ต้องบอกว่า ปี 2552 ที่ผ่านมา ถือว่าเป็นปีทองของธุรกิจกองทุนรวมอีกปีหนึ่งก็ว่าได้ โดยการขยายตัวตลอดทั้งปีที่ผ่านมา ซึ่งมีสินทรัพย์เพิ่มขึ้นกว่า 18.9% จากสิ้นปี 2551 ซึ่งมีมูลค่าเท่ากับ 1,526,811.5 ล้านบาท มาอยู่ที่ 1,815,222.8 ล้านบาท (ณ 11 ธ.ค. 52) ถือว่าสวนทางกับทิศทางเศรษฐกิจพอสมควร…ปัจจัยหลักที่ทำให้ตลาดเป็นเช่นนี้ เป็นผลมาจากมาตรการลดอัตราดอกเบี้ยของภาครัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจนั่นเอง

ดอกเบี้ยที่ต่ำติดดินดังกล่าว กระตุ้นให้นักลงทุนรวมถึงผู้ฝากเงินทั้งหลาย มองหาการลงทุนอื่นๆ ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า และมีความเสี่ยงไม่มากนัก…สาเหตุนี้เอง จึงเป็นที่มาของกระแสกองทุนตราสารหนี้ที่ออกไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลเกาหลี ใต้ หรือ บอนด์กิมจิ ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก จนส่งผลให้ธุรกิจกองทุนรวมขยายตัวได้กว่า 2 แสนล้านบาท

อีกไม่กี่วันก็จะก้าวเข้าสู่ปี 2553 แล้ว น่าสนใจว่า ในปีหน้าภาพรวมของธุรกิจกองทุนรวม จะออกมาเป็นอย่างไร เพราะด้วยหลายๆ ปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงการเมือง ปัญหามาบตาพุดที่เป็นอุปสรรคสำคัญต่อกองทุนรวมหุ้น หรือต้นทุนการป้องกันความเสี่ยงค่าเงินต่างประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น จากการแทรกแซงค่าเงินของแบงก์ชาติ ที่กระทบต่อผลตอบแทนของกองทุนเกาหลี ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยในประเทศเอง ยังไม่ปรับขึ้นเพื่อประคองการขยายตัวของเศรษฐกิจ…ล้วนเป็นปัจจัยท้าทาย ทั้งสิ้น

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานว่า ใน ปี 2553 ธุรกิจกองทุนรวมอาจต้องเผชิญสภาวะแวดล้อมและปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่ซับซ้อนมากขึ้นระหว่างช่วงรอยต่อของวัฏจักรเศรษฐกิจ อัตราดอกเบี้ย และทิศทางของค่าเงินสกุลหลัก โดยมีปัจจัยที่อาจมีอิทธิพลต่อภาวะการลงทุนในตลาดกองทุนรวม ดังนี้

ประการแรก : ความชัดเจนของการฟื้นตัวของประเทศฝั่งตะวันตกในระยะข้างหน้า โดย เฉพาะอย่างยิ่ง สหรัฐฯ ซึ่งคงต้องยอมรับว่าในสัปดาห์ที่สามของเดือนธันวาคม 2552 ที่ผ่านมา ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าที่คาด ซึ่งช่วยหนุนการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเร็วกว่าที่คาดไว้ โดยการคาดการณ์ดังกล่าวนอกจากจะหนุนให้เงินดอลลาร์ฯ ปรับแข็งค่าขึ้นแล้ว ก็ยังผลให้เกิดการเทขายทำกำไรในสินทรัพย์เสี่ยง อาทิ หุ้น ทองคำ และน้ำมัน

ทั้งนี้ เมื่อมองไปในระยะถัดไป ทิศทางการเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์ต่างๆ ดังกล่าว คงจะแปรผันตามข้อมูลเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่จะออกมาในอนาคต ซึ่งจะช่วยยืนยันว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจดังกล่าว เป็นไปอย่างยั่งยืนและต่อเนื่องหรือไม่ โดยหากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตลาดก็คงจะเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากขึ้นและใน ระยะเวลาที่รวดเร็วขึ้นกว่าเดิม ซึ่งจะทำให้เงินดอลลาร์ฯ เดินหน้าแข็งค่าขึ้นต่อ สวนทางกับราคาสินทรัพย์อื่นๆ ที่คงจะเผชิญข้อจำกัดของการปรับขึ้นมากขึ้น ตามความต้องการลงทุนของนักลงทุนที่ลดลง

อย่างไรก็ตาม หากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาในเชิงลบ ซึ่งตอกย้ำโดยตัวเลขการว่างงานที่ยังคงอยู่ในระดับสูง รวมทั้งหากเฟดออกมาส่งสัญญาณว่าคงจะยังไม่ปรับขึ้นอัตรานโยบายในอนาคตอัน ใกล้ ก็น่าจะส่งผลให้เงินดอลลาร์ฯ อ่อนค่าลง ขณะที่ จะเป็นโอกาสให้นักลงทุนกลับเข้าลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงอีกครั้ง ด้านอัตราดอกเบี้ยนโยบายของทางการไทยนั้น คาดว่าอาจยังไม่ถูกปรับขึ้นภายในช่วงครึ่งแรกของปี 2553 ตราบใดที่แรงกดดันเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับต่ำตามอุปสงค์ในการใช้จ่ายของผู้ บริโภคที่ยังคงมีอยู่อย่างจำกัด

ประการที่สอง : ข่าวปัญหาฟองสบู่ราคาสินทรัพย์ในหลายประเทศในแถบเอเชีย โดย เฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่นักลงทุนในตลาดโลกเพิ่งเผชิญผลกระทบจากปัญหาการ เลื่อนชำระหนี้ของบริษัทในดูไบ การประกาศลดค่าเงินด่องของทางการเวียดนาม รวมทั้งการกล่าวเตือนล่าสุดถึงโอกาสการปรับฐานที่รุนแรงของราคาสินทรัพย์ของ ฮ่องกงโดยทางการฮ่องกง ซึ่งหากความกังวลดังกล่าว ก่อตัวมากขึ้น ตามการเพิ่มขึ้นของราคาสินทรัพย์ในหลายประเทศเอเชียที่อาจยังอยู่ในจังหวะขา ขึ้นอยู่ (ตามแรงหนุนจากสภาพคล่องในตลาดโลกที่ยังอยู่ในระดับสูงและอัตราดอกเบี้ย ธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่ยังอยู่ในระดับต่ำ) ก็อาจส่งผลกระทบให้นักลงทุนเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุนในกองทุนรวมที่ไป ลงทุนในต่างประเทศ (FIF) บางประเภทได้

ประการที่สาม : ประเด็นทางการเมืองและสถานการณ์การลงทุนในประเทศ อาทิ ความคืบหน้าของคำสั่งศาลปกครองในการระงับ 65 โครงการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ความไม่แน่นอนในสถานการณ์ของภาคการลงทุนอื่นๆ อาทิ การออกใบอนุญาต 3G ที่ยังขาดความชัดเจน ก็อาจจะส่งผลกระทบต่อบรรยากาศลงทุนและการระดมทุนของภาคเอกชนในปี 2553 อีกทั้งอาจมีผลสืบเนื่องมายังอุปทานของหุ้นกู้ที่จะเข้าสู่ตลาดในปี 2553 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเทียบกับปี 2552 ที่มีการเสนอขายหุ้นกู้ภาคเอกชนสูงเป็นประวัติการณ์ หลังจากที่ธุรกิจเอกชนต้องการล็อคอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำ

ประการสุดท้าย : การครบกำหนดอายุไถ่ถอนกองทุนรวมพันธบัตรเกาหลีใต้ โดย เฉพาะอย่างยิ่งประเภทอายุ 6-12 เดือน ซึ่งออกเสนอขายมาตั้งแต่กลางปี 2552 และจะทยอยครบกำหนดอายุกองทุนในช่วงไตรมาสที่ 1/2553 เป็นต้นไป ซึ่งทำให้บลจ.จำเป็นต้องสรรหาผลิตภัณฑ์กองทุนรวมอื่นๆ มาทดแทน

จากตัวแปรต่างๆ ข้างต้น คงจะเป็นโจทย์ที่ท้าทาย บลจ.ในการคัดสรรผลิตภัณฑ์ลงทุนที่เหมาะสมมาเสนอให้กับลูกค้า ซึ่ง นอกจากบลจ.จะต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมในเรื่องของช่วงเวลาในการออกเสนอขาย กองทุนแล้ว ผลิตภัณฑ์การลงทุนของกองทุนรวมก็ต้องมีลักษณะที่สามารถทำการตลาด (Marketing) ได้ง่ายและสอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า ซึ่งคงจะต้อง ยอมรับว่าลูกค้าส่วนใหญ่ที่ลงทุนในกองทุนรวมยังคงมีความสามารถในการรับความ เสี่ยงที่จำกัด ขณะที่คาดหวังต่ออัตราผลตอบแทนของกองทุนรวมที่ระดับสูงกว่าอัตราดอกเบี้ย เงินฝาก

ทั้งนี้ ภายใต้สภาวะที่เศรษฐกิจยังคงมีความไม่แน่นอน ตลอดจนเงื่อนไขที่อัตราดอกเบี้ยในประเทศยังไม่ปรับขึ้น และพฤติกรรมของผู้ที่ลงทุนในกองทุนรวมส่วนใหญ่ที่สามารถแบกรับความเสี่ยงได้ ในขอบเขตที่จำกัดดังกล่าว ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่ากองทุนรวมที่มีโอกาสได้รับการผลักดันออกสู่ตลาด คือ

กองทุนรวมตลาดเงิน (Money Market Fund) เนื่อง จากกองทุนประเภทนี้ เป็นกองทุนรวมแบบตราสารหนี้ที่เน้นลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นๆ อาทิเช่น ครบกำหนดไม่เกิน 1 ปี (โดยส่วนใหญ่แล้วจะลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐ) ซึ่งมีระดับความเสี่ยงต่ำ อีกทั้งมีการรักษาสภาพคล่องส่วนหนึ่งอยู่เสมอ สามารถไถ่ถอนหน่วยลงทุนได้ทุกวันทำการใกล้เคียงกับผู้ถือหน่วยออมเงินไว้ใน บัญชีออมทรัพย์

กองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้นกู้ภาคเอกชน ภายใต้มุมมองที่อัตราดอกเบี้ยในประเทศน่าจะยังไม่ปรับขึ้นไปจนถึงช่วงกลางปี หน้า ทำให้คาดการณ์ว่าน่าจะมีอุปทานของหุ้นกู้ภาคเอกชนออกมาในปี 2553 โดยคงจะเป็นการออกหุ้นกู้เพื่อชดเชยและ/หรือรีไฟแนนซ์หนี้เดิม ทั้งนี้ สาเหตุที่คาดว่าผลิตภัณฑ์หุ้นกู้ภาคเอกชนน่าจะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่บลจ. เลือกนำเสนอให้กับลูกค้า เนื่องจากสามารถสร้างอัตราผลตอบแทนให้กับนักลงทุนในระดับที่สูงกว่า ผลิตภัณฑ์อื่นๆ ในประเภทอายุเดียวกัน

กองทุนรวมพันธบัตรรัฐบาลต่างประเทศ อาทิ พันธบัตรเกาหลีใต้ ซึ่งอาจยังพอมีอัตราผลตอบแทนที่แข่งขันได้กับ เงินฝากประจำของธนาคารพาณิชย์ แม้ว่าแนวโน้มอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน อาจลดความน่าดึงดูดลงในปี 2552 อันเป็นผลจากต้นทุนการทำสัญญาสวอปอัตราแลกเปลี่ยนที่สูงขึ้น (Swaps) ซึ่งอาจบดบังผลประโยชน์จากโอกาสการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคาร กลางเกาหลีใต้ ที่ในขณะนี้ตลาดคาดว่าอาจเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 1/2553 นอกเหนือจากพันธบัตรเกาหลีใต้ดังกล่าว คาดว่า บลจ.คงจะทยอยนำเสนอกองทุนที่ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลประเทศใหม่ๆ ภายใต้เงื่อนไขสำคัญคือ คือ ประเทศดังกล่าวจะต้องมีการจัดอันดับเครดิตที่สูงกว่าไทย ระดับอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับที่น่าดึงดูด รวมทั้งมีการดูแลความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนด้วย อันจะช่วยให้กองทุนพันธบัตรดังกล่าว ได้รับความสนใจจากนักลงทุนรายย่อยเหมือนดังเช่นพันธบัตรเกาหลีที่ประสบความ สำเร็จอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา

กองทุนรวมที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี อาทิ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ซึ่งน่าจะได้รับการทยอยนำเสนอตั้งแต่ต้นปี แทนที่จะเป็นช่วงฤดูกาลสิ้นปี

กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (กอง 1) โดย คาดว่าในปีหน้ากองทุนรวมอสังริมทรัพย์ประเภทที่ลงทุนในโรงงานและศูนย์การค้า จะมีการเพิ่มทุนโดยการลงทุนเพิ่มเติมในสินทรัพย์ รวมเป็นมูลค่าหลายพันล้านบาท อันจะเป็นอุปทานใหม่ที่เข้าสู่ตลาด

ส่วนกองทุนรวมประเภทอื่นๆ อาทิ กองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้นต่างประเทศ ทองคำ และน้ำมัน ก็ อาจได้รับการผลักดันจาก บลจ.เช่นกัน โดยเฉพาะหากสัญญาณการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ ยังไม่ชัดเจน รวมทั้งสภาพคล่องในตลาดเงินของโลกยังคงมีอยู่มาก อย่างไรก็ตาม หากอัตราดอกเบี้ยนโยบายของทางการสหรัฐฯ ขยับขึ้น ก็คงจะส่งผลให้เงินดอลลาร์ฯ มีทิศทางที่ปรับแข็งค่าขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังตลาดหุ้น ราคาทองคำ และราคาน้ำมันได้ ทำให้เมื่อถึงเวลาดังกล่าว บลจ.อาจต้องปรับกลยุทธ์และแผนการนำเสนอผลิตภัณฑ์กองทุนรวมให้เหมาะสมกับ สภาวะตลาดอีกครั้ง

จาก manager

สร้างความเชื่อมั่นกระตุ้นบรรยากาศลงทุนในไทย

บีโอไอ เตรียมหารือกับหอการค้าร่วมต่างประเทศ หวังรับฟังข้อเสนอแนะ และระดมความคิดเห็นต่อการดำเนินธุรกิจในไทย ตอกย้ำศักยภาพการเป็นแหล่งรองรับการลงทุน บีโอไอ ชูภาพความจริงใจเร่งเปิดศูนย์อำนวยความสะดวก เปิดทางพร้อมปรับปรุงสิทธิประโยชน์เพิ่มรองรับความต้องการกลุ่มนักลงทุน

นางอรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ เปิดเผยว่า ในวันที่ 2 ธันวาคม 2552 นี้ กระทรวงอุตสาหกรรมได้มอบให้บีโอไอจัดประชุมหารือร่วมกับหอ
การค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย (Joint Foreign Chambers of Commerce in Thailand : JFCCT) ซึ่งมีสมาชิกจากหอการค้าต่างประเทศ 30 ประเทศ และเป็นการประชุมครั้งที่ 2 ในปี 2552 เพื่อร่วมระดมความคิดเห็นและรับฟังปัญหาและอุปสรรคในการลงทุน และการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ก่อนที่จะนำข้อสรุปทั้งหมด เสนอต่อรัฐบาล ซึ่งจะนำไปสู่การปรับปรุง ภาพรวมของบรรยากาศการลงทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในระดับโลกให้มีศักยภาพเพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้ จะมีการชี้แจงการปรับปรุงมาตรการลงทุนด้านต่างๆ รวมทั้งการให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาให้แก่นักลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเปิดศูนย์ประสานการบริการด้านการลงทุน หรือ OSOS เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2552 ที่ผ่านมา เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนให้มากยิ่งขึ้น

สำหรับประเด็นสำคัญที่สมาชิกหอการค้าต่างประเทศจะเสนอแนะและสอบถามถึงการดำเนินนโยบายของรัฐบาลผ่านทางมาตรการต่างๆ รวมถึงทิศทางที่จะมุ่งสู่การเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการเป็นแหล่งรองรับการลงทุน อาทิ นโยบายการส่งเสริมเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ การแก้ไขข้อพิพาทแรงงานในอุตสาหกรรมรถยนต์ และพระราชบัญญัติการประกอบวิชาชีพคนต่างด้าว เป็นต้น

“หอการค้าต่างประเทศ เป็นองค์กรที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาบรรยากาศการลงทุนและเสริมสร้างความแข็งแกร่งต่ออุตสาหกรรมไทยมาโดยตลอด ซึ่งความคิดเห็นของสมาชิกที่ปัจจุบันมีถึง 30 ประเทศ เปรียบเสมือนกระจกเงาที่ช่วยสะท้อนความต้องการที่แท้จริงของนักลงทุนต่างประเทศ ที่มีต่อประเทศไทย ซึ่งจะช่วยให้ประเทศไทยสามารถนำไปปรับปรุงบรรยากาศการลงทุนให้เอื้อต่อการลงทุนจากต่างประเทศได้มากยิ่งขึ้น ” เลขาธิการบีโอไอกล่าว

สกว.เผยผลวิจัย เทรนนักท่องเที่ยวกลุ่มผู้สูงอายุมาแรง แนะเอกชน และ ภาครัฐ เตรียมพร้อมศึกษาวิธีผูกใจนักท่องเที่ยวรับมือกับการแข่งขันกับประเทศเพื่อน บ้าน ที่จะช่วงชิงเค้กก้อนใหญ่ในตลาดนี้ ระบุ อีก 10 ปีข้างหน้า จำนวนนักท่องเที่ยวผู้สูงอายุพุ่งแตะ 700 ล้านคน

นายเทิดชาย ช่วยบำรุง ผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวไทย เปิดเผยว่า สถาบันฯได้มีการคาดการณ์ ตัวเลขนักท่องเที่ยวกลุ่มผู้สูงอายุจากทั่วโลกเดินทางท่องเที่ยวในปี 2563 หรืออีกราว 10 ปี ข้างหน้า จะมีจำนวนราว 700 ล้านคน โดยหากมองย้อยกลับไปดูเมื่อ 3-5 ปีที่ผ่านมานักท่องเที่ยวที่เป็นผู้สูงอายุมีจำนวนเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี ซึ่งผู้ประกอบการควรที่จะรีบศึกษาวิธีที่จะผูกมัด หรือเชิญชวนนักท่องเที่ยวกลุ่มผู้สูงอายุให้เดินทางเข้ามาเที่ยวประเทศไทย เพิ่มขึ้น

“ผลสำรวจล่าสุดในปี 2551 พบว่า มีการเดินทางท่องเที่ยวทั่วโลกราว 922 ล้านคน โดยยุโรปเป็นพื้นที่ที่มีนักท่องเที่ยวมากสุดประมาณ 53% รองมา คือ เอเชีย-แปซิฟิก 20% แต่มีแนวโน้มการเติบโตในโซนเอเชียแปซิฟิกมากขึ้น “ นายเทิดชาย กล่าว

ทางด้านนางสาวราณี อิสิชัยกุล นักวิชาการ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัยเรื่องการส่งเสริมการท่องเที่ยวผู้สูงอายุจากทวีป ยุโรปสู่ประเทศไทย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยวไทย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) กล่าวว่า จากการจัดเก็บสถิติพบว่า ในปี 2550 มีนักท่องเที่ยวที่เป็นผู้สูงอายุเดินทางเข้ามาประเทศไทย 2,259,161 คนคิดเป็น 15.6% ของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด ที่เดินทางเข้ามาในปีดังกล่าว 14,464,228 คน ซึ่งตัวเลขดังกล่าว ยังมีการเติบโตต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นเพราะจำนวนประชากรผู้สูงอายุมีเพิ่มขึ้นทุกปี

โดยสถิติดังกล่าว ยังระบุว่า นอกจากประเทศไทยแล้ว เดสติเนชั่นที่นักท่องเที่ยวชื่นชอบมาก ได้แก่ เวียดนาม 39.53% ,มาเลเซีย และสิงคโปร์ 37% ฟิลิปินส์ กัมพูชา และลาว ตามลำดับ สะท้อนให้เห็นว่าไทยมีความจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมกับการแข่งขันเพื่อช่วง ชิงตลาดนักท่องเที่ยวผู้สูงอายุกลุ่มนี่ให้ได้มากที่สุด

สำหรับนักท่องเที่ยวกลุ่มผู้สูงอายุ ที่เดินทางมาจากยุโรป พบว่า มาจากประเทศอังกฤษมากที่สุด รองมาคือ เยอรมนี สวีเดน และ ฝรั่งเศส ตามลำดับ ในส่วนของประเทศไทย กลุ่มผู้สูงอายุที่เดินทางเข้ามาเที่ยวเป็นครั้งแรกมีสัดส่วนถึง 41.40% รองลงมา คือ มากกว่า 4 ครั้ง สัดส่วนอยู่ที่ 31.86% และมาระหว่าง 2-3 ครั้ง ประมาณ 26.74% ซึ่งแต่ละครั้งที่มาจะพำนักอยู่ในประเทศไทยนาน 15
วันขึ้นไป มีสัดส่วน 58.37% และพักระหว่าง 12-14 วัน ประมาณ 15.12% โดยแหล่งท่องเที่ยวที่คนกลุ่มนี้ชื่นชอบคือ กรุงเทพฯ สัดส่วน 59.77% เชียงใหม่ 40.93% และภูเก็ต 34.88%

สาเหตุที่เลือกประเทศไทย คือ มองว่าคนไทยมีความเป็นมิตร มีสัดส่วนสูงสุดถึง 72.79% นักท่องเที่ยวผู้สูงอายุส่วนใหญ่จะเข้าพักโรงแรม 5 ดาว ชั้น หนึ่ง ถึง 47.67% ส่วนโรแงรมราคาประหยัด หรือ ระดับ 3 ดาว มีเพียง 24.19% ซึ่งการตัดสินใจเลือกเดินทางเข้ามาพักผ่อนที่ประเทศไทย เพราะ ได้ข้อมูลจากเพื่อสนิท ญาติ และคนรู้จัก สัดส่วน 46.74%

รองลงมาเป็นบริษัทนำเที่ยวหรือตัวแทนท่องเที่ยว 35.81% และ หาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต 29.53% อย่างไรก็ตามความต้องการของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ อันดับ หนึ่งคือเรื่องความปลอดภัย รองมาเป็นเรื่องของที่พัก สิ่งอำนวยความสะดวก และ แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ

สำหรับปัญหาและอุปสรรคที่จะกระทบต่อนักท่องเที่ยวกลุ่มผู้สูงอายุ คือ ภาษาที่จะใช้สื่อสาร การเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล ที่บางประเทศอาจไม่ครอบคลุมถึงประเทศไทย ความพร้อมเรื่องระบบสาธารณูประโภคและสิ่งอำนวยความสะดวก พฤติกรรมการเอาเปรียบหลอกลวงนักท่องเที่ยวของรถรับจ้าง รวมถึงปัญหาป้ายบอกทางที่เป็นภาษาต่างประเทศยังมีอยู่น้อยในประเทศไทย

ที่มา manager.co.th

กองทุนส่วนบุคคลเดือนเมษายนขยายตัวตามดัชนีหุ้นทะยาน พบทั้งระบบเงินโตขึ้นกว่า 5,431.84 ล้านบาท บลจ.กสิกรไทย ยังครองแชมป์ ด้วยเงินลงทุนรวม 3.6 หมื่นล้านบาท หวั่น ก.ล.ต. แก้หลักเกณฑ์ เปิดทางบริษัทในเครือบริหารเงินกันเอง ฉุดการขยายตัว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการลงทุนในกองทุนส่วนบุคคลในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา คึกคักขึ้นตามดัชนีตลาดหลักทรัพย์ที่ปีรับตัวเพิ่มขึ้น โดยพบว่าตัวเลขเงินลงทุนทั้งระบบ เพิ่มขึ้นกว่า 5,431.84 ล้านบาท ทำให้สินทรัพย์รวมขยับเพิ่มขึ้นจาก 148,900.25 ล้านบาท เป็น 154,332.09 ล้านบาท สอดคล้องกับจำนวนกองทุนที่เพิ่มขึ้นมาเป็น 1,098 กองทุน จาก 1,088 กองทุนก่อนหน้านี้

ส่วนบรรยากาศการแข่งขันในอุตสาหกรรมเอง ยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงมากนัก โดยเงินที่เพิ่มขึ้นมาส่วนใหญ่มาจากการปรับตัวของดัชนีหุ้นเป็นหลัก ทั้งนี้ บริษัทที่มีส่วนแบ่งการตลาด (มาร์เก็ตแชร์) สูงสุด 10 อันดับแรกประกอบด้วย บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กสิกรไทย จำกัด ด้วยเงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 36,293.42 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้านี้ประมาณ 1,368.12 ล้านบาท จากเงินลงทุนเดิม 34,925.30 ล้านบาท

อันดับ 2 บลจ.วรรณ ด้วยสินทรัพย์รวมทั้งสิ้น 23,108.96 ล้านบาท โดยมีเงินลงทุนเพิ่มขึ้นประมาณ 619.30 ล้านบาท จากจำนวน 22,489.66 ล้านบาท อันดับ 3 บลจ.ทิสโก้ มีสินทรัพย์รวม 21,326.84 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 403.71 ล้านบาท อันดับ 4 บลจ.เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) ด้วยสินทรัพย์รวม 20,736.74 ล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 446.69 ล้านบาท อันดับ 5 ไอเอ็นจี (ประเทศไทย) จำกัด มีสินทรัพย์รวม 16,329.83 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 499.62 ล้านบาท

อันดับ 6 บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง จำกัด ด้วยจำนวนเงินลงทุนรวม 5,877.66 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 341.63 ล้านบาท อันดับ 7 บลจ.ไทยพาณิชย์ สินทรัพย์รวม 4,888.65 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 335.47 ล้านบาท อันดับ 8 บลจ.อยุธยา สินทรัพย์รวม 3,819.17 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 58.28 ล้านบาท อันดับ 9 บลจ.อเบอร์ดีน 3,404.90 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 192.94 ล้านบาทและอันดับ 10 บลจ.นครหลวงไทย ด้วยสินทรัพย์รวมทั้งสิ้น 3,053.70 เพิ่มขึ้นประมาณ 164.82 ล้านบาทจากเดือนก่อนหน้านี้

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เมื่อเร็วๆนี้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการประกอบธุรกิจการจัดการกองทุนส่วนบุคคล โดยกำหนดให้การบริหารจัดการทรัพย์สินให้แก่บริษัทที่อยู่ในกลุ่มกิจการเดียว กัน ถือเป็นการบริหารทรัพย์สินของตนเอง ไม่จำเป็นต้องได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทการจัดการกองส่วน บุคคล โดยกำหนดให้บริษัทที่ให้บริการและบริษัทที่รับบริการต้องมีความสัมพันธ์ทาง โครงสร้างการถือหุ้นที่เกินกว่า 50% หรือแสดงได้ว่าเป็นกลุ่มกิจการเดียวกัน

ทั้งนี้ มีความกังวลว่าการปรับปรุงหลักเกณฑ์ดังกล่าว อาจจะกระทบต่อภาพรวมของกองทุนส่วนบุคคล เนื่องจากเงินส่วนนี้ จะถูกโยกไปให้บริษัทในเครือที่สามารถสามารถลงทุนเองได้ ลงทุนให้ ดังนั้น การขยายตัวในธุรกิจนี้อาจจะลดน้อยลง โดยเฉพาะเงินที่เคยไหลเข้าบริษัทจัดการกองทุน (บลจ.) ที่ส่วนใหญ่ มรใบอนุญาติบริหารกองทุนส่วนบุคคลอยู่แล้ว

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นางจารุพรรณ อินทรรุ่ง ผู้อำนวยการฝ่ายงานเลขาธิการ สำนักงาน ก.ล.ต. เปิดเผยว่า การปรับปรุงหลักเกณฑ์ดังกล่าว มีที่มาที่ไปจากการที่ สำนักงาน ก.ล.ต.เอง เล็งเห็นว่า เงินลงทุนจากบริษัทในเครือเดียวกัน อาจจะไม่จะเป็นต้องได้รับการปกป้อง หรือมีหลักเกณฑ์ควบคุมเช่นเดียวกับเงินลงทุนของนักลงทุนทั่วไป เพราะเป็นการดูแลเงินในกลุ่มเดียวกันเอง ซึ่งต่างจากการบริหารเงินให้กับนักลงทุนทั่วไป ที่จะต้องใช้ความรู้ความสามารถ และความเชี่ยวชาญ ในการหาประโยชน์สูงสุดให้ลูกค้าที่ต้องการได้รับการปกป้องหากเกิดความผิด พลาด หรือไม่ได้รับความเป็นธรรม

ทั้งนี้ ไม่กังวลว่าจะกระทบกับธุรกิจจัดการกองทุนส่วนบุคคลในปัจจุบัน เพราะเงินเหล่านี้ สำนักงานก.ล.ต.เอง ต้องการให้เข้ามาอยู่ในตลาดทุนอยู่แล้ว โดยเรื่องนี้ สำนักงานได้หารือกับสมาคมบริษัทจัดการกองทุน (สมาคมบลจ.) แล้ว ซึ่งเขาเองก็เห็นด้วย เพราะจะทำให้มีความคล่องตัวมากขึ้น

“การตัดสินใจว่าจะให้บริษัทในเครือบริหารพอร์ตของตัวเองหรือกลุ่ม ธุรกิจอื่นๆ ในเครือ ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเขาเองว่ายอมที่จะสละการได้รับการปกป้องผล ประโยชน์หรือไม่ ซึ่งการแก้ไขดังกล่าว ทำให้ง่ายขึ้นและสอดคล้องกับการจัดโครงสร้างกลุ่มธุรกิจ ว่าจะให้ใครบริหารเงิน”นางจารุพรรณกล่าว

ด้านนางวรวรณ ธาราภูมิ กรรมการผู้จัดการบลจ.บัวหลวง ให้ความเห็นว่า การแก้เกณฑ์ของ ก.ล.ต.ในครั้งนี้ คงมองว่าหากเป็นบริษัทในเครือเดียวกัน ถือหุ้นเกิน 50% แสดงว่ามีอำนาจควบคุมเต็มที่อยู่แล้ว ดังนั้น หากจะให้บริษัทในเครือกิจการเดียวกันมาบริหารพอร์ตการลงทุนให้ ก็น่าจะทำได้เลยโดยไม่ต้องให้ไปขอไลเซ่นส์กองทุนส่วนบุคคล ซึ่งจะเสียเงินเพิ่ม และมีการกำกับดูแล ฯลฯ จาก กลต. อันเป็นต้นทุนที่ไม่จำเป็น

พฤษภาคม 14th, 2009สวัสดีชาวโลก – -’

Welcome to BuddyThai: สมัครบล็อก สร้างบล็อกฟรี หาเพื่อน. This is your first post. Edit or delete it, then start blogging!


© 2007 Nuk Long Tun : นักลงทุน | สร้างบล็อกฟรี : SEO : รถมือสอง : Football Shirt : coupon : ชุดเดรส : Wedding Hairstyles : shopping blog : ที่พักชะอำ : Football Shirt : ลงโฆษณาฟรี : หอพัก : ดาวน์โหลดโปรแกรม : ของชำร่วย : wedding cake : นาฬิกาข้อมือ | Powered by Wordpress