้นเพียง 14.1% เท่านั้น …ซึ่ง”ศุภกร” บอกว่า ราคาทองคำในแต่ละปี จะขยับขึ้นไม่มากอยู่แล้ว ซึ่งเฉลี่ยก็อยู่ระหว่าง 10-11%

ปิดท้ายกันด้วยทิศทางของกลุ่มอสังหาริมทรัพย์… ในช่วงเวลาเดียวกัน พบว่า ราคาบ้านในยุโรปมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นมาสูงสุด 38.88% ตามมาด้วยเอเชียที่ขยับขึ้น 38.19% ในขณะที่ราคาบ้านในสหรัฐฯ พบว่า ขยับขึ้นมาเพียง 20.33%…เขาบอกว่า ราคาบ้านในสหรัฐขยับขึ้นมาเพียง 1 ใน 3 เท่านั้น ดังนั้น จึงยังมีรูมเหลือให้ลงทุนได้อยู่ ซึ่งบลจ.เอ็มเอฟซีเอง มีแผนจะออกกองทุนที่ลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศด้วย

แนะเบรกลงทุนตราสารหนี้
“ศุภกร” ปิด ท้ายด้วยคำแนะนำสำหรับใครที่จะลงทุนในช่วงนี้ว่า ในขณะนี้อัตราดอกเบี้ยในตลาดตราสารหนี้มีการปรับตัวขึ้นมาในระดับหนึ่ง ซึ่งเป็นการปรับล่วงหน้ารับข่าวแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้น หลังจากเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจในประเทศได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ซึ่งจากแนวโน้มดังกล่าว แนะนำให้นักลงทุนชะลอการลงทุนในตราสารหนี้เอาไว้ก่อน โดยอาจจะรอให้แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยมีความชัดเจนมากขึ้นกว่านี้ก่อนเข้าไปลงทุน

ทั้งนี้ หากต้องการลงทุนในตราสารหนี้ แนะนำให้ลงทุนในหุ้นกู้เอกชนอายุยาวตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไปแทน เพราะยังให้ผลตอบแทนที่ดี ขณะเดียวกันกองทุนประเภทเทอมฟันด์ หรือกองทุนปิดที่ล็อกอายุไว้ ก็สามารถลงทุนได้เช่นกัน แต่กองทุนต่างประเทศจะน่าสนใจกว่า เพราะให้ผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลไทย โดยพันธบัตรเกาหลียังน่าสนใจอยู่ ถึงแม้ผลตอบแทนจะลดลงมาค่อนข้างมากก็ตาม

สำหรับการลงทุนในหุ้น ยังแนะนำว่าสามารถลงทุนได้ โดยให้น้ำหนักการลงทุนเท่ากับน้ำหลักตลาด นอกจากนี้ ยังให้น้ำหนักการลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ด้วย ส่วนสินค้าคอมมอดิตีและกลุ่มอสังหาฯ ก็ยังให้น้ำหลักการลงทุนเช่นกัน

วันนี้ (16 ก.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้หารือร่วมกับนางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ นายยรรยง พวงราช อธิบดีกรมการค้าภายใน เช้าวันนี้ ที่รัฐสภา โดยใช้เวลาประมาณ 15 นาที และภายหลังหารือเสร็จสิ้น นางพรทิวา เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรี เชิญนายยรรยงเข้ามาหารือ เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันในเรื่องนโยบาย ซึ่งนายกรัฐมนตรีไม่ได้ติดใจ ในการเสนอชื่อ นายยรรยง เป็นปลัดกระทรวงพาณิชย์ คนใหม่

“ท่านนายกฯ ไม่ได้รับปากว่า จะเสนอเรื่องการแต่งตั้งปลัดกระทรวงพาณิชย์คนใหม่ ให้ที่ประชุม ครม.พิจารณาในสัปดาห์หน้า โดยคาดว่านายกรัฐมนตรี จะลงนามในเอกสารเสนอเรื่องเข้าที่ประชุม ครม.ทิ้งไว้ก่อนที่จะเดินทางไปประชุมที่สหรัฐฯ ปลายสัปดาห์นี้”

ส่วนบรรยากาศการพูดคุย นางพรทิวา ระบุว่า เป็นไปด้วยดี โดยส่วนตัวเชื่อว่า นายกรัฐมนตรีจะลงนามอนุมัติแต่งตั้ง ก่อนเดินทางไปประชุมสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ที่สหรัฐอเมริกา ในวันที่ 20 กันยายน 2552 นี้ และจะเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ ในวันอังคารที่ 22 กันยายน 2552 นี้

“เอกสารอยู่ที่ท่านนายกฯ แล้ว ท่านน่าจะเซ็นทิ้งไว้ ก่อนที่จะเดินทางไปประชุมยูเอ็น”

ทั้งนี้ นางพรทิวา ยังคงยืนยันว่า สาเหตุที่นายกรัฐมนตรีไม่ติดใจในกรณีนี้ ไม่เกี่ยวข้องกับการต่อรองการลงมติแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนใหม่

โดยเช้าวันนี้ รายงานข่าวแจ้งว่า นางพรทิวา ได้นำตัวนายยรรยง มานั่งรออยู่ที่หน้าห้องทำงานของนายกรัฐมนตรี ภายในอาคารรัฐสภาตั้งแต่เวลาประมาณ 09.00 น.ท่ามกลางกระแสข่าวว่า นางพรทิวา ได้ยืนยันชัดเจนว่า ปลัดกระทรวงพาณิชย์คนใหม่ ต้องเป็นนายยรรยง คนเดียวเท่านั้น

ขณะที่สื่อมวลชนหลายสำนัก ตั้งข้อสังเกตว่า ครม.เลื่อนการพิจารณาแต่งตั้งปลัดกระทรวงพาณิชย์คนใหม่มาตลอด ท่ามกลางกระแสข่าวควา

กันยายน 17th, 2009เงินเฟ้อ…สำคัญไฉน

ตามทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ ว่าไว้ว่า** “การมีเงินเฟ้ออ่อนๆ ถือเป็นเรื่องดี เพราะจะช่วยกระตุ้นให้คนอยากลงทุน และมีแรงจูงใจที่จะผลิตและใช้จ่าย แต่ในขณะเดียวกัน ทุกคนก็จะกลัวและวิตก เมื่อเกิดภาวะเงินเฟ้อสูงเพราะจะทำให้ค่าเงินในกระเป๋าของคุณลดลง”**

เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจมีทั้งการขยายตัวและการหดตัว ซึ่งส่วนใหญ่ประชากรโลกมีแต่จะขยายตัวเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความจำเป็นในการบริโภคและอุปโภคมีอัตราเพิ่มขึ้น จึงทำให้เกิดการสร้างแรงจูงใจที่จะทำให้ผู้ผลิตอยากที่จะผลิตและผู้บริโภค อยากที่จะซื้อ

และกลไกลที่เกิดขึ้นนั้นก็คือ “กลไกลราคาที่ทำให้สินค้าและบริการมีมูลค่าเพิ่มขึ้นตามสมควร รวมถึงผู้บริโภคก็มีรายได้เพิ่มขึ้นเพียงพอที่จะซื้อสินค้านั้น ๆ ในช่วงระยะเวลา 1 ปี และการที่ราคาสินค้าโดยเฉลี่ย ทั้งสินค้าอุปโภค บริโภค รวมถึงราคาเชื้อเพลิงและอาหารเพิ่มขึ้น เราเรียกการเพิ่มขึ้นของมูลค่าเฉลี่ยนี้ว่า “เงินเฟ้อ” (Inflation)

**ดังนั้นภาวะเศรษฐกิจที่มีเงินเฟ้อสูง ประชาชนจะได้รับผลตอบแทนจากราคาสินค้าและบริการที่ปรับตัวสูงขึ้น ย่อมจะกดดันให้ผู้ออมเงิน นักลงทุน ต้องยิ่งหาผลประโยชน์จากเงินที่มีอยู่ เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนเอาชนะเงินเฟ้อให้ได้ มิเช่นนั้นเงินที่มีอยู่ย่อมมีค่าลดลง**

เช่นเดียวกัน เวลาฝากเงินในธนาคาร ดอกเบี้ยเงินฝากก็เป็นผลประโยชน์ที่จะต้องนำมาเทียบเคียงกับเงินเฟ้อ และหากน้อยกว่านั้นหมายความว่า ดอกเบี้ยที่แท้จริง มีค่าติดลบ จึงควรสำรวจว่าผลตอบแทนที่แท้จริงของคุณติดลบหรือไม่ ?

**ฉะนั้นเมื่อเกิดภาวะอัตราเงินเฟ้อสูง ๆ ผู้ลงทุนก็ควรจะเร่งหาลู่ทางการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนสูงกว่าตลาดเงิน หรือ ตราสารหนี้ทั่วไป โดยอาจจะจัดสรรเงินไปลงทุนในสินค้า หรือสินทรัพย์ที่มีลักษณะสวนทางกับเงินเฟ้อ (Inflation hedging Asset) บ้าง เช่น ทองคำ รวมถึงโลหะมีค่าบางชนิด หรือสินค้า Commodity แต่การลงทุนในสินทรัพย์เหล่านี้ จะมีความผันผวนสูงกว่าการลงทุนในตลาดเงินและตลาดตราสารหนี้ทั่วไป**

หรือหากคุณเป็นผู้ที่จะลงทุนในสินทรัพย์ประเภทที่สามารถจับต้องได้ (Tangible Asset) เช่น ที่ดิน หรืออสังหาริมทรัพย์ เงินเฟ้อก็จะมีส่วนสำคัญต่อการประเมินราคาปัจจุบันของทรัพย์สินเหล่านี้เช่น กัน เพราะสินทรัพย์เหล่านี้เป็นทรัพย์สินที่สามารถก่อให้เกิดรายได้จากค่าเช่า ถ้าจะต้องตีมูลค่าปัจจุบันของสินทรัพย์เหล่านี้ ก็จะตีจากกระแสเงินสดที่จะได้รับในอนาคต อัตราเงินเฟ้อแต่ละปีจะมีผลอย่างมากในการคำนวณมูลค่าทรัพย์สินดังกล่าว เพราะมูลค่าของสินทรัพย์เหล่านี้จะพิจารณาจากกระแสเงินสดที่จะเรียกเก็บได้ ในอนาคตแล้วนำกลับมาคิดเป็นราคาวันนี้ เพราะเงินเฟ้อเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญมากสำหรับใช้คิดคำนวณส่วนลดเพื่อ หามูลค่าปัจจุบันของทรัพย์สินนั้นๆ นั่นเอง

ราคาทองคำฮ่องกงวิ่งทะลุ 1,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ นักวิเคราะห์แนะปรับพอร์ตลดน้ำหนักหุ้น-น้ำมัน โยกเงินลงทุนทองคำเพิ่ม หลังเงินเฟ้อส่อแววปรับตัวขึ้น-ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐทรุดช่วยหนุน สวนทางหุ้นและน้ำมันที่ปรับตัวลดลงแต่ผันผวนมากกว่า

นางสาวศุภมาส พยัคฆพันธ์ Fund Analyst บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากการติดตามสถาการณ์ของเศรษฐกิจโลกช่วงที่ผ่านมาพบว่าดัชนีตลาดหุ้นส่วน ใหญ่ของสหรัฐอเมริกาและยุโรปปรับลดลงหลัง เนื่องจากจากความวิตกต่อการปรับลดอันดับเครดิตของ บริษัทAIG และปัญหาด้านงบดุลในภาคการเงินของสหรัฐอเมริกา ในขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นเอเชียส่วนใหญ่ดีดขึ้นตามดัชนีตลาดหุ้นจีนจากมาตรการ สนับสนุนการลงทุนจากต่างชาติในตลาดหุ้นจีน

“ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาปรับลดลงจากความวิตกกังวลต่อภาคสถาบันการ เงินในสหรัฐอเมริกา แต่ตัวเลขการจ้างงานสหรัฐอเมริกาหนุนตลาดหุ้นในช่วงปลายสัปดาห์”นางสาว ศุภมาสกล่าว

ทั้งนี้ การปรับลดอันดับเครดิตของ AIG และความวิตกเกี่ยวกับปัญหางบดุลบัญชีในภาคการเงินได้ส่งผลให้ดัชนี VIX ซึ่งเป็นดัชนีที่บ่งชี้ถึงความวิตกกังวลของนักลงทุนพุ่งขึ้น12.1% สู่ 29.15 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคม และส่งผลต่อการปรับลดลงของดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา

อย่างไรก็ตาม การที่ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐอเมริกาในเดือนสิงหาคมลดลงน้อย ที่สุดในรอบปีได้หนุนการปรับขึ้นของตลาดหุ้น ถึงแม้ว่าอัตราการว่างงานพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 26 ปีที่ 9.7%นักเศรษฐศาสตร์มองว่าตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกายังแสดงถึงการฟื้นตัว ที่ยังไม่แข็งแกร่ง

ด้านดัชนีตลาดหุ้นเอเชีย นางสาวศุภมาส เปิดเผยว่า ดัชนีส่วนใหญ่ได้มีการปรับขึ้นตามทิศทางดัชนีตลาดหุ้นจีนหลังจากการประกาศ มาตรการสนับสนุนการลงทุนจากต่างชาติในตลาดหุ้นจีน โดยดัชนีตลาดหุ้นเอเชียส่วนใหญ่ปรับขึ้นตามทิศทางดัชนีตลาดหุ้นจีนหลังจาก ที่รัฐบาลจีนได้ออกมาตรการกระตุ้นการลงทุนในตลาดหุ้นด้วยการเพิ่มเพดานการลง ทุนของนักลงทุนสถาบันต่างชาติที่สามารถลงทุนในจีนภายใต้โครงการนักลงทุน สถาบันจากเดิม 800 ล้านดอลลาร์ เป็น 1 พันล้านดอลลาร์

ส่วนทิศทางการลงทุนนั้น หลังจากนี้คาดว่าสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้นและน้ำมันจะเริ่มมีความผันผวนมาก ขึ้น แต่ในส่วนของทองคำราคากลับปรับขึ้นสวนทางกับราคาน้ำมันจากมุมมองอัตราเงิน เฟ้อที่สูงขึ้น โดยสินทรัพย์ที่แนะนำให้ลงทุนช่วงนี้น่าจะเป็นทองคำ และควรลดการลงทุนในหุ้นและน้ำมันลง อย่างไรก็ตามบริษัทเชื่อว่าน่าจะคงสัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้และตลาดเงิน เอาไว้

ทั้งนี้ ราคาทองคำที่ตลาดฮ่องกงวานนี้(8 ก.ย.52) ปรับตัวเพิ่มขึ้นเกินกว่าระดับจิตวิทยา 1000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ โดยปิดที่ราคา 1,006.00-1,007.00 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ เพิ่มขึ้นกว่า 10 ดอลลาร์สหรัฐจากราคาปิดเมื่อวันจันทร์ที่ 7 กันยายน 2552 ซึ่งอยู่ที่ 995.50-996.50 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ อย่างไรก็ตามราคาทองคำที่ตลาดฮ่องกงเคยทำสถิติสูงสุดเมื่อเดือนมีนาคม 2008 ในระดับราคา 1,032.70 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ส่วนราคาทองคำในประเทศสหรัฐอเมริกาช่วงสัปดาห์ที่ผ่าน มาได้มีการปรับเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน โดยปิดที่ราคา 993.40 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ และมีบางช่วงที่ขยับขึ้นมาทดสอบที่ระดับ 1,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์แต่ไม่สามารถยืนเหนือระดับดังกล่าวได้

“การปรับตัวขึ้นดังกล่าวเนื่องมุมมองต่อแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อที่สูง ขึ้น และการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐอเมริกา ซึ่งนับเป็นการปรับตัวที่สวนทางกับราคาน้ำมันดิบสัปดาห์ที่ผ่านมาซึ่งดิ่งลง มาปิดที่ระดับ 66 ดอลลาร์ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ดิ่งลง 8.7%มาปิดที่ 66.22 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากมุมมองต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่แข็งแกร่ง และสต๊อกน้ำมันดิบที่ยังคงอยู่ในระดับที่สูงอยู่”นางสาวศุภมาสกล่าว

แนะซื้อหน่วยK-GOLDทำกำไร
นางสาวศุภมาส กล่าวอีกว่า การลงทุนหลังจากนี้เราแนะนำให้เพิ่มการลงทุนในทองคำหลังจากที่ราคาปรับขึ้น สวนทางราคาสินทรัพย์เสี่ยงประเภทหุ้นและน้ำมัน เนื่องจากมุมมองต่อราคาทองคำเริ่มเปลี่ยนไปขึ้นอยู่กับแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อ ที่สูงขึ้น โดยกองทุนที่แนะนำจะเป็นกองทุน K-GOLD ของบลจ.กสิกรไทย ที่มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงค่าเงินทั้งหมด นอกจากนี้กองทุนดังกล่าวยังแสดงถึงการปรับขึ้นของ NAV ที่โดดเด่นเมื่อเทียบกับกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนในกองทุนหลักเดียวกันคือ SPDR GoldTrust

ทั้งนี้ ในส่วนของการลงทุนในกองทุนตราสารหนี้เรายังคงแนะนำ TMBCB ของบลจ.ทหารไทย ที่เน้นตราสารหนี้ภาคเอกชนในกลุ่มของสถาบันการเงินเป็นหลัก และ ING TFIF ของบลจ.ไอเอ็นจีที่เน้นการลงทุนกว่า 96% ในตราสารหนี้ภาครัฐ ส่วนกองทุนตลาดเงินยังคงแนะนำเป็นกองทุน KPM และ PCASH ที่บริหารโดยบลจ.ฟิลลิปโดย KPM มีการเพิ่มสัดส่วนการถือตราสารหนี้ภาคเอกชนเป็น 20.86% ของ NAV


© 2007 Nuk Long Tun : นักลงทุน | สร้างบล็อกฟรี : รับทำ SEO : ดูดวงวันเกิด : ฟังเพลง : SEO : รถมือสอง : Football Shirt : coupon : IT Best Shop cupcake : watering equipment : หางาน : สมัครงาน | Powered by Wordpress