นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ แถลงภาวะเศรษฐกิจไตรมาส 2 ปี 2552 ผลผลิตมวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ติดลบ 4.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งชะลอการหดตัวลงจากไตรมาส 1 ปี 2552 ที่ติดลบ 7.1% โดยหากเมื่อเทียบไตรมาสต่อไตรมาสจะพบว่าจีดีพีขยายตัว 2.3% ส่วนจีดีพีครึ่งปีแรก ติดลบ 6.0%

ทั้งนี้ สศช.คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังจะฟื้นตัวดีขึ้น แม้ว่าในไตรมาส 3 เศรษฐกิจไทยจะยังคงติดลบ เนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกยังคงจำกัด และมีผลกระทบต่อการส่งออก ประกอบกับฐานการส่งออกในช่วงไตรมาส 3 ปี 2551 อยู่ในระดับสูง อีกทั้งการฟื้นตัวของการใช้จ่ายภาคครัวเรือนยังคงล่าช้า ส่งผลให้จีดีพีในไตรมาส 3 ปี 2552 จะยังคงติดลบ แต่เชื่อมีโอกาสที่ไตรมาส 4 ปี 2552 จีดีพีจะกลับมาเป็นบวกได้

เลขาธิการสภาพัฒน์ ยังระบุว่า เศรษฐกิจไทยผ่านช่วงถดถอยที่สุดไปแล้ว และเริ่มเห็นสัญญาการปรับตัวที่ดีขึ้นในช่วงปลายไตรมาส 2 สัญญาณบวกเกิดจากการปรับตัวดีขึ้นของเศรษฐกิจโลก และการใช้จ่ายภาคครัวเรือนปรับตัวดีขึ้น การใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐเร่งตัวขึ้น การผลิตเริ่มปรับตัวในทางที่ดี การนำเข้ามีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้น

ทั้งนี้ จากการติดตามดูอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่พิจารณาการเปลี่ยนแปลงรายไตร มาสต่อไตรมาส โดยหักลบปัจจัยทางฤดูกาลออกแล้ว มีแนวโน้มที่เศรษฐกิจจะฟื้นตัวเป็นบวกต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาส 2 โดยที่จีดีพี ณ ราคาคงที่ปรับฤดูกาลแล้วอยู่ในระดับต่ำสุดในช่วงไตรมาสแรก

นายอำพน กล่าวเพิ่มเติมว่า การใช้จ่ายภาคครัวเรือนในช่วงครึ่งปีหลังมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากการปรับตัวดีขึ้นของความเชื่อมั่นและมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ รวมไปถึงรายได้ที่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นจากการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น และราคาสินค้าเกษตรที่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นตามราคาน้ำมันและราคาสินค้า โภคภัณฑ์ในตลาดโลก รวมทั้งผลตอบแทนของการออมที่มีแนวโน้มดีขึ้น อีกทั้งการเร่งรัดการใช้จ่ายในช่วงที่เหลือจากปีงบประมาณ 2552 ในงบประมาณปี 2553 ซึ่งอยู่ภายใต้เงื่อนไขด้านกระแสเงินสดที่เริ่มมีการปรับตัวในทิศทางที่ คล่องตัวมากขึ้น การดำเนินมาตรการภายใต้แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจ การดำเนินโครงการการลงทุนภาครัฐภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 และการขยายสินเชื่อให้แก่วิสาหกิจขนาดกลางและย่อม และมาตรการค้ำประกันสินเชื่อและการขยายสินเชื่อของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ รวมทั้งอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง รวมทั้งการพยุงราคาสินค้าเกษตรไม่ให้ตกต่ำจนเกินไป

นายดุสิต นนทะนาคร ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า การรายงานตัวเลขจีดีพี ไตรมาส 2 ของไทยในวันนี้ เชื่อว่า จะติดลบเพียง 4-5% ซึ่งถ้าเทียบกับตัวเลขจีดีพี ไตรมาส 1 ที่ติดลบสูงถึง 7.1% แล้วถือว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะมีแนวโน้มทยอยฟื้นตัวขึ้น ทำให้ในไตรมาสที่ 4 ปีนี้ เศรษฐกิจไทยพลิกกลับมาขยายตัวเป็นบวกได้

ทั้งนี้ ปัจจัยมาจากการที่ธนาคารโลก ประเมินว่า จีดีพีของกลุ่มประเทศสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และญี่ปุ่นเริ่มดีขึ้นทำให้การส่งออกของไทยจะมีมากขึ้น

ประธานกรรมการหอการค้าไทยยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า รัฐบาลต้องพยายามลดปัญหาการทุจริตในโครงการต่างๆ เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคธุรกิจในการลงทุนร่วมกับภาครัฐ

บลจ.เอ็มเอ ฟซี มองแนวโน้ม “BRIC” สดใส ส่ง “เอ็มเอฟซี อินเตอร์เนชั่นแนล บริค รีคัฟเวอรี่” ลุยหุ้นรอบสอง หวังอานิสงส์เศรษฐกิจฟื้น ดันกำไรเข้าเป้า 10% ภายใน 1 ปี เปิดขายไอพีโอถึง 28 ก.ค.นี้

นายพิชิต อัคราทิตย์ กรรมการผู้จัดการ บลจ. เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภาพรวมทางเศรษฐกิจที่สดใสของกลุ่มประเทศ BRIC ได้แก่ บราซิล รัสเซีย อินเดีย และจีน และมีแนวโน้มการเติบโตที่สูงกว่าภูมิภาคอื่น จึงเป็นโอกาสอันดีที่เอ็มเอฟซีเปิดขายกองทุนรวมเอ็มเอฟซี อินเตอร์เนชั่นแนล บริค รีคัฟเวอรี่ ซีรี่ส์ 2 หรือ  I-BRIC Recovery 2 ที่เน้นลงทุนในหลักทรัพย์ของกลุ่มประเทศดังกล่าว โดยที่กองทุนนี้ มีอายุ 1 ปี มูลค่าโครงการ 1,000 ล้านบาท ตั้งเป้าหมายผลตอบแทนที่จะเลิกกองทุนไว้ที่ 10% ซึ่งเปิดเสนอขายหน่วยลงทุนแล้วตั้งแต่วันนี้ถึง 28 ก.ค. สำหรับจุดเด่นของกองทุนรวม I-BRIC Recovery 2 อยู่ที่นโยบายการลงทุน ที่เน้นการลงทุนในประเทศที่เป็นตลาดเกิดใหม่ เช่น บราซิล รัสเซีย อินเดียและจีน หรือกลุ่ม BRIC ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่ยังคงมีอัตราการเติบโตสูงเมื่อเทียบกับประเทศในแถบ ภูมิภาคอื่นๆ โดยกองทุนสามารถปรับเปลี่ยนพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสมตามสภาพเศรษฐกิจ และสภาวการณ์ตลาดเงินตลาดทุน และมีการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนโดยใช้นโยบาย Active Hedging ตามการคาดการณ์แนวโน้มของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ และภาวะของตลาดอีกด้วย

ทั้งนี้ กองทุนรวม I-BRIC Recovery 2 มีเงื่อนไขในการเลิกกองทุนโดยไม่ต้องรอครบอายุ โดยเมื่อมูลค่าหน่วยลงทุนปรับเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 11.30 บาท เป็นเวลา 5 วันทำการติดต่อกัน หรือทรัพย์สินของกองทุนเป็นเงินสดทั้งหมดในสกุลเงินบาท ณ วันทำการใดๆ และมูลค่าหน่วยลงทุนที่คืนให้ผู้ถือหน่วยลงทุนต้องไม่ต่ำกว่า 11 บาท หรืออีกนัยหนึ่งคือ เลิกกองทุนเมื่อผู้ถือหน่วยลงทุนได้รับผลตอบแทนไม่น้อยกว่า 10% ของเงินทุน ซึ่งผู้ถือหน่วยลงทุนรายย่อยจะได้รับการยกเว้นภาษีของกำไรส่วนเกินมูลค่า หน่วยลงทุน

” เอ็มเอฟซีมองว่าจะเป็นจังหวะการลงทุนที่เหมาะสม และมีโอกาสสร้างความพึงพอใจให้ผู้ถือหน่วยลงทุนจากความสำเร็จในการบริหารกอง ทุนเช่นเดียวกับกองทุนทาร์เก็ตฟันด์อื่นๆ ของเอ็มเอฟซีที่ผ่านมา เช่น กองทุนรวม I-BRIC Recovery กองทุนแรกที่สร้างผลตอบแทนให้ผู้ถือหน่วยลงทุนได้ถึง 14% จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ร้อยละ 10 ภายในเวลาประมาณ 10 เดือน และกองทุนเปิด I-OIL 15S1 ที่ได้ผลตอบแทน 15% ตามเป้าหมายภายในเวลาประมาณ 2.5 เดือน”นายพิชิตกล่าว นายพิชิต กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศ BRIC ยังคงโดดเด่นจากแนวโน้มการเติบโตที่สดใส และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เข้มแข็งของรัฐบาลแต่ละประเทศ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการลงทุนในประเทศดังกล่าว ได้แก่  บราซิลมีปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจและตลาดหลักทรัพย์ คือนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่มีการอัดฉีดเงินประมาณ 90 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเข้าสู่ภาคการเงินและตลาดทุน และยังเป็นประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติ เช่น น้ำมัน ทองแดง รวมถึงสินค้าเกษตรซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโต

ในขณะที่รัสเซีย คาดว่าจะได้ประโยชน์ จากการที่รัฐบาลเตรียมเสนองบกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมวงเงิน 9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ ราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ยังเป็นปัจจัยบวกต่อดัชนีตลาดหลักทรัพย์รัสเซีย และค่า PE ยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่าประเทศอื่น ส่วนภาพรวมเศรษฐกิจของอินเดีย พบว่า ไตรมาสแรกที่ผ่านมา เติบโตได้ถึง 5.8% ซึ่งขยายตัวเป็นบวกสวนกระแสเศรษฐกิจหดตัวของประเทศทั่วโลก และมีการดำเนินนโยบายทางการเงินที่ผ่อนคลายจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งสนับสนุนเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน การเมืองในประเทศมีเสถียรภาพจากผลการเลือกตั้งเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งรัฐบาลชุดใหม่คาดว่าเศรษฐกิจในปีนี้และปีหน้าจะเติบโต 6%

สำหรับจีน พบว่ามีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเข้มแข็ง ได้แก่ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า 586 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่มุ่งเน้นอุปสงค์ภายในประเทศคือการบริโภคและการลงทุนเป็นปัจจัยสนับสนุน ให้เศรษฐกิจจีนเติบโตได้ ซึ่งในปีนี้เอง รัฐบาลจีนตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจไว้ที่ 8%

บรรยากาศการลงทุนในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา (29 มิถุนายน – 3 กรกฎาคม)
พบว่าตลาดหุ้นยังคงมีความผัวผวนจากปัจจัยต่างๆทั้งภายในและภายนอกประเทศ
ที่เข้ามากระทบทำใหตลาดหุ้นปรับตัวลดลงมาอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 600 จุด
และยังไม่มีแนวโน้มหรือปัจจัยบวกใดๆที่จะส่งผลให้ตลาดหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น
มาได้

       
       ขณะเดียวกัน การที่ตลาดหุ้นปรับตัวลดลงเช่นนี้
ได้ทำให้นักลงทุนบางกลุ่มมีการเทขายหุ้นออกมา
จึงทำให้ดัชนีตลาดหุ้นปรับตัวลดลงไปอีก
แม้จะมีเม็ดเงินจากนักลงทุนต่างชาติเข้ามาซื้ออย่างต่อเนื่อง
ก็ไม่ได้ทำให้ตลาดหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นมากนัก
จะมีที่ดีหน่อยมื่อวันจันทร์(29 มิ.ย.)ที่ตลาดปรับขึ้นมาอยู่ที่ 601.60
จุดได้ ก่อนจะปรับตัวลดลงไปอย่างต่อเนื่องโดยเมื่อวันศุกร์(3
ก.ค.)ที่ผ่านมาพบว่า **
ปิดตลาด ดัชนี SET Index ได้ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 583.48 จุด เปลี่ยนแปลง
-2.94 จุด (-0.50%)**
แต่สัปดาห์ตลาดหุ้นจะเป็นอย่างไรคงต้องติดตามกันต่อไป…
       

       นายวิน อุดมรัชตวนิชย์ ผู้จัดการกองทุนอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) แอสเซท พลัส จำกัด เปิดเผยถึงแนวโน้มตลาดหุ้นในระยะสั้นว่า ตลาดยังคงมีความผันผวน เป็น Sideway  Down และการปรับลดลงของดัชนีไม่น่าที่จะลงไปลึกมากนัก
       

       โดยสาเหตุที่หุ้นปรับตัวลดลงนั้น
มาจากเศษฐกิจโลกที่ไม่น่าจะมีข่าวดีเข้ามากระตุ้นดัชนีในขณะนี้
รวมไปถึงตัวเลขว่างงานที่ทางการสหรัฐอเมริกาประกาศออกมาสูงกว่าที่มีการคาด
การณ์ไว้มาก ซึ่งมีประชากรว่างงานมากถึง 400,000คน
มากกว่าการคาดการณ์ไว้ที่300,000คน
ประกอบไปด้วยปัจจัยบวกในเรื่องของข่าวดีต่างๆยังไม่เกิดขึ้น
       
       ทั้งนี้ จึงทำให้ตลาดหุ้นไทยยังคงปรับฐานอยู่ในช่วง 550 – 560 จุด
ซึ่งหากราคาปรับลดไปถึงที่คาดไว้นั้น
จะถือว่าการลงทุนในตลาดหุ้นมีความน่าสนใจรวมไปถึงโอกาสที่ดีที่นักลงทุนจะ
กลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น เนื่องจากนักลงทุนนั้นมีเงินสดไว้กับตัวเยอะ
ดังนั้นการที่หุ้นตกมาถึงระดับ550
นักลงทุนจึงพร้อมที่จะนำเงินสดออกมาลงทุนต่อเพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดี
       
       
ปัจจัยที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ น่าจะเป็นตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส2
ที่กำลังเริ่มทยอยประกาศออกมาให้นักลงทุนได้รับทราบ
โดยนักลงทุนจะต้องติดตามตัวเลขผลประกอบการณ์ต่างๆของสหรัฐฯเป็นหลัก
ซึ่งหากว่าผลประกอบการณ์ของไตรมาส2ออกมาดีกว่าที่มีการคาดการณ์กันไว้
โอกาสที่ตลาดหุ้นจะมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นเยอะและแรงนั้นสูงมาก
เนื่องจากนักลงทุนมีความมั่นใจในการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและกล้าที่จะลงทุนใน
สินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้นด้วย”นายวินกล่าว

123 | Page 1 | Page 2 | Page 3 | Page 4 | Page 5 | Page 6 | Page 7 | Page 8 | Page 9Page 10

นายกสมาคมบลจ. มองดัชนีหุ้นไทย ยังผันผวน จับทิศทางไม่ถูก ระบุเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าเอเชีย-ไทย มีสิทธิกลับออกไปได้ตลอดเวลา เตือนอาจเจอแรงเทขายทำกำไร หาแหล่งลงทุนที่ถูกต่อไป ประเมินไตรมาส 3 เห็นความชัดเจน ทิศทางเศรษฐกิจจะไปทางไหน ด้านผู้จัดการกองทุน ปรับพอร์ตลุยหุ้นใหญ่ พลังงาน-แบงก์ รับอานิสงส์ฝรั่งซื้อ พร้อมจับตาพอร์ตการลงทุนอย่างใกล้ชิด

นางวรวรรณ ธาราภูมิ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) บัวหลวง จำกัด ในฐานะนายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (สมาคม บลจ.) เปิดเผยถึงแนวโน้มการลงทุนในตลาดหุ้นไทยว่า ถึงแม้ดัชนีตลาดหุ้นไทยจะปรับขึ้นอย่างต่อเนื่องจนผ่านระดับ 600 จุดไปแล้ว แต่เชื่อว่ายังคงมีความผันผวนอยู่ ซึ่งปัจจัยที่กระตุ้นให้บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นคึกคักดังกล่าว เป็นผลมาจากกระแสเงินลงทุนจากต่างชาติที่ยังไหลเข้ามาลงทุนในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากนักลงทุนเหล่านี้ ต้องการหาแหล่งลงทุน หลังจากเก็บเงินเอาไว้ในกองทุนตลาดเงิน (มันนี่มาร์เกต) รวมถึงเก็บเงินสดเอาไว้

ทั้งนี้ การปรับขึ้นดังกล่าว ถือว่าเป็นการปรับตัวที่ค่อนข้างสูงแล้ว อย่างไรก็ตาม หากเทียบกับตลาดหุ้นของประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเดียวกัน ต้องบอกว่าตลาดหุ้นไทยยังปรับขึ้นน้อยกว่า โดยตั้งแต่ต้นปีถึงขณะนี้ ดัชนีหุ้นไทยปรับขึ้นประมาณ 20% กว่าๆ เท่านั้น ในขณะที่หุ้นประเทศอื่น เช่น ใต้หวัน ปรับขึ้นไปแล้วกว่า 40% ซึ่งนักลงทุนต่างชาติเอง จะหาแหล่งลงทุนที่ยังราคาถูกอยู่ ในขณะที่หุ้นบางประเทศมีการปรับขึ้นไปมากแล้ว ดังนั้น เหล่านี้ จึงมีโอกาสกลับไปกลับมา ประกอบกับการที่ P/E ตลาดแพงขึ้น ก็มีโอกาสที่นักลงทุนเหล่านี้ จะเทขายออกมาเพื่อทำกำไรบ้าง และไปลงทุนในหุ้นที่ยังมีราคาถูกต่อ

“ขณะนี้มีเงินไหลเข้ามาลงทุนในภูมิภาคนี้เป็นจำนวนมาก เห็นได้จากปีที่แล้วที่เงินลงทุนส่วนใหญ่เข้าไปอยู่ในมันนี่มาร์เกต โดยเฉพาะในสหรัฐ ที่มีมูลค่ารวมกว่า 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเงินดังกล่าว เริ่มกลับออกมาลงทุนอีกครั้งแล้ว อย่างไรก็ตาม เงินเหล่านี้ ก็มีโอกาสไหลกลับไปอยู่ในมันนี่มาร์เกตอีกครั้งเช่นกัน”นางวรวรรณกล่าว

ส่วนความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อเศรษฐกิจโลกมากขึ้น จนมีการประเมินว่าเศรษฐกิจโลกถึงจุดต่ำสุดแล้วนั้น นางวรวรรณกล่าวว่า มุมมองของเราประเมินว่า ในช่วงไตรมาส 3 ต่อเนื่องถึงไตรมาส 4 เศรษฐกิจจะเห็นความชัดเจนว่าจะไปในทิศทางใด บริษัทจดทะเบียนจะอยู่หรือจะรอด ซึ่งภาพรวมในบ้านเราเองขณะนี้ ยังอยู่ในระดับที่น่าพอใจ

สำหรับแนวโน้มการลงทุนในตราสารหนี้ เชื่อว่าอัตราดอกเบี้ยยังทรงๆ ทำให้กองทุนตราสารหนี้ยังไปได้อยู่ และหากยังไม่มีอะไรผิดปกติ แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยเองก็ยังไม่มีสัญญาณว่าจะลดลงอีก ประกอบกับเงินเฟ้อเองก็ยังติดลบด้วย ในขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ของรัฐบาล คาดว่าจะเริ่มเห็นผลได้ในช่วงเดือนกรกฎาคมและเดือนสิงหาคมนี้ ส่วนตราสารหนี้ต่างประเทศเอง ก็ยังไปได้ตราบใดที่ยังมีส่วนต่างระหว่างผลตอบแทนที่สูงกว่าตราสารหนี้ใน ประเทศ

นางสาวสหัทยา สรรค์ประสิทธิ์ ผู้จัดการกองทุนอาวุโส บลจ. วรรณ กล่าวว่า การที่ตลาดปรับตัวเพิ่มขึ้นมาเยอะมากอย่างนี้ ทำให้ความเสี่ยงที่ตลาดจะปรับตัวลดลงมีความเป็นไปได้สูง แต่ทั้งนี้จะต้องดูถึงเม็ดเงินที่เข้ามาซื้อของต่างชาติให้แน่ชัดก่อนว่ามี แนวโน้มเป็นอย่างไร เพราะในช่วงนี้ มีการซื้อขายของนักลงทุนต่างชาติ เยอะมาก ดังนั้น หากนักลงทุนต่างชาติเริ่มมีการขายออกเพื่อทำกำไร อาจจะทำให้ดัชนีตลาดในประเทศปรับตัวลดลงไปอีกครั้งหนึ่ง แต่คงไม่เยอะมาก

“ในระยะสั้นนี้ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ อาจมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องก็อาจจะเป็นไปได้ แต่ขณะเดียวกัน โอกาสที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์จะปรับตัวลดลงเพื่อรอปรับฐาน หรือการเทขายออกเพื่อทำกำไรจากการที่ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นก็มีความเป็นไป ได้สูง แต่การปรับตัวลดลงคงปรับ เพียงเล็กน้อย เนื่องจากว่าในเดือนมิถุนายนนี้ นักลงทุนในกลุ่มสถาบันจะมีการปิดราคาประจำรอบครึ่งปี ทำให้การซื้อขายของนักลงทุนกลุ่มนี้มีน้อยลงเช่นกัน จึงไม่ส่งผลกระทบต่อดัชนีตลาดหุ้นมากนัก”นางสาวสหัทยากล่าว

นายอนุสรณ์ บูรณกานนท์ กรรมการผู้จัดการ บลจ. บีที กล่าวว่า ภายหลังจากที่ตลาดหุ้นไทยมีการปรับตัวขึ้นตั้งแต่หลังช่วงเดือนเมษายน 2552 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ตลาดหุ้นเริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง ซึ่งการที่หุ้นมีการปรับตัวสูงขึ้นดังกล่าว ทำให้เรามีการขายหุ้นกลุ่มบางตัวออกไปเพื่อเป็นการทำกำไรบ้าง ขณะเดียวกัน ก็รอจังหวะที่หุ้นปรับตัวลดลงเพื่อเข้าไปช้อนซื้อทำกำไรต่อไป

ส่วนการบริหารกองทุนหุ้นนั้น กลุ่มที่บริษัทเน้นให้การลงทุนขณะนี้ ให้น้ำหนักหุ้นในกลุ่ม SET50 โดยเฉพาะกลุ่มพลังงาน และกลุ่มธนาคาร เป็นหลัก เนื่องจากว่ามองว่า กลุ่มดังกล่าว ยังสามารถให้ผลตอบแทนที่ดีแก่นักลงทุน ซึ่งยังคงมีความแข็งแกร่งต่อการลงทุนอยู่ ส่วนกลุ่มส่งออกนั้น ในขณะนี้ยังไม่ได้เข้าไปลงทุน เพราะกลุ่มดังกล่าวยังมีผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจที่กระทบจากทั่วโลกรวมถึง ประเทศไทยด้วย

“หลังจากที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐปรับตัวอ่อนค่าลง ส่งผลให้ราคาน้ำมันมีการปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณอย่างหนึ่งว่า กลุ่มพลังงานจะสามารถให้ผลตอบแทนที่ดี น่าเข้าไปลงทุน ดังนั้น บริษัทจึงเลือกเข้าไปลงทุนในกลุ่มพลังงาน นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มแบงก์และกลุ่มเซท 50 ที่บริษัทยังเลือกเข้าไปลงทุนอีกด้วย” นายอนุสรณ์ กล่าว

นายอนุสรณ์ กล่าวต่อไปว่า จากปัญหาภาวะเศรษฐกิจโลกที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงปัญหาทางการเมืองในประเทศด้วยแล้ว ทำให้บริษัทต้องมีการปรับเปลี่ยนพอร์ตการลงทุนให้เข้ากับสถานการณ์มากยิ่ง ขึ้น เพื่อให้กองทุนหุ้นที่อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของบริษัทนั้นให้ผลตอบแทน ที่ดี ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมาผู้จัดการกองทุนต่างให้ความใกล้ชิดกับกองทุนเป็นอย่างมากโดย การเข้ามาดูแลพอร์ตและปรับพอร์ตกันทุก ๆ สัปดาห์ เพื่อให้กองทุนหุ้นที่บริหารอยู่นั้นให้ได้ผลตอบแทนที่เหนือดัชนีตลาดหลัก ทรัพย์ด้วย

ไพศาล ครุฑดำรงชัย

บลจ.ทหารไทย เผย ราคาทองคำปรับตัวลงไปตามระดับความน่าสนใจ หลังตลาดหุ้นคึกคัก นักลงทุนแห่เก็งกำไรหุ้นมากขึ้น ชี้ หากราคาเข้าใกล้ 900 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ อาจเห็นแรงซื้อรอทำกำไรอีกรอบ พร้อมเชื่อราคาไม่ลงไปตํ่ากว่านี้มาก แนะนักลงทุนที่มีทองอยู่ในพอร์ต ให้เทขายเมื่อราคาขึ้นไประดับหนึ่ง

นายไพศาล ครุฑดำรงชัย รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายที่ปรึกษาการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทหารไทย จำกัด กล่าวถึงภาวะราคาทองคำในช่วงนี้ว่า จากสถาการณ์ของตลาดหุ้นในประเทศที่เริ่มดีขึ้นมา ส่งผลให้นักลงทุนพากันไปลงทุนในหุ้นกันเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเป็นการลงทุนที่มีความน่าสนใจมากกว่าทองคำ ทำให้การลงทุนในทองคำที่ก่อนหน้านี้มีการเข้าเก็งกำไรกันเป็นจำนวนมากนั้น มีความน่าสนใจลดลงไป

ทั้งนี้ ในเรื่องของการเคลื่อนไหวของราคาทองคำนั้น เป็นเรื่องที่คาดเดาได้ยากมากว่าจะมีทิศทางไปในทางใด โดยนักลงทุนส่วนใหญ่จะทำได้เพียงติดตามความเคลื่อนไหวของราคาทองคำจากกราฟ และการติดตามข่าวสารรวมถึงบทวิเคราะห์ต่างๆ เท่านั้น  ขณะเดียวกันนักลงทุนในประเทศไทยนั้น มีมุมมองเกี่ยวกับทองคำเป็นเรื่องของการลงทุนและเก็งกำไรกันเป็นส่วนใหญ่ ในขณะที่นักลงทุนในต่างประเทศนั้นมองทองคำเป็นแหล่งพักเงินลงทุนในยามวิกฤต เศรษฐกิจ หรือการลงทุนเกิดความผันผวนขึ้นมา แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับนักลงทุนในประเทศไทยที่ชอบลงทุนในทองคำ ก็สามารถลงทุนได้ประมาณ 10-15% ในพอร์ตการลงทุนของตนเอง และเนื่องจากทองคำนั้นค่อนข้างจะมีความผันผวนดังนั้นนักลงทุนควรมีการขายทำ ไรเมื่อราคาปรับไปถึงในระดับหนึ่ง

สำหรับแนวโน้มของราคาทองคำนั้น นายไพศาล กล่าวว่า ในช่วงนี้ราคาทองคำมีการแกว่งตัวในกรอบแคบ และราคาทองอาจจะปรับลดลงไปบ้างแต่ก็ไม่มาก โดยขณะนี้ราคาทองคำอยู่ที่ระดับประมาณ 928 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ แต่ราคาดังกล่าวเป็นราคาที่อยู่ใกล้ระดับ 900 เหรียญ ดังนั้น หากราคาทองปรับลดลงไปใกล้ระดับ 900 เหรียญมากขึ้น ก็อาจมีการเข้าไปซื้อเพื่อเก็งกำไรได้ แต่เชื่อว่าราคาทองนั้นไม่น่าจะตกลงไปมากกว่านี้แล้ว ด้านกองทุนเปิดทหารไทยโกลด์ฟันด์นั้น ผลการดำเนินงานของกองทุนล่าสุด ประจำวันที่ 19 พฤษภาคม 2552 กองทุนให้ผลตอบแทนย้อนหลัง 3 เดือนอยู่ที่ -8.71% ย้อนหลัง 6 เดือนอยู่ที่ 22.65% ย้อนหลัง 1 ปีอยู่ที่ 10.44% และย้อนหลัง 3 ปีอยู่ที่ 20.00% ส่วนผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่จัดตั้งกองทุนอยู่ที่ 48.11% ในขณะที่ดัชนีราคาทองคำในตลาด New York (สกุลเงินดอลล่าร์สหรัฐ) ให้ผลตอบแทนย้อนหลัง 3 เดือนอยู่ที่ -6.77% ย้อนหลัง 6 เดือนอยู่ที่ 24.40% ย้อนหลัง 1 ปีอยู่ที่ 4.15% และย้อนหลัง 3 ปีอยู่ที่ 34.58% ส่วนผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่จัดตั้งกองทุนอยู่ที่ 82.23% ด้านดัชนีราคาทองคำในตลาดทองคำแท่งประเทศไทย (สกุลเงินบาท) ให้ผลตอบแทนย้อนหลัง 3 เดือนอยู่ที่ -5.63% ย้อนหลัง 6 เดือนอยู่ที่ 21.77% ย้อนหลัง 1 ปีอยู่ที่ 11.44% และย้อนหลัง 3 ปีอยู่ที่ 21.29% ส่วนผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่จัดตั้งกองทุนอยู่ที่ 53.30%3

สำหรับกองทุนเปิดทหารไทย โกลด์ ฟันด์ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนในกองทุนให้ได้ใกล้เคียงกับผล ตอบแทนจากการลงทุนในทองคำ โดยจะลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนต่างประเทศโดยเฉลี่ยในรอบบัญชีไม่น้อยกว่า ร้อยละ 80 ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุน ที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ใกล้เคียงกับผลตอบแทนจากการลงทุนในทองคำ ส่วนที่เหลือ ลงทุนในหลักทรัพย์อื่นใดที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับ หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต

โดยกองทุนมีนโยบายการลงทุนกองทุนซึ่งเน้นลงทุนในหลักทรัพย์หรือ หน่วยลงทุนของกองทุนต่างประเทศที่มีวัตถุประสงค์และนโยบายการลงทุนตรงตาม วัตถุประสงค์ของกองทุน เพื่อให้สามารถสร้างผลตอบแทนที่ใกล้เคียงกับผลตอบแทนจากการลงทุนในทองคำให้ มากที่สุด

ตลท.ยอมรับ ผลดำเนินงาน บจ.จำนวน 468 แห่ง ไตรมาสแรกปีนี้ มีกำไรสุทธิลดลง 8 หมื่นล้าน หรือคิดเป็น 48% เมื่อเทียบกับปีก่อน กลุ่มวัตถุดิบสินค้าอุตสาหกรรม ขาดทุนอ่วม 1.3 หมื่นล้าน หรือสูงถึง 195%

นางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ใน ตลท.สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2552 โดยระบุว่า บจ.468 บริษัท จาก 496 บริษัท (รวมกองทุนอสังหาริมทรัพย์) มีกำไรสุทธิรวม 80,278 ล้านบาท ลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 48

ทั้งนี้ บริษัทที่มีกำไรสุทธิ 325 บริษัท และขาดทุนสุทธิ 143 บริษัท คิดเป็นสัดส่วน 69 ต่อ 31 อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิไตรมาสแรกปีนี้ที่มีจำนวน 80,278 ล้านบาท เป็นกำไรที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 196 เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 4 ปี 2551 ที่ขาดทุนสุทธิ 83,623 ล้านบาท

โดยบริษัทในกลุ่ม SET100 มีกำไรสุทธิ 77,773 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 42 จากงวดเดียวกันของปีก่อน ยอดขายลดลงร้อยละ 26 ขณะที่ต้นทุนขายลดลงร้อยละ 28 ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 18 เป็นร้อยละ 20

ส่วนบริษัทจดทะเบียนในกลุ่ม SET50 มีกำไรสุทธิเท่ากับ 83,091 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 32 ยอดขายลดลงร้อยละ 27 ขณะที่ต้นทุนขายลดลงถึงร้อยละ 31 ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 18 เป็นร้อยละ 21

สำหรับบริษัทที่มีมูลค่ากำไรสุทธิรวมสูงสุด 5 อันดับแรก คือ บมจ.การบินไทย บมจ.ปตท. บมจ.ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม ธนาคารไทยพาณิชย์ และ บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย

ด้านผลการดำเนินงานของ บจ.8 กลุ่มอุตสาหกรรม (ไม่รวมบริษัทในกลุ่มที่เข้าข่าย อาจถูกเพิกถอน) และบริษัทในกลุ่มที่แก้ไขการดำเนินงานไม่ได้ตามกำหนดจำนวน 449 บริษัท มีกำไรสุทธิรวม 80,571 ล้านบาท ลดลงจากงวดเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 48

โดยกลุ่มทรัพยากร มีกำไรสุทธิ 32,355 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 39 กลุ่มธุรกิจการเงิน มีกำไรสุทธิ 23,311 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 18 กลุ่มบริการ มีกำไรสุทธิ 13,049 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 26 กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง มีกำไรสุทธิ 12,625 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 28 กลุ่มเทคโนโลยี มีกำไรสุทธิ 7,717 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 54

กลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร มีกำไรสุทธิ 4,385 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 5 กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ประกอบด้วย หมวดของใช้ในครัวเรือนและสำนักงาน หมวดของใช้ส่วนตัวและเวชภัณฑ์ หมวดแฟชั่น มีกำไรสุทธิ 390 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 79 และกลุ่มวัตถุดิบสินค้าอุตสาหกรรม ขาดทุนสุทธิ 13,261 ล้านบาท ขาดทุนเพิ่มขึ้นร้อยละ 195


© 2007 Nuk Long Tun : นักลงทุน | สร้างบล็อกฟรี : SEO : รถมือสอง : Football Shirt : coupon : ชุดเดรส : Wedding Hairstyles : shopping blog : ที่พักชะอำ : Football Shirt : ลงโฆษณาฟรี : หอพัก : ดาวน์โหลดโปรแกรม : ของชำร่วย : wedding cake : นาฬิกาข้อมือ | Powered by Wordpress