บลจ.กรุงไทย ยิ้มรับเอยูเอ็มโตเกินเป้า 2.2 เเสนล้านบาทเเล้ว เดินหน้าขยับเป้าหมายใหม่ ขยายตัว 20% มั่นใจอีก 5 เดือนไม่มีปัญหา เเม้ธนาคาร เอกชนและภาครัฐ แข่งระดมเงินออม ล่าสุด เตรียมส่งกองทุน FIF ลุยหุ้นต่างประเทศสิ้นไตรมาส 3 ดักรอเศรษฐกิจโลกฟื้น

นายสมชัย บุญนำศิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งปีหลังจากนี้ เรามองว่าการเเข่งขันทางธุรกิจกองทุนรวมจะค่อนข้างลำบากกว่าครึ่งปีที่ผ่าน มา เนื่องจากสถาบันการเงินเริ่มที่จะดึงลูกค้าเงินฝากด้วยการให้ผลตอบเเทนที่ จูงใจ ประกอบกับภาคเอกชนเริ่มระดมทุนด้วยการออกหุ้นกู้กันมากขึ้น ขณะเดียวกันรัฐบาลเเละธนาคารเเห่งประเทศไทย (ธปท.)ก็หันมาระดมทุนด้วยการออกพันธบัตรด้วยเช่นกันทำให้มีการเเข่งขันกัน มากขึ้น อย่างไรก็ดี ปัจจุบันบลจ.กรุงไทยมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ หรือ (AUM) เติบโตขึ้นเป็น 220,000 ล้านบาท เกินเป้าหมายที่เราวางไว้ โดยก่อนหน้านี้เราวางเป้าสินทรัพย์ฯว่าจะโตประมาณ 15% ทั้งปี เเต่ตอนนี้เราได้เพิ่มเป้า AUM อีก 5%  ในช่วง 5 เดือนที่เหลือ ซึ่งทั้งปี AUM จะอยู่ที่ประมาณ 20%

โดยในช่วงครึ่งปีที่เหลือนี้ เราจะส่งกองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศที่ให้ผลตอบเเทนใกล้เคียงกับผลตอบเเทน กองทุนพันธบัตรเกาหลี ซึ่งน่าจะเปิดขายได้ในช่วงเดือนกันยายน โดยที่ผ่านมาผลตอบเเทนของกองทุนพันธบัตรเกาหลีเริ่มน้อยลง นอกจากนี้ เรายังมีกองทุนรวมต่างประเทศ (FIF) ที่จะลงทุนในหุ้นเฉพาะกลุ่มอีก 1 กองทุนให้นักลงทุนได้เลือกลงทุนอีกด้วย ขณะที่ความคืบหน้าการจัดตั้งกองทุนอสังหาริมทรัพย์โรงเเรมที่จังหวัด เชียงใหม่ เเละจังหวัดภูเก็ตนั้น กำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาอยู่ ซึ่งที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวได้รับผล กระทบจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวรวมถึงปัจจัยทางการเมือง ที่ทำให้นักท่องเที่ยวยุติหรือเปลี่ยนไปท่องเที่ยวประเทศอื่นเเทน อย่างไรก็ตาม หากธุรกิจการท่องเที่ยวดีขึ้น โครงการจัดตั้งกองทุนอสังหาริมทรัพย์โรงเเรมทั้ง 2 เเห่งน่าจะเปิดให้มีการระดมทุนได้ในเร็วๆนี้ สำหรับกองทุนเปิดเคเเทม เวิลด์ เอ็นเนอร์จี ฟันด์ เเละกองทุนเปิดเเคเเทม อินวิสเมนท์ เลเจนด์ ฟันด์ นั้นได้รับผลตอบรับที่จากนักลงทุนค่อนข้างมาก โดยกองทุน เปิดเเคเเทม อินวิสเมนท์ เลเจนด์ ฟันด์จะลงทุนในสินทรัพย์ประเภทตราสารทุน และสินค้าโภคภัณฑ์ (คอมมอดิตี) ที่ล้วนปรับตัวสูงขึ้นจากการคาดหวังว่าเศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นตัวในระดับหนึ่ง

โดยเราประเมินว่า แนวโน้มตลาดหุ้นและสินค้าโภคภัณฑ์ในช่วงครึ่งปีหลัง จะได้รับผลดีจากการที่เศรษฐกิจโลกจะเริ่มฟื้นตัวได้ในปลายปี 2552  ถึงต้นปี 2553 อันเป็นผลมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลทั่วโลก ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจโลกนั้นได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุดไปแล้ว อย่างไรก็ตาม อัตราผลตอบแทนอาจผันผวนในระยะสั้น เนื่องจากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอยู่ในขณะนี้ ยังมีความเปราะบาง และอาจมีแรงเทขายทำกำไรในระยะสั้นจากราคาที่ปรับตัวสูงขึ้นอีกด้วย

บลจ.ยูโอบี (ไทย) เผยแผนงานครึ่งปีหลัง ขยายขอบเขตลงทุนกว้างขึ้น เน้นลงทุนในตราสารหนี้ และหุ้น พร้อมตั้งเป้ารักษาฐานกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และดึงลูกค้าพ้นวัยเกษียณอายุมาลงทุนต่อในสินทรัพย์อื่น เดินหน้ารับจ้างเอาท์ซอร์สให้บริษัทอื่น หวังเพิ่มปริมาณลูกค้ากองทุนส่วนบุคคล

นายวนา พูลผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ยูโอบี (ไทย) จำกัด เปิดเผยว่า แผนงานของบริษัทในช่วงครึ่งปีหลังจะมีขอบเขตการลงทุนกว้างมากขึ้น โดยจะเน้นลงทุนในตราสารหนี้ และหุ้น เพราะว่าภาวะเศรษฐกิจมีแนวโน้มดีขึ้น แต่กองทุนที่ออกมาจะต้องเหมาะสมกับนักลงทุนที่เล่นหุ้นได้ โดยประเทศไทยไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง หลังจากเพิ่งประสบกับบาดเจ็บไปไม่นานนัก ส่วนราคาอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐอเมริกายังไม่แน่ใจว่าจะปรับลดลงไปอีกหรือ ไม่ คิดว่าเรื่องนี้ยังมีปัญหาอยู่บ้าง อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นในปัจจุบันได้สะท้อนถึงภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกรวดเร็วเกินไป คาดว่าราคาหุ้นในช่วงจากนี้ไปน่าจะปรับตัวลงมาเพื่อเป็นการปรับฐาน ซึ่งเยอรมนีและฝรั่งเศส ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ออกมาแสดงให้เห็นว่าได้ออกจากภาวะวิกฤติแล้ว ด้านญี่ปุ่นก็เช่นกัน ส่วนไทยค่อนข้างผันผวน แต่เคยผ่านภาวะวิกฤติเศรษฐกิจไม่นานมานี้

นายวนา กล่าวต่อว่า สำหรับธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) สามารถเติบโตไปเรื่อยๆ โดยจะพยายามรักษาฐานลูกค้า และเพิ่มลูกค้าให้มากขึ้น ซึ่งจะแยกออกเป็น 2 กลุ่มด้วยกัน ลูกค้ากลุ่มแรกลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ส่วนกลุ่มที่ 2 เป็นนักลงทุนที่ใกล้จะพ้นวัยเกษียณอายุ เพราะว่าหลังเกษียณอายุแล้วก็ไม่ได้ลงทุนในกองสำรองเลี้ยงชีพอีก ส่งผลให้ต้องไปลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ ด้วยตนเองแทน ซึ่งมองว่ายังมีโอกาสที่เข้าไปเจาะตรงนั้นได้ ส่วนกองทุนส่วนบุคคล (Private Fund) นักลงทุนบางคนไม่มีเวลาศึกษาเอง โดยบริษัทจะเข้าไปให้คำแนะนำการลงทุนให้ และในปัจจุบันมองว่าสามารถเข้าไปลงทุนในต่างประเทศได้แล้ว ซึ่งจะช่วยให้นักลงทุนตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ในภาวะเศรษฐกิจอย่างนี้น่าจะไปได้เรื่อยๆ และในปัจจุบันสัดส่วนการลงทุนของกองทุนนี้ค่อนข้างกระจาย โดยในแง่บัญชีจะมีนักลงทุนประเภทบุคคลธรรมดาค่อนข้างมาก ขณะที่หากวัดกันที่มูลค่าสินทรัพย์จะเป็นนักลงทุนประเภทสถาบันที่มีจำนวน มากกว่า

ปัจจุบัน มูลค่าสินทรัพย์ของกองทุนส่วนบุคคลอยุ่ที่ 4,000 ล้านบาท โดยนักลงทุนสนใจเข้ามาซื้อหุ้นมากขึ้น เพราะว่าเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนกลับมาให้ความสนใจซื้อหุ้น เชื่อว่าหลักทรัพย์เป็นโอกาสอีกครั้ง ขณะเดียวกัน นักลงทุนที่จะเข้ามาลงทุนแบบกองทุนส่วนบุคคลจะต้องสามารถยอมรับความเสี่ยง ได้สูง โดยจะหาเอกชนรองรับกองทุน ทั้งนี้ บริษัทจะไปเจาะด้านเอาท์ซอร์ส เพื่อนำเสนอให้บริษัทที่ต้องการลงทุน โดยบางบริษัทอาจจะมีฝ่ายลงทุนเป็นของตนเอง แต่หากบริษัทดังกล่าวว่าจ้างบลจ.ยูโอบีมาช่วยดูแลการลงทุน อาจจะช่วยประหยัดต้นทุนค่าใช้จ่ายได้มากกว่า ซึ่งในส่วนของธนาคารยูโอบีก็มีการแนะนำการลงทุนด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีความหลาก หลาย เชื่อว่ายังมีโอกาสอีกมาก แต่ต้องรอโอกาสและจังหวะ  ทั้งนี้ ลูกค้าบางส่วนจะมาจากธนาคารยูโอบี และผ่านทางการแนะนำของลูกค้าเดิม

นายวนา กล่าวว่า นักลงทุนที่เข้าลงทุนในตราสารหนี้ในส่วนของกองทุนส่วนบุคคล จะต้องมีเงินลงทุนประมาณ 100 ล้านบาทขึ้นไปจึงจะสามารถกระจายการลงทุนได้อย่างเหมาะสม ขณะที่การลงทุนในหุ้น นักลงทุนมีเงินลงทุนตั้งแต่ 50 ล้านบาทขึ้นไปก็สามารถลงทุนได้แล้ว เพราะว่าหุ้นมีสภาพคล่องสูงกว่า แต่ไม่ได้ปิดโอกาสลูกค้าที่มีวงเงินลงทุนไม่ถึงจำนวนดังกล่าวเข้ามาลงทุน โดยที่ผ่านมา นักลงทุนอาจจะเจ็บไปมาก แต่ส่วนใหญ่บริษัทจะดูที่ศักยภาพของนักลงทุนเป็นหลัก หากมีศักยภาพที่ดีอาจจะเริ่มต้นด้วยวงเงินลงทุนที่ต่ำกว่าที่บริษัทตั้งไว้ ได้

นักธุกิจอสังหาฯ พอใจผลงานรัฐบาล 6 เดือน ชี้ มาตรการลงทุนสาธารณูปโภคพื้นฐาน โดนใจมากที่สุด พร้อมขอความชัดเจน-นโยบายต่อเนื่อง ทั้งการลำดับโครงการลงทุน ระยะเวลาการก่อสร้าง โดยเฉพาะรถไฟฟ้า เริ่มก่อสร้างเส้นทางใดก่อน ส่วนมาตรการนำเงินต้น-ดบ.3 แสน หักลดหย่อนภาษี และการขยายเวลาการลดค่าธรรมเนียม-ภาษีจดจำนอง ถึงเดือน มี.ค.53 ทำให้อุปสงค์เพิ่มขึ้นชัดเจน ด้านศูนย์ข้อมูลอสังหาฯ ธอส.เผย 5 เดือนแรกปี 52 ที่อยู่อาศัยสร้างใหม่ใน กทม.-ปริมณฑล ยอดจดทะเบียนเพิ่ม 5% บ้านเดี่ยวนำโด่ง 12,350 หน่วยรองลงมาเป็นคอนโดฯ 11,300 หน่วย รั้งท้ายด้วยบ้านแฝด 550 หน่วย ชี้เดือน พ.ค.ยอดโอนพุ่งสูงสุด คอนโดฯ แชมป์โอนกว่า 5 พันหน่วย ยอดเท่ากับ 4 เดือนรวมกัน ส่วนบ้านบีโอไอคาดเห็นผลปีหน้า หวั่นการเมือง ไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ กระทบความเชื่อมั่นอีกครั้ง

นายกิตติพล ปราโมช ณ อยุธยา นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย กล่าวถึงผลงานรัฐบาลในรอบ 6 เดือน โดยระบุว่า ภาคธุรกิจอสังหาฯ มีความพอใจผลงานแก้ไขปัญหาของรัฐบาล เพราะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลประกาศ โดยเฉพาะการลงทุนในสาธารณูปโภคพื้นฐาน เป็นนโยบายที่มีความจำเป็น แต่อยากให้มีความชัดเจนเกี่ยวกับการลำดับโครงการลงทุน ระยะเวลาการก่อสร้าง โดยเฉพาะรถไฟฟ้าว่า จะก่อสร้างเส้นทางใดก่อน

ทั้งนี้ หากรัฐบาลดำเนินการได้ตามเป้าหมายจะกระตุ้นภาคแรงงานและวัสดุก่อสร้างให้ คึกคักมากขึ้น และอยากเห็นความต่อเนื่องนโยบายรัฐบาล เพราะกว่าที่ผลของมาตรการจะเกิดต่อเศรษฐกิจจะต้องใช้เวลา 1-2 ปี รวมทั้งอยากให้รัฐบาลมีเสถียรภาพ

“สิ่งที่ต้องจับตามอง คือ ราคาน้ำมัน แต่เชื่อว่า คงปรับขึ้นไม่มาก และไม่ทำให้ราคาอสังหาริมทรัพย์ไทยต้องขยับขึ้นตาม ขณะเดียวกันก็คงต้องดูภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างว่า จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง”

ส่วนมาตรการที่รัฐบาลประกาศออกมาเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ เช่น การให้นำเงินต้นและดอกเบี้ย 300,000 บาท มาหักลดหย่อนภาษีได้จนถึงสิ้นปีนี้ และการขยายเวลาการลดค่าธรรมเนียมและภาษีจดจำนองจนถึงเดือนมีนาคม 2553 ก็ช่วยกระตุ้นการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยของประชาชนได้ระดับหนึ่ง

นายกิตติพล ยอมรับว่า ในช่วงครึ่งปีแรกยอดขายอสังหาริมทรัพย์มีการชะลอตัวร้อยละ 5-10 แต่ไม่ถึงกับวิกฤต เพราะบ้านเดี่ยวราคา 3-7 ล้านบาท ยังเป็นที่สนใจของประชาชน และเฃื่อว่าในช่วงครึ่งปีหลังตลาดอสังหาริทรัพย์จะดีขึ้น เนื่องจากเชื่อว่า เศรษฐกิจโลกผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ดังนั้น เศรษฐกิจไทยก็น่าจะฟื้นตัวตาม โดยประเมินยอดขายอสังหาฯ ทั้งปีจะลดลงร้อยละ 5 จากจำนวนอสังหาริมทรัพย์ที่มีการจดทะเบียนประมาณ 80,000 ยูนิตในปีก่อนหน้านี้ แต่แบ่งเป็นบ้านเอื้ออาทร 8,000 ยูนิต

นพ.สมเชาว์ ตันฑเทอดธรรม อดีตนายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย กล่าวว่า ผลงาน 6 เดือนของรัฐบาลถือว่าทำเต็มที่แล้ว เนื่องจากยังมีปัจจัยลบมากมาย ทำให้การใช้มาตรการต่างๆ อาจจะไม่เต็มที่ แต่ก็ให้กำลังใจรัฐบาลในการทำงานต่อ เพราะยังต้องเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจและการระบาดของไข้หวัด 2009 ส่วนภาพรวมอสังหาริมทรัพย์ในช่วงครึ่งปีหลัง มีการชะลอตัวบ้าง แต่เชื่อว่า จะดีกว่าครึ่งปีแรก ผู้บริโภคคงจะมีการเร่งซื้อที่อยู่อาศัยเพื่อใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษี

ทั้งนี้ ทางสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย จะจัดงานแสดงสินค้าบ้านเดี่ยว ทาวเฮ้าส์และคอนโดมีเนียม ระหว่าง 11-20 กันยายน 2552 นี้ ที่สยามพารากอน โดยมีมากกว่า 20 โครงการ มูลค่ารวมของโครงการ 10,000 ล้านบาท และคาดว่า จะมียอดขายภายในงาน 600-1,000 ล้านบาท

นายสัมมา คีตสิน ผู้อำนวยการ ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิด เผยถึงตัวเลขเบื้องต้นของที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียนใหม่ ในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล รวม 5 เดือนแรกของปี 2552 (มกราคม-พฤษภาคม ) พบว่ามีจำนวนรวมประมาณ 28,800 หน่วย เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 5 จากตัวเลขประมาณ 27,450 หน่วยในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วเมื่อแยกประเภทของที่อยู่อาศัยสร้าง เสร็จจดทะเบียนใหม่ พบว่าเป็นบ้านเดี่ยวจำนวนประมาณ 12,350 หน่วย หรือประมาณร้อยละ 43 ของทั้งหมด รองลงมาเป็นห้องชุดคอนโดมิเนียมประมาณ 11,300 หน่วย หรือประมาณร้อยละ 39 ของทั้งหมด อันดับ 3 เป็นทาวน์เฮาส์และอาคารพาณิชย์ประมาณ 4,650 หน่วย หรือประมาณร้อยละ 16 ของทั้งหมด และที่เหลือเป็นบ้านแฝดประมาณ 500 หน่วย

ทั้งนี้ เมื่อแยกตามพื้นที่ พบว่า ที่อยู่อาศัยทุกประเภทอยู่ในกรุงเทพฯ แห่งเดียวประมาณ 14,700 หน่วย หรือประมาณร้อยละ 51 อยู่ใน 5 จังหวัดปริมณฑลรอบกทม.รวมประมาณ 14,100 หรือประมาณร้อยละ 49 แบ่งเป็นนนทบุรีประมาณ 5,900 หน่วย หรือประมาณร้อยละ 20.5 สมุทรปราการประมาณ 2,750 หน่วย หรือประมาณร้อยละ 9.5 นครปฐม ประมาณ 2,350 หน่วย หรือประมาณร้อยละ 8 ปทุมธานีประมาณ 2,100 หน่วย หรือประมาณร้อยละ 7 และสมุทรสาคร ประมาณ 1,000 หน่วย หรือประมาณร้อยละ 3.5

นอกจากนี้ ยังพบว่า ในเดือนพฤษภาคม 2552 มีที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียนใหม่ในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล จำนวนประมาณ 9,650 หน่วย นับเป็นเดือนที่มีจำนวนหน่วยสร้างเสร็จจดทะเบียนใหม่สูงที่สุดตั้งแต่ต้นปี นี้มา โดยในเดือนมกราคม มีจำนวนประมาณ 3,450 หน่วย เดือนกุมภาพันธ์ มีจำนวนประมาณ 6,000 หน่วย เดือนมีนาคม มีประมาณ 6.100 หน่วย และเดือนเมษายน ซึ่งเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในประเทศมีน้อยมากเพียงประมาณ 3,550 หน่วย

ขณะเดียวกัน เมื่อแยกประเภทของที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียนใหม่เดือนพฤษภาคมพบว่า เป็นห้องชุดคอนโดมิเนียมมากที่สุดถึงประมาณ 5,250 หน่วย หรือประมาณร้อยละ 54 ของทั้งหมด เป็นบ้านเดี่ยวประมาณ 2,700 หน่วย หรือประมาณร้อยละ 28 ของทั้งหมด เป็นทาวน์เฮาส์ และอาคารพาณิชย์ประมาณ 1,550 หน่วย หรือประมาณร้อยละ 16 ของทั้งหมดและที่เหลือเป็นบ้านแฝดประมาณ 150 หน่วย แสดงให้เห็นว่าในเดือนพฤษภาคมเดือนเดียวมีห้องชุดคอนโดมิเนียมสร้างเสร็จจด ทะเบียนใหม่เกือบเท่ากับจำนวนของ 4 เดือนแรก รวมกัน โดยพบว่าเดือนมกราคม-เมษายน มีห้องชุด คอนโดมิเนียมสร้างเสร็จจดทะเบียนใหม่ร่วมกันมีจำนวนประมาณ 6,050 หน่วย

“หากแยกเป็นแต่ละเดือนพบว่าในเดือนมกราคม 2552 มีจำนวนห้องชุดคอนโดมิเนียมสร้างเสร็จจดทะเบียนใหม่ประมาณ 750 หน่วย ในเดือนกุมภาพันธ์ มีจำนวนห้องชุดคอนโดมิเนียมสร้างเสร็จจดทะเบียนใหม่ประมาณ 2,550 หน่วย ในเดือนมีนาคมมีจำนวนห้องชุดคอนโดมิเนียมสร้างเสร็จจดทะเบียนใหม่ประมาณ 1,700 หน่วย และในเดือนเมษายนมีจำนวนห้องชุดคอนโดมิเนียมสร้างเสร็จจดทะเบียนใหม่ประมาณ 1,050 หน่วย”

อย่างไรก็ตาม แม้จะยังมีหน่วยห้องชุดคอนโดมิเนียมสร้างเสร็จจดทะเบียนมาก แต่ไม่ใช่ยอดขาย และเป็นผลโครงการที่เริ่มก่อสร้างมาตั้งแต่ปี 2550 เป็นส่วนใหญ่ อีกทั้งในช่วงครึ่งแรกของปีนี้มีโครงการคอนโดมิเนียมเปิดใหม่ค่อนข้างน้อย โดยคาดว่าบริษัทขนาดใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์จะมีการเปิดโครงการ คอนโดมิเนียมในครึ่งหลังของปีเพิ่มมากขึ้นกว่าในครึ่งแรก โดยแนวโน้มจะเป็นโครงการที่มีราคาขายหน่วยละไม่เกิน 3 ล้านบาท เนื่องจากในสภาพเศรษฐกิจเช่นนี้ กำลังซื้อต่อหน่วยของผู้บริโภคส่วนใหญ่อยู่ในระดับปานกลางค่อนไปทางต่ำ

นายสัมมา ยังกล่าวถึงโครงการบ้านบีโอไอหลังรัฐบาลปรับเงื่อนไขในการส่งเสริมการลงทุน สำหรับโครงการที่อยู่อาศัยราคาต่ำขยายเพดานราคาขายห้องชุดคอนโดมิเนียมในเขต ส่งเสริมการลงทุนโซน 1 (กรุงเทพฯ-ปริมณฑล) จากไม่เกิน 600,000 บาท เป็นไม่เกิน 1 ล้านบาทและบ้านแนวราบเป็นไม่เกิน 1.2 ล้านบาทนั้น ทำให้ในไตรมาสที่ 2 ไม่มีการขอรับการส่งเสริมจากบีโอไอเลยเพราะผู้ประกอบการรอเงื่อนไขใหม่ แต่หลังจากนี้ คาดว่า จะมีผู้ประกอบการหลายราย ทั้งที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯและนอกตลาด จะเบนเข็มมาสร้างที่อยู่อาศัยในราคาไม่เกินเพดานใหม่ เพื่อหวังได้รับสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลานานถึง 5 ปีในโซน 1 และคาดว่า จะสร้างเสร็จในปีหน้าหรือปีถัดไปจึงคาดว่าจำนวนที่อยู่อาศัยระดับราคา กลาง-ต่ำ (Lower-Middle Price Range) จะมีมากขึ้นในปีหน้า

นายสัมมา ยังระบุว่า สถานการณ์การเมืองแบ่งสีกำลังทวีความเข้มข้นขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่จะถึงนี้ และอาจต่อเนื่องไปอีกระยะหนึ่ง รวมทั้งสถานการณ์ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ซึ่งยังไม่สร่างซาลง อาจทำให้ความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการ ซึ่งทำท่าว่าจะดีขึ้นต่อเนื่องในระยะต่อไป ต้องสะดุดลงอีกครั้งหนึ่ง หากมีการใช้ความรุนแรงหรือมีอาการสะดุดทางการเมืองจากคดีความและผู้เกี่ยว ข้องกับคดีความต่างๆ อีกทั้งในเดือนสิงหาคมและกันยายนนั้น มักเป็นเดือนที่มีการเปลี่ยนแปลงโยกย้ายตำแหน่งหน้าที่ราชการต่างๆ ด้วย

บลจ.ทิสโก้ เล็งออกกองดัชนี-เซคเตอร์ฟันด์ เพิ่มโปรดักซ์กระจายเสี่ยงให้นักลงทุน ระบุกองนิวซี่แลนด์ขยายอายุกองไร้ปัญหา นักลงทุนให้มติเรียบร้อย ส่วนกองออสเตรเลียผลตอบแทนกระเตือง เอ็นเอวีล่าสุดทะลุ 10 บาท ส่วนจะขยายอายุกองหรือไม่ต้องตามใจนักลงทุน

นายธีรนาถ รุจิเมธาภาส

นายธีรนาถ รุจิเมธาภาส กรรมการผู้จัดการบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) ทิสโก้ เปิดเผยว่า การขยายอายุกองทุนพันธบัตรนิวซีแลนด์ของบริษัทปัจจุบันได้ขอมติต่อผู้ถือ หน่วยลงทุนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นไปตามข้อบังคับในการขยายเวลากองทุนที่จะต้องยื่นของมติจากผู้ถือ หน่วยลงทุนทุกครั้ง อย่างไรก็ตามการขยายเวลาในครั้งนี้บริษัทได้ตั้งเงื่อนไขการยุบกองทุนเอาไว้ เมื่อมูลค่าหน่วยลงทุน(เอนเอวี) เป็นไปตามเป้าหมายที่ได้ตกลงไว้กับผู้ถือหน่วย

ทั้งนี้ ในส่วนของกองทุนพันธบัตรออสเตรเลีย ขณะนี้บริษัทยังไม่ได้ทำการข้อมติขยายอายุกองทุน เนื่องจากกองทุนนี้ยังไม่ครบกำหนดอายุโครงการตามหนังสือชี้ชวนที่ให้ไว้ใน ตอนแรก นอกจากนี้ผลงานของกองทุนนี้ยังปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนมีมูลค่าหน่วยลงทุนในปัจจุบันเกิน 10.00 บาทต่อหน่วยไปแล้ว อย่างไรหากนักลงทุนมติต้องการขยายเวลาลงทุนก็สามารถทำได้เช่นกัน

“ตอนนี้เอ็นเอวีกองออสซี่มันเกิน 10 บาทไปแล้ว แต่มันจะไปครบกำหนดในช่วงเดือนกันยา ซึ่งถ้านักลงทุนจะยืดอายุก็ได้เมื่อถึงตอนนั้น แต่ต้องมีมติออกมา และอาจจมีการตั้งเป้ายุบกองเอาไว้เหมือนกัน ซึ่งจะเป็น 11 บาทหรือเท่าไรก็ว่ากันไป แต่ถึงอย่างไรเขาก็จะได้ผลตอบแทนตามดอกเบี้ยที่พันธบัตรให้ไว้อยู่แล้ว”นาย ธีรนาถกล่าว

นายธีรนาถ กล่าวอีกว่า สำหรับแนวโน้มของกองทุนนี้จะขึ้นอยู่กับเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนที่เราเปิด ช่องเอาไว้ ซึ่งปัจจุบันค่าเงินของประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์มีแนวโน้มปรับตัวดี ขึ้นเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์ โดยเฉพาะในส่วนของประเทศออสเตรเลียที่ปรับตัวแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง และในอนาคตก็น่าจะดีขึ้นกว่านี้หลังจากที่เศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น

“น้ำมันขึ้นมันก็มีส่วนเกี่ยวกับออสเตรเลียเพราะ เขาเป็นผู้ส่งออก ซึ่งถ้าเศรษฐกิจฟื้นเชื่อว่าก็น่าจะเป็นผลดีในด้านค่าเงินและราคาน้ำมันของ ออสเตรเลียได้”นายธีรนาถกล่าว

ส่วนการเปิดขายกองทุนประเภทนี้เพิ่มเติมนั้น นายธีรนาถ กล่าวว่า คงจะต้องรอดูสถาการณ์และความต้องการของนักลงทุนก่อน ซึ่งขณะนี้บริษัทน่าจะมีกองทุนประเภทอื่นออกมาขายให้นักลงทุนไปก่อน ส่วนหลังจากนี้ที่ดูอยู่ก็น่าจะเป็นประเภทกองทุนดัชนี(Index Fund) และ กองทุนเซคเตอร์ฟันด์ โดยบริษัทอยากมีสินค้าให้ครบทุกประเภท เพื่อให้นักลงทุนสามารถกระจายการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“เจ้าหน้าที่เราจะแนะนำตลอดว่าให้น้ำหนักอะไรช่วงไหน ซึ่งเราก็อยากมีโปรดักซ์ให้ครบไลน์ เพื่อจะได้จัดสรรประเภทสินทรัพย์ให้ได้สัดส่วนตามผลตอบแทนและความเสี่ยงที่ ลูกค้าต้องการ(asset allocation”นายธีรนาถกล่าว

ผมได้มีโอกาสเข้าฟังสัมมนา “Quarterly Economic Assessment and Outlook” ที่จัดโดยธนาคารแห่งประเทศไทย จึงเป็นที่มาของเรื่องราวในวันนี้ที่อยากจะแลกเปลี่ยนวิธีคิดของผู้จัดการ กองทุนคนหนึ่ง ในการที่จะวิเคราะห์ตัวเลขเศรษฐกิจของไทยที่ประกาศออกมา และนำไปสู่การกำหนดกลยุทธ์การลงทุน โดยหวังว่าท่านผู้อ่านน่าจะได้นำแนวคิดไปใช้เป็นอาวุธเสริมสำหรับการจัดพอร์ ตการลงทุนของท่านเอง (ถ้าท่านผู้อ่านท่านใดมีข้อเสนอแนะหรือข้อซักถาม พูดคุยกันได้ที่ http://fundmanagertalk.blogspot.com)

ตัวเลขเศรษฐกิจหาจากไหน

หลายท่านอาจคิดว่าต้องเป็นนักลงทุนสถาบัน จึงจะมีโอกาสเข้าถึงข้อมูลได้มากกว่านักลงทุนรายย่อย ซึ่งไม่จริงทีเดียวสำหรับตัวเลขเศรษฐกิจครับ เพราะตัวเลขเศรษฐกิจไทยส่วนใหญ่จะมีที่มาจากหน่วยงานราชการ ซึ่งสมัยนี้มักจะนำเสนอผ่านเวบไซต์ โดยผู้ลงทุนทุกประเภทสามารถเข้าถึงได้พร้อมกัน และได้รับข้อมูลที่เหมือนกัน  สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจไทยหลัก ๆ ที่น่าติดตาม ผมคิดว่ามีดังนี้ครับ 1. รายงานเศรษฐกิจและการเงินรายเดือน โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (www.bot.or.th >>> เลือก “ภาวะเศรษฐกิจ”) โดยรายงานนี้จะเผยแพร่เป็นรายเดือน ทุก ๆ วันทำการสุดท้ายของเดือน โดยครอบคลุมถึงตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ อาทิ เช่น ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม, อัตราการใช้กำลังการผลิต, เครื่องชี้การอุปโภคบริโภคของภาคเอกชน, เครื่องชี้การลงทุนภาคเอกชน, อัตราเงินเฟ้อ, ภาคส่งออก-นำเข้า ฯลฯ

2. รายงานแนวโน้มเงินเฟ้อ โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (www.bot.or.th >>> เลือก “ภาวะเศรษฐกิจ” >>> เลือก “รายงานแนวโน้มเงินเฟ้อ”) รายงานนี้มีประโยชน์มากครับ เพราะจะมีรายละเอียดเชิงลึกของทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจ รวมถึงประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจในปีข้างหน้า ทั้งตัวเลขเศรษฐกิจโดยรวม และแต่ละภาคส่วน โดยรายงานนี้จะเผยแพร่เป็นรายไตรมาส ในเดือน มกราคม, เมษายน, กรกฎาคม, และตุลาคม ของทุกปีครับ

3. ตัวเลขอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ โดย สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (www.nesdb.go.th >>> เลือก “ข้อมูลเศรษฐกิจและสังคม” >>> เลือก “บัญชีประชาชาติ” >>> เลือก “Quarterly Gross Domestic Product”) โดยตัวเลข GDP จะประกาศหลังจากสิ้นไตรมาสประมาณ 2 เดือน เช่น ตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 2/52  ปีนี้จะประกาศประมาณช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2552 นี้ โดยรายงานฉบับนี้จะลงลึกในรายละเอียดทั้งหมดของอัตราการเจริญเติบโตเศรษฐกิจ ในไตรมาสที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญ ที่ประกาศจากหน่วยงานรัฐครับ เช่น ตัวเลขเงินเฟ้อ และตัวเลขการส่งออก / นำเข้า ที่ประกาศโดยกระทรวงพาณิชย์ (www.mof.go.th), ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ประกาศโดย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (www.thaiechamber.com) เป็นต้น ตัวเลขเศรษฐกิจหลัก ๆ ที่ควรติดตาม
ถ้าคุณไม่ได้ทำงานที่ต้องติดตามตัวเลขเศรษฐกิจ อย่างใกล้ชิด คงจะเป็นการยากหากคุณจะต้องติดตามตัวเลขเศรษฐกิจทุก ๆ ตัว และทุก ๆ เดือนอย่างที่ผู้จัดการกองทุนทุกคนต้องทำ ดังนั้น ผมจึงแนะนำให้ติดตามเป็นรายไตรมาสครับโดยติดตาม รายงาน 2 ฉบับนี้ครับ

1. “รายงานแนวโน้มเงินเฟ้อ” ของแบงค์ชาติ เพื่อให้ทราบว่าประมาณการเศรษฐกิจ และเงินเฟ้อของแบงค์ชาติเมื่อมองไปข้างหน้าเป็นอย่างไร** สำคัญคือการปรับประมาณการครับ ว่า 3 เดือนที่ผ่านมาแบงค์ชาติได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ เพิ่มขึ้น หรือลดลงอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่ ถ้าปรับประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจขึ้นหรือลงครั้งละมาก ๆ ก็มักจะมีผลต่อตลาดหุ้น, ตลาดตราสารหนี้, รวมถึงอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ

2. ตัวเลข GDP จริงที่ประกาศโดยสภาพัฒน์ฯ อันนี้จะทำให้เราเข้าใจว่าแต่ละภาคส่วนของเศรษฐกิจมีแนวโน้มเป็นอย่างไร รวม ถึงสามารถนำไป Cross check กับการประมาณการเศรษฐกิจของแบงค์ชาติได้ด้วยครับ ยกตัวอย่างเช่น หากประมาณการเศรษฐกิจที่ออกมาในเดือนเมษายนบอกว่าปีนี้ เศรษฐกิจจะโตมาก แต่พอตัวเลขจริงของไตรมาส 1 ที่ประกาศในเดือนพฤษภาคม ออกมาไม่ดี เราก็พอจะคาดเดาได้ครับว่าน่าจะการปรับลดประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจที่จะ ประกาศในเดือนกรกฎาคม ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นบ้างแน่นอน ไม่มาก ก็น้อยครับ

…ในสัปดาห์หน้าเราจะมาทำการวิเคราะห์กันครับว่าตัวเลขดังกล่าวจะ นำไปวิเคราะห์ได้อย่างไร และที่สำคัญคือจะนำตัวเลขนั้นไปจัดกลยุทธ์การลงทุนได้อย่างไร ติดตามฉบับหน้าครับ คอลัมน์ คุยกับผู้จัดการกองทุน
โดย เจษฎา สุขทิศ
ผู้จัดการกองทุนตราสารหนี้
บลจ. อยุธยา จำกัด

ติดตามบทความคอลัมน์ “คุยกับผู้จัดการกองทุน” ที่เคยตีพิมพ์ในอดีต และ Investment Tips อื่น ๆ โดยคุณเจษฎา สุขทิศ, CFA. ได้ใน http://fundmanagertalk.blogspot.com

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

บลจ.เอ็มเอ ฟซี มองแนวโน้ม “BRIC” สดใส ส่ง “เอ็มเอฟซี อินเตอร์เนชั่นแนล บริค รีคัฟเวอรี่” ลุยหุ้นรอบสอง หวังอานิสงส์เศรษฐกิจฟื้น ดันกำไรเข้าเป้า 10% ภายใน 1 ปี เปิดขายไอพีโอถึง 28 ก.ค.นี้

นายพิชิต อัคราทิตย์ กรรมการผู้จัดการ บลจ. เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภาพรวมทางเศรษฐกิจที่สดใสของกลุ่มประเทศ BRIC ได้แก่ บราซิล รัสเซีย อินเดีย และจีน และมีแนวโน้มการเติบโตที่สูงกว่าภูมิภาคอื่น จึงเป็นโอกาสอันดีที่เอ็มเอฟซีเปิดขายกองทุนรวมเอ็มเอฟซี อินเตอร์เนชั่นแนล บริค รีคัฟเวอรี่ ซีรี่ส์ 2 หรือ  I-BRIC Recovery 2 ที่เน้นลงทุนในหลักทรัพย์ของกลุ่มประเทศดังกล่าว โดยที่กองทุนนี้ มีอายุ 1 ปี มูลค่าโครงการ 1,000 ล้านบาท ตั้งเป้าหมายผลตอบแทนที่จะเลิกกองทุนไว้ที่ 10% ซึ่งเปิดเสนอขายหน่วยลงทุนแล้วตั้งแต่วันนี้ถึง 28 ก.ค. สำหรับจุดเด่นของกองทุนรวม I-BRIC Recovery 2 อยู่ที่นโยบายการลงทุน ที่เน้นการลงทุนในประเทศที่เป็นตลาดเกิดใหม่ เช่น บราซิล รัสเซีย อินเดียและจีน หรือกลุ่ม BRIC ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่ยังคงมีอัตราการเติบโตสูงเมื่อเทียบกับประเทศในแถบ ภูมิภาคอื่นๆ โดยกองทุนสามารถปรับเปลี่ยนพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสมตามสภาพเศรษฐกิจ และสภาวการณ์ตลาดเงินตลาดทุน และมีการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนโดยใช้นโยบาย Active Hedging ตามการคาดการณ์แนวโน้มของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ และภาวะของตลาดอีกด้วย

ทั้งนี้ กองทุนรวม I-BRIC Recovery 2 มีเงื่อนไขในการเลิกกองทุนโดยไม่ต้องรอครบอายุ โดยเมื่อมูลค่าหน่วยลงทุนปรับเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 11.30 บาท เป็นเวลา 5 วันทำการติดต่อกัน หรือทรัพย์สินของกองทุนเป็นเงินสดทั้งหมดในสกุลเงินบาท ณ วันทำการใดๆ และมูลค่าหน่วยลงทุนที่คืนให้ผู้ถือหน่วยลงทุนต้องไม่ต่ำกว่า 11 บาท หรืออีกนัยหนึ่งคือ เลิกกองทุนเมื่อผู้ถือหน่วยลงทุนได้รับผลตอบแทนไม่น้อยกว่า 10% ของเงินทุน ซึ่งผู้ถือหน่วยลงทุนรายย่อยจะได้รับการยกเว้นภาษีของกำไรส่วนเกินมูลค่า หน่วยลงทุน

” เอ็มเอฟซีมองว่าจะเป็นจังหวะการลงทุนที่เหมาะสม และมีโอกาสสร้างความพึงพอใจให้ผู้ถือหน่วยลงทุนจากความสำเร็จในการบริหารกอง ทุนเช่นเดียวกับกองทุนทาร์เก็ตฟันด์อื่นๆ ของเอ็มเอฟซีที่ผ่านมา เช่น กองทุนรวม I-BRIC Recovery กองทุนแรกที่สร้างผลตอบแทนให้ผู้ถือหน่วยลงทุนได้ถึง 14% จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ร้อยละ 10 ภายในเวลาประมาณ 10 เดือน และกองทุนเปิด I-OIL 15S1 ที่ได้ผลตอบแทน 15% ตามเป้าหมายภายในเวลาประมาณ 2.5 เดือน”นายพิชิตกล่าว นายพิชิต กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศ BRIC ยังคงโดดเด่นจากแนวโน้มการเติบโตที่สดใส และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เข้มแข็งของรัฐบาลแต่ละประเทศ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการลงทุนในประเทศดังกล่าว ได้แก่  บราซิลมีปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจและตลาดหลักทรัพย์ คือนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่มีการอัดฉีดเงินประมาณ 90 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเข้าสู่ภาคการเงินและตลาดทุน และยังเป็นประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติ เช่น น้ำมัน ทองแดง รวมถึงสินค้าเกษตรซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโต

ในขณะที่รัสเซีย คาดว่าจะได้ประโยชน์ จากการที่รัฐบาลเตรียมเสนองบกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมวงเงิน 9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ ราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ยังเป็นปัจจัยบวกต่อดัชนีตลาดหลักทรัพย์รัสเซีย และค่า PE ยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่าประเทศอื่น ส่วนภาพรวมเศรษฐกิจของอินเดีย พบว่า ไตรมาสแรกที่ผ่านมา เติบโตได้ถึง 5.8% ซึ่งขยายตัวเป็นบวกสวนกระแสเศรษฐกิจหดตัวของประเทศทั่วโลก และมีการดำเนินนโยบายทางการเงินที่ผ่อนคลายจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งสนับสนุนเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน การเมืองในประเทศมีเสถียรภาพจากผลการเลือกตั้งเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งรัฐบาลชุดใหม่คาดว่าเศรษฐกิจในปีนี้และปีหน้าจะเติบโต 6%

สำหรับจีน พบว่ามีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเข้มแข็ง ได้แก่ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า 586 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่มุ่งเน้นอุปสงค์ภายในประเทศคือการบริโภคและการลงทุนเป็นปัจจัยสนับสนุน ให้เศรษฐกิจจีนเติบโตได้ ซึ่งในปีนี้เอง รัฐบาลจีนตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจไว้ที่ 8%

เมื่อวันเสาร์ที่ ผ่านมา ผมและทีมงานบริษัท เน็กซ์วิว (ประเทศไทย) จำกัด รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้รับการตอบรับเข้าร่วมงานสัมมนาภายใต้หัวข้อ “Technical Talk” ตอน “กลยุทธ์ทางเทคนิคพิชิตการลงทุนในไตรมาส 3” ณ ห้อง 701 ชั้น 7 อาคารสาทรธานี 1 โดยมีนักลงทุนเข้าร่วมสัมมนามากกว่า 100 คน จนต้องเสริมเก้าอี้เพิ่มจำนวนหนึ่ง และต้องขอขอบคุณทางนิตยสาร Stock Review ที่ได้นำหนังสือดีๆ ที่มีความรู้ มาแจกให้กับนักลงทุนที่เข้าร่วมงานได้เพิ่มพูนความรู้ด้านการลงทุนให้มาก ขึ้น

สินค้ายอดฮิตที่นักลงทุนสนใจกันมาก และมีคำถามค่อนข้างเยอะ คือ การลงทุนในทองคำ ซึ่งรวมทั้ง “ทองคำแท่ง” และ “Gold Futures” ซึ่งส่วนใหญ่ มักจะถามว่า ราคาทองคำในตลาดโลก มีโอกาสปรับตัวลดลงได้อีกไหม ถ้าเทียบเป็นราคาทองคำในบ้านเราแล้วละก็ จะมีโอกาสหลุด 14,000 บาท หรือไม่ ถ้าจะให้ตอบกันตรงไปตรงมา ก็คงต้องวิเคราะห์ดูแนวโน้มการเคลื่อนไหวจากกราฟกันดูครับ

รูปที่ 1 การเคลื่อนไหวของราคาทองคำในตลาดโลก ราคา ณ วันที่ 14 กรกฎาคม 2552 ก่อนปิดตลาด

สำหรับราคาทองคำในตลาดโลกนั้น หากพิจารณาจากกราฟ จะเห็นว่า การเคลื่อนไหวของราครทองคำ กำลังอยู่ในช่วง Sideway (ซึ่งในทางปฏิบัติ มักไม่นิยมซื้อ-ขาย กันสักเท่าไหร่ เนื่องจากเป็นการยากที่จะประเมินทิศทางการเคลื่อนไหว ว่าจะลงหรือจะขึ้น ในอนาคต)

ผมขออนุญาตแบ่งแนวทางการลงทุนในทองคำ ออกเป็น 2 แนวทางคือ ผู้ที่ลงทุนในทองคำแท่ง และผู้ที่สนใจเก็งกำไรใน Gold Futures โดยผู้ที่สนใจลงทุนในทองคำแท่ง ควรรอให้ราคาทองคำภายในประเทศ ปรับตัวลดลงต่ำกว่า 14,500 บาทก่อน จากนั้นจึงทยอยเข้าซื้อ เพื่อรอการเก็งกำไรในช่วงไตรมาสแรกของปีหน้า (2553) อันเนื่องมาจากทิศทางของราคาทองคำนั้น มีโอกาสปรับตัวลดลงค่อนข้างเห็นได้ชัด เพียงแต่ต้องรอเวลาเท่านั้นเอง ส่วนนักลงทุน ที่ต้องการเก็งกำไรใน Gold Futures ควรรอให้ราคาทองคำในตลาดโลก ปรับตัวลดลงกว่า 880USD ถึงจะเข้าทำสัญญา Short ได้ ในทางกลับกัน สำหรับนักลงทุนที่ต้องการซื้อล่วงหน้า หรือ Long นั้น สามารถเข้าทำสัญญาได้หากราคาทองคำปรับขึ้นไปทะลุ 1,000 USD ได้สำเร็จ ไม่เช่นนั้น คุณอาจต้องเผชิญกับปัญหาความวิตกกังวล เกี่ยวกับการปรับตัว ขึ้น-ลง รายวัน ของทองคำก็เป็นได้

ในเชิงเทคนิคนั้น หลายคนคงไม่แปลกใจมากนัก ที่ราคาหุ้นบ้านเราในวันนี้ (วันที่ 14 กรกฎาคม 2552) ถึงได้ปรับตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัดขนาดนั้น จริงๆ แล้ว กลไกดังกล่าว เกิดมาจากการเหวี่ยงตัวของราคาตามดัชนีต่างประเทศ ที่ปรับตัวขึ้นมาปิดช่องว่าง (Gap) เมื่อวานนั่นเอง (HIS) หรือถ้าในส่วนของดัชนีดาวน์โจน คือ การแกว่งตัวของราคาตามรูปแบบที่เรียกว่า Double Bottom นั่นเอง

รูปที่ 2 การเคลื่อนไหวของดัชนีดาวน์โจน ในกราฟรายชั่วโมง ที่แสดงให้เห็นถึงการปรับตัวเป็นขาขึ้น สอดคล้องกับทฤษฏี Chart Pattern ในรูปแบบ Double Bottom ที่ส่งผลทำให้ดัชนีในภูมิภาคปรับตัวขึ้นตามในระยะสั้นๆ

โดยส่วนตัวหากผมใช้หุ้นที่มีน้ำหนักสูง เช่น หุ้น ปตท. เป็นตัวแทนวัดการเคลื่อนไหวของตลาดนั้น นักลงทุนอาจได้เห็นหุ้นดังกล่าวมีราคาปรับตัวลงไปในระดับ 200 บาท หรือต่ำกว่า ได้ในเวลาไม่นาน อันเนื่องมาจากรูปแบบ Topping ที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ราคาหุ้นดังกล่าว ได้ปรับตัวขึ้นมาในตำแหน่งที่สูงสุดแล้ว จึงเป็นการยาก ที่จะปรับตัวขึ้นอีกครั้ง และจากการที่หุ้นดังกล่าว เป็นตัวชี้นำตลาดได้เป็นอย่างดี ผมจึงมั่นใจว่า ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ จะมีโอกาสปรับตัวลดลงได้อีกครั้ง จึงขอให้นักลงทุนทุกคนจับตาดูให้ดี หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเข้าดูได้ที่เว็บไซต์ www.technicalday.com

บรรยากาศการลงทุนในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา (29 มิถุนายน – 3 กรกฎาคม)
พบว่าตลาดหุ้นยังคงมีความผัวผวนจากปัจจัยต่างๆทั้งภายในและภายนอกประเทศ
ที่เข้ามากระทบทำใหตลาดหุ้นปรับตัวลดลงมาอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 600 จุด
และยังไม่มีแนวโน้มหรือปัจจัยบวกใดๆที่จะส่งผลให้ตลาดหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น
มาได้

       
       ขณะเดียวกัน การที่ตลาดหุ้นปรับตัวลดลงเช่นนี้
ได้ทำให้นักลงทุนบางกลุ่มมีการเทขายหุ้นออกมา
จึงทำให้ดัชนีตลาดหุ้นปรับตัวลดลงไปอีก
แม้จะมีเม็ดเงินจากนักลงทุนต่างชาติเข้ามาซื้ออย่างต่อเนื่อง
ก็ไม่ได้ทำให้ตลาดหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นมากนัก
จะมีที่ดีหน่อยมื่อวันจันทร์(29 มิ.ย.)ที่ตลาดปรับขึ้นมาอยู่ที่ 601.60
จุดได้ ก่อนจะปรับตัวลดลงไปอย่างต่อเนื่องโดยเมื่อวันศุกร์(3
ก.ค.)ที่ผ่านมาพบว่า **
ปิดตลาด ดัชนี SET Index ได้ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 583.48 จุด เปลี่ยนแปลง
-2.94 จุด (-0.50%)**
แต่สัปดาห์ตลาดหุ้นจะเป็นอย่างไรคงต้องติดตามกันต่อไป…
       

       นายวิน อุดมรัชตวนิชย์ ผู้จัดการกองทุนอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) แอสเซท พลัส จำกัด เปิดเผยถึงแนวโน้มตลาดหุ้นในระยะสั้นว่า ตลาดยังคงมีความผันผวน เป็น Sideway  Down และการปรับลดลงของดัชนีไม่น่าที่จะลงไปลึกมากนัก
       

       โดยสาเหตุที่หุ้นปรับตัวลดลงนั้น
มาจากเศษฐกิจโลกที่ไม่น่าจะมีข่าวดีเข้ามากระตุ้นดัชนีในขณะนี้
รวมไปถึงตัวเลขว่างงานที่ทางการสหรัฐอเมริกาประกาศออกมาสูงกว่าที่มีการคาด
การณ์ไว้มาก ซึ่งมีประชากรว่างงานมากถึง 400,000คน
มากกว่าการคาดการณ์ไว้ที่300,000คน
ประกอบไปด้วยปัจจัยบวกในเรื่องของข่าวดีต่างๆยังไม่เกิดขึ้น
       
       ทั้งนี้ จึงทำให้ตลาดหุ้นไทยยังคงปรับฐานอยู่ในช่วง 550 – 560 จุด
ซึ่งหากราคาปรับลดไปถึงที่คาดไว้นั้น
จะถือว่าการลงทุนในตลาดหุ้นมีความน่าสนใจรวมไปถึงโอกาสที่ดีที่นักลงทุนจะ
กลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น เนื่องจากนักลงทุนนั้นมีเงินสดไว้กับตัวเยอะ
ดังนั้นการที่หุ้นตกมาถึงระดับ550
นักลงทุนจึงพร้อมที่จะนำเงินสดออกมาลงทุนต่อเพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดี
       
       
ปัจจัยที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ น่าจะเป็นตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส2
ที่กำลังเริ่มทยอยประกาศออกมาให้นักลงทุนได้รับทราบ
โดยนักลงทุนจะต้องติดตามตัวเลขผลประกอบการณ์ต่างๆของสหรัฐฯเป็นหลัก
ซึ่งหากว่าผลประกอบการณ์ของไตรมาส2ออกมาดีกว่าที่มีการคาดการณ์กันไว้
โอกาสที่ตลาดหุ้นจะมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นเยอะและแรงนั้นสูงมาก
เนื่องจากนักลงทุนมีความมั่นใจในการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและกล้าที่จะลงทุนใน
สินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้นด้วย”นายวินกล่าว

123 | Page 1 | Page 2 | Page 3 | Page 4 | Page 5 | Page 6 | Page 7 | Page 8 | Page 9Page 10

รัฐบาลประเทศต่างๆ กำลังรับมือกับภาวะเศรษฐกิจทรุดตัวทั่วโลก ด้วยการขัดขวางการค้าอย่างไม่เป็นธรรม โดยส่งผลกระทบแรงที่สุดต่อการส่งออกรถยนต์และเหล็กกล้า ตลอดจนพวกประเทศร่ำรวย ผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) กล่าวในรายงานที่นำออกเผยแพร่เมื่อวันพุธ (1)

ปาสกาล ลามี ผู้อำนวยการใหญ่ดับเบิลยูทีโอ ระบุในรายงานที่เสนอต่อชาติสมาชิกทั้ง 153 ประเทศ ว่า เศรษฐกิจโลกกำลังอยู่ในภาวะ “เปราะบาง” และประเทศร่ำรวยจะมียอดส่งออกลดลงถึง 14 เปอร์เซ็นต์ในปีนี้ อันเนื่องมาจากภาวะทรุดต่ำทั่วโลก

รายงานระบุอีกว่า “ประเทศพัฒนาแล้วได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยเฉพาะผู้ส่งออกสินค้ากลุ่มรถยนต์และเครื่องจักรรายใหญ่” พร้อมกับยกตัวอย่างสภาพปัญหาที่รุนแรงในเยอรมนี ซึ่งยอดส่งออกจะลดลงถึงเกือบ 25 % ในปีนี้

ในอีกด้านหนึ่ง การที่ความต้องการสินค้าพวกวัตถุดิบอย่างสินแร่เหล็กและแร่ธาตุอื่นๆ จะกระทบประเทศเศรษฐกิจเฟื่องฟูใหม่บางราย เป็นต้นว่าจีน แต่รายงานของลามีก็ระบุว่า พวกประเทศกำลังพัฒนาโดยรวมน่าจะทำได้ดีกว่าพวกชาติร่ำรวยเล็กน้อย โดยที่ยอดส่งออกโดยรวมจะตกลงมาราว 7% ในปีนี้

รายงานเกี่ยวกับลัทธิกีดกันการค้าฉบับนี้ ซึ่งเป็นฉบับที่ 3 แล้วที่ลามีนำออกเผยแพร่นับแต่เศรษฐกิจโลกเริ่มทรุดตัวในปีที่แล้ว ยังได้แสดงความวิตกเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ทั้งร่ำรวยและยากจน และบอกว่า รัฐบาลในหลายประเทศได้วางข้อกำหนดที่ไม่เป็นธรรมในเรื่องการนำเข้าสินค้า เพื่อมุ่งปกป้องตลาดในประเทศของตน

ที่มา manager.co.th

เลขาธิการ สมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ ชี้ นักลงทุนไม่วิตกกับการชุมนุมของคนเสื้อแดงในวันพรุ่งนี้มากนัก เนื่องจากเชื่อว่ารัฐบาลจะดูแลความเรียบร้อยได้

นาย สมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ กล่าวว่า การนัดชุมนุมใหญ่ของกลุ่มคนเสื้อแดงในวันพรุ่งนี้นักลงทุนไม่ได้ตื่นตกใจมาก นัก และที่ผ่านมาตลาดก็ยังไม่ได้ตอบรับกับกระแสข่าวการชุมนุมดังกล่าว แต่ก็เป็นเรื่องที่ต้องติดตามการนัดรวมพลว่าจะมีความหนาแน่นของมวลชนในระดับ ใด รวมทั้งเนื้อหาในการปราศรัย ซึ่งอาจเป็นการนัดรวมพลในนัดแรกเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ยังเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะมีวิธีการดูแลการชุมนุมให้อยู่ในความสงบได้ ส่วนสถานการณ์เศรษฐกิจนั้น มองว่า ตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2 แม้จะปรับลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ก็มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสแรกที่ผ่านมารวมถึงผลประกอบการของ บริษัทจดทะเบียนที่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นด้วย จากการฟื้นตัวของธุรกิจพลังงาน โรงกลั่นปิโตรเคมีขณะที่ธุรกิจอื่น ๆก็สามารถประคับประคองตัวเองได้

อย่างไรก็ตาม สมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ เตรียมปรับเป้าดัชนีสิ้นปีในเดือน ก.ค. นี้ใหม่ ซึ่งมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นจากเดิมที่คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 535 จุด หลังดัชนีได้ปรับขึ้นไปเกินจุดสูงสุดที่ตั้งไว้แล้ว เมื่อช่วงต้นเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา ที่ระดับ 638 จุด

ข่าวจาก : INN news


© 2007 Nuk Long Tun : นักลงทุน | สร้างบล็อกฟรี : SEO : รถมือสอง : Football Shirt : coupon : ชุดเดรส : Wedding Hairstyles : shopping blog : ที่พักชะอำ : Football Shirt : ลงโฆษณาฟรี : หอพัก : ดาวน์โหลดโปรแกรม : ของชำร่วย : wedding cake : นาฬิกาข้อมือ | Powered by Wordpress