มีนาคม 27th, 2010สมาคมโบรกฯ ปรับเพิ่มเป้าดัชนีหุ้นไทย ลุ้นสิ้นปีทะลุ 900 จุด
สมาคมนักวิเคราะห์ ปรับเพิ่มเป้าดัชนีหุ้นไทยปี 53 มีโอกาสแตะ 861 จุด พร้อมปรับคาดการณ์แนวโน้ม “จีดีพี” โตได้เกิน 4% “ทรีนิตี้” คาดดัชนีมีโอกาสทะลุ 900 จุด
นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ เปิดเผยผลสำรวจความเห็นนักวิเคราะห์ครั้งล่าสุด โดยระบุว่า นักวิเคราะห์ได้เห็นพ้องในการปรับเพิ่มคาดการณ์ดัชนีหุ้นปลายปี 2553 ในระดับเฉลี่ย 827 จุด ซึ่งจากคาดการณ์เดิมในเดือนธันวาคม 2553 ได้ประเมินเอาไว้ที่ระดับ 812 จุด
พร้อมกันนี้ ยังได้คาดการณ์ดัชนีหุ้นปลายปี 2554 อยู่ที่ 946 จุด โดยประเมินดัชนีสูงสุดในปี 2553 เอาไว้ที่ 861 จุด และต่ำสุดที่ 643 จุด ซึ่งปัจจัยบวกมาจากแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าของไทย และเศรษฐกิจไทย ซึ่งรวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง แนวโน้มผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน และอัตราดอกเบี้ยที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ ทำให้นักวิเคราะห์ปรับเพิ่มประมาณการอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในปี 2553 เพิ่มเป็น 4.0% เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ 3.5% และตัวเลขปี 2554 จะเติบโต 4.5%
นอกจากนี้ แนะภาครัฐจับตาปัญหาสำคัญสามเรื่อง ได้แก่ ปัญหาทางการเมือง ปัญหามาบตาพุด และปัญหาเงินเฟ้อ พร้อมเร่งดำเนินการสามด้าน คือ เร่งรัดการเบิกจ่ายและการดำเนินโครงการไทยเข้มแข็ง สร้างความสมานฉันท์ในสังคม รวมถึงแก้ปัญหามาบตาพุด
นางวชิราลักษณ์ แสงเลิศศิลปชัย ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทรินิตี้ กล่าวว่า จากเม็ดเงินลงทุนต่างชาติที่ไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่องถึง 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม 2553 ทำให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยประเมินว่าดัชนีสิ้นปีนี้จะทะลุ 900 จุดได้
ทั้งนี้ กรอบการลงทุนไตรมาส 2 จะอยู่ที่ประมาณ 727-836 จุด ส่วนกรอบการลงทุนทั้งปีจะอยู่ที่ 676-900 จุด โดยให้น้ำหนักเงินลงทุนต่างประเทศที่เข้ามาตลาดหุ้นไทยมากที่สุด และคาดว่า เงินทุนจะยังไหลเข้าต่อเนื่อง หากภาวะเศรษฐกิจไทยเติบโตได้ตามที่คาดการณ์ไว้ โดยคาดว่า ผลิตภัณมวลรวมประชาชาติ (จีดีพี) ไตรมาส 1 จะสูงถึง 6.6% และผลกำไรของบริษัทจดทะเบียนยังสูงต่อเนื่อง ทำให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นแซงหน้าตลาดหุ้นอินโดนีเซียในช่วง 10 วันที่ผ่านมา แต่หากนับจากต้นปีตลาดหุ้นไทยปรับขึ้นมาแล้ว 6.53% เป็นรองจากอินโดนีเซียที่ปรับขึ้นได้สูงถึง 7%
อย่างไรก็ตาม ปัญหาการเมืองยังเป็นเรื่องที่นักลงทุนวิตกกังวล เพราะถ้าหากการเมืองมีความรุนแรงเกิดจลาจล หรือมีการยุบสภา ทำให้รัฐบาลขาดความต่อเนื่องในการบริหารประเทศก็จะมีผลทำให้เศรษฐกิจแย่ลง เงินลงทุนต่างชาติมีแนวโน้มไหลออก
ดังนั้น ทิศทางตลาดหุ้นไทยครึ่งปีหลังยังต้องจับตามอง และดัชนีมีแนวโน้มผันผวน เพราะยังมีความกังวลในเรื่องแนวโน้มดอกเบี้ยที่อาจจะปรับขึ้น รวมทั้งปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจในยุโรป