บลจ.กรุงไทย ยิ้มรับเอยูเอ็มโตเกินเป้า 2.2 เเสนล้านบาทเเล้ว เดินหน้าขยับเป้าหมายใหม่ ขยายตัว 20% มั่นใจอีก 5 เดือนไม่มีปัญหา เเม้ธนาคาร เอกชนและภาครัฐ แข่งระดมเงินออม ล่าสุด เตรียมส่งกองทุน FIF ลุยหุ้นต่างประเทศสิ้นไตรมาส 3 ดักรอเศรษฐกิจโลกฟื้น

นายสมชัย บุญนำศิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งปีหลังจากนี้ เรามองว่าการเเข่งขันทางธุรกิจกองทุนรวมจะค่อนข้างลำบากกว่าครึ่งปีที่ผ่าน มา เนื่องจากสถาบันการเงินเริ่มที่จะดึงลูกค้าเงินฝากด้วยการให้ผลตอบเเทนที่ จูงใจ ประกอบกับภาคเอกชนเริ่มระดมทุนด้วยการออกหุ้นกู้กันมากขึ้น ขณะเดียวกันรัฐบาลเเละธนาคารเเห่งประเทศไทย (ธปท.)ก็หันมาระดมทุนด้วยการออกพันธบัตรด้วยเช่นกันทำให้มีการเเข่งขันกัน มากขึ้น อย่างไรก็ดี ปัจจุบันบลจ.กรุงไทยมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ หรือ (AUM) เติบโตขึ้นเป็น 220,000 ล้านบาท เกินเป้าหมายที่เราวางไว้ โดยก่อนหน้านี้เราวางเป้าสินทรัพย์ฯว่าจะโตประมาณ 15% ทั้งปี เเต่ตอนนี้เราได้เพิ่มเป้า AUM อีก 5%  ในช่วง 5 เดือนที่เหลือ ซึ่งทั้งปี AUM จะอยู่ที่ประมาณ 20%

โดยในช่วงครึ่งปีที่เหลือนี้ เราจะส่งกองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศที่ให้ผลตอบเเทนใกล้เคียงกับผลตอบเเทน กองทุนพันธบัตรเกาหลี ซึ่งน่าจะเปิดขายได้ในช่วงเดือนกันยายน โดยที่ผ่านมาผลตอบเเทนของกองทุนพันธบัตรเกาหลีเริ่มน้อยลง นอกจากนี้ เรายังมีกองทุนรวมต่างประเทศ (FIF) ที่จะลงทุนในหุ้นเฉพาะกลุ่มอีก 1 กองทุนให้นักลงทุนได้เลือกลงทุนอีกด้วย ขณะที่ความคืบหน้าการจัดตั้งกองทุนอสังหาริมทรัพย์โรงเเรมที่จังหวัด เชียงใหม่ เเละจังหวัดภูเก็ตนั้น กำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาอยู่ ซึ่งที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวได้รับผล กระทบจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวรวมถึงปัจจัยทางการเมือง ที่ทำให้นักท่องเที่ยวยุติหรือเปลี่ยนไปท่องเที่ยวประเทศอื่นเเทน อย่างไรก็ตาม หากธุรกิจการท่องเที่ยวดีขึ้น โครงการจัดตั้งกองทุนอสังหาริมทรัพย์โรงเเรมทั้ง 2 เเห่งน่าจะเปิดให้มีการระดมทุนได้ในเร็วๆนี้ สำหรับกองทุนเปิดเคเเทม เวิลด์ เอ็นเนอร์จี ฟันด์ เเละกองทุนเปิดเเคเเทม อินวิสเมนท์ เลเจนด์ ฟันด์ นั้นได้รับผลตอบรับที่จากนักลงทุนค่อนข้างมาก โดยกองทุน เปิดเเคเเทม อินวิสเมนท์ เลเจนด์ ฟันด์จะลงทุนในสินทรัพย์ประเภทตราสารทุน และสินค้าโภคภัณฑ์ (คอมมอดิตี) ที่ล้วนปรับตัวสูงขึ้นจากการคาดหวังว่าเศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นตัวในระดับหนึ่ง

โดยเราประเมินว่า แนวโน้มตลาดหุ้นและสินค้าโภคภัณฑ์ในช่วงครึ่งปีหลัง จะได้รับผลดีจากการที่เศรษฐกิจโลกจะเริ่มฟื้นตัวได้ในปลายปี 2552  ถึงต้นปี 2553 อันเป็นผลมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลทั่วโลก ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจโลกนั้นได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุดไปแล้ว อย่างไรก็ตาม อัตราผลตอบแทนอาจผันผวนในระยะสั้น เนื่องจากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอยู่ในขณะนี้ ยังมีความเปราะบาง และอาจมีแรงเทขายทำกำไรในระยะสั้นจากราคาที่ปรับตัวสูงขึ้นอีกด้วย

แบงก์นครหลวงไทยเตรียมขายหุ้นกู้ด้อยสิทธิอายุ 10 ปี ให้นักลงทุนรายย่อยทั่วไปและประเภทสถาบัน จ่ายดอกเบี้ยทุก 3 เดือน ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 5.5% ต่อปี ปีที่ 4-7 อัตราดอกเบี้ย 6.0% ต่อปี ปีที่ 8-10 อัตราดอกเบี้ย 6.5% ต่อปี จองซื้อขั้นต่ำ 1 แสนบาท ระหว่างวันที่ 15-18 มิ.ย. สรุปวงเงินขายภายใน 8 มิ.ย.นี้ หวังสร้างความแข็งแกร่งให้กับเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงของธนาคาร และรองรับแผนการขยายการดำเนินธุรกิจ ในเชิงรุก ด้านเศรษฐกิจไทยชี้ครึ่งปีหลังยังมีปัจจัยที่ต้องติดตามใกล้ชิด

นายชัยวัฒน์ อุทัยวรรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน)(SCIB) เปิดเผยว่า ธนาคารจะดำเนินการเสนอขาย “หุ้นกู้ด้อยสิทธิธนาคารนครหลวงไทยครั้งที่ 1/2552″ ซึ่งเป็นหุ้นกู้ไม่มีประกัน อายุ 10 ปี ชนิดระบุชื่อผู้ถือ ประเภทด้อยสิทธิมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ และผู้ออกหุ้นกู้มีสิทธิไถ่ถอนก่อนวันครบกำหนดภายหลังจาก ปีที่ 5 เป็นต้นไป แก่นักลงทุนทั่วไปและนักลงทุนประเภทสถาบัน อัตราผลตอบแทนเป็นแบบก้าวหน้า จ่ายอัตราดอกเบี้ยทุก 3 เดือนโดยปีที่ 1-3 จะได้รับอัตราดอกเบี้ยเท่ากับ 5.5% ต่อปี ปีที่ 4-7 อัตราดอกเบี้ย 6.0% ต่อปี และปีที่ 8-10 อัตราดอกเบี้ย 6.5% ต่อปี หรือเฉลี่ยอัตราดอกเบี้ยแล้วจะอยู่ที่ประมาณ 6% ต่อปี จองซื้อขั้นต่ำ 1 แสนบาท และทวีคูณของ 1 แสนบาท

สำหรับวงเงินจำหน่ายหุ้นกู้ด้อยสิทธิ์ในครั้งนี้กำหนดไว้ไม่เกิน 15,000 ล้านบาท และวงเงินที่ชัดเจนจะรู้ผลในวันที่ 8 มิ.ย.นี้ เพราะต้องรอสำรวจความต้องการ โดยหากสามารถจำหน่ายได้ 15,000 ล้านบาท จะทำให้เงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง(บีไอเอส) ปรับเพิ่มขึ้นจาก 10.51 % เป็น 15.2 % และหากจำหน่ายได้ 6,000 ล้านบาท บีไอเอส จะเพิ่มขึ้นเป็น 12 % ทั้งนี้ การเพิ่มเงินกองทุนขั้นที่ 2 ในครั้งนี้หากจำหน่ายหุ้นกู้ได้ 6,000 ล้านบาท สามารถรองรับการขยายสินเชื่อได้ 75,000 ล้านบาท และหากจำหน่ายได้ 12,000 ล้านบาท สามารถรองรับการขยายสินเชื่อ 150,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ เงินกองทุนที่เพิ่มขึ้นสามารถรองรับการทำธุรกิจของธนาคาร 3-5 ปี โดยธนาคารจะเปิดขาย “หุ้นกู้ด้อยสิทธิธนาคารนครหลวงไทย” ระหว่างวันที่ 15-18 มิถุนายน 2552 ผ่านสาขาของธนาคารทั้ง 409 สาขาทั่วประเทศ โดยบริษัท ทริส คอร์ปอเรชั่น จำกัด (TRIS) ได้จัดอันดับความน่าเชื่อถือองค์กรในระดับ A ส่วนอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้อยู่ที่ระดับ A- (A ลบ) ซึ่งเป็นระดับน่าลงทุน (Investment Grade) และมีแนวโน้มระดับเครดิตในระดับ คงที่ พร้อมทั้งมีบริษัทหลักทรัพย์นครหลวงไทย จำกัด เป็นผู้ขายหุ้นกู้ (underwriter) ส่วนธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) เป็นนายทะเบียน ขณะที่ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้

“การเสนอขายหุ้นกู้ด้อยสิทธิเป็นส่วนหนึ่งของแผนบริหารเงินกองทุนของ ธนาคาร ซึ่งต่อเนื่องมาจากผลการศึกษาโดยบริษัทที่ปรึกษาทางการเงิน ที่ให้ข้อสังเกตว่าแม้ธนาคารจะมีระดับเงินกองทุนที่เพียงพอ แต่ยังมีสัดส่วนของเงินกองทุนขั้นที่ 2 ไม่สูง และยังสามารถขยายเงินกองทุนขั้นที่ 2 ได้อีกมาก ซึ่งที่ประชุมผู้ถือหุ้นของธนาคารเมื่อเดือนเมษายน 2552 ที่ผ่านมา ได้มีมติให้ธนาคารสามารถออกหุ้นกู้ในวงเงินทั้งหมดไม่เกิน 8 หมื่นล้านบาท โดยปัจจุบันบีไอเอสของธนาคารอยู่ที่ 10.51% แบ่งเป็นเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงขั้นที่ 1 เท่ากับ 9.8% ส่วนเงินกองทุนขั้นที่ 2 เท่ากับ 0.71% ธนาคารจึงยังสามารถขยายส่วนของเงินกองทุนขั้นที่ 2 ได้อีก 3-4%”

นายชัยวัฒน์ กล่าวอีกว่า เศรษฐกิจในครึ่งปีหลัง ปัจจัยที่ต้องติดตามมี 3 ประเด็นใหญ่ได้แก่ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา ขณะนี้ต้องยอมรับว่ามีสัญญาณที่ดีขึ้น แต่การฟื้นตัวยังต้องใช้เวลา และต้องติดตามปัจจัยที่เข้ามามีผลกระทบ ภาวะเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชีย ซึ่งสถาบันการเงินในประเทศไทยขณะนี้มีความแข็งแรงอยู่ในเกณฑ์ที่ดีพอใช้ถึง เกณฑ์ดี และไม่มีปัญหาในด้านสภาพคล่อง
แต่สิ่งที่เป็นปัญหาคือการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เห็นได้จากสินเชื่อ ที่หดตัวลง รวมทั้งตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ยังคงหดตัวอยู่

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องความเชื่อมั่นในการลงทุนและเสถียรภาพของการเมืองในปัจจุบัน โดยจะส่งผลดีต่อโครงการเมกะโปรเจกต์ต่างๆโดยหากในภาคการเมืองมีความสงบลงจะ ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจดีขึ้น แต่หากมีปัจจัยการเมืองเข้ามาส่งผลกระทบอีก ความเชื่อมั่นของนักลงทุนจะมีปัญหาขึ้นมาทันที โดยนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยมีการเคลื่อนย้ายเข้าออกเร็ว หากมีปัญหาทางการเมืองขึ้นมาอีก เม็ดเงินจากต่างชาติจะไหลออกทันที

ดูท่ากระแสของ “หุ้นกู้” จะมาแรงแซงหน้าการลงทุนประเภทอื่นๆไปซะแล้ว เพราะไม่ว่าหุ้นกู้ตัวไหนออกมา ก็ปรากฏว่าล้วนแล้วแต่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า โดยเฉพาะหุ้นกู้ของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่กลุ่มพลังงานและธนาคารพาณิชย์… ซึ่งปัจจัยที่ทำให้ หุ้นกู้ ได้รับความสนใจจากนักลงทุนในช่วงนี้ แน่นอนว่าคงหนีไม่พ้นผลตอบแทนที่ยังอยู่ในระดับสูง (สูงกว่าทั้งเงินฝาก กองทุนตราสารหนี้ในประเทศ) และความเสี่ยงที่อาจจะน้อยกว่าการลงทุนในหุ้น (ที่ค่อนข้างผันผวน ขึ้นลงที่ละ 20 จุด)

และจากความต้องการลงทุนที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว ทำให้นักลงทุนหลายคนอยากรู้ว่า จริงๆ แล้วหุ้นกู้ น่าสนใจลงทุนจริงหรือไม่ และถ้าจะเลือกหุ้นกู้จะต้องพิจารณาจากปัจจัยอะไรบ้าง หุ้นกู้ไหนลงทุนได้ หุ้นกู้ไหนควรหลีกเลี่ยง…ดังนั้น จึงเป็นที่มาของการจัดสัมมนาให้ข้อมูลแก่นักลงทุนประกอบการตัดสินใจ เพื่อให้พลาดโอกาสและผิดหวังจากโอกาส ซึ่งวันนี้ “ASTVผู้จัดการกองทุนรวม” อาสารวบรวมข้อมูลที่น่าสนใจให้ผู้ลงทุนได้ติดตามกัน

เริ่มต้นกันที่ งานสัมมนา “ลงทุนหุ้นกู้ กู้วิกฤติกระเป๋าเงิน” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคมที่ผ่านมา

ก่อนอื่นไปดูกันก่อนว่า ในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา มีปริมาณหุ้นกู้ออกมาในตลาดมากน้อยแค่ไหน ประเด็นนี้ ได้รับการเปิดเผยจาก อริยา ติรณะประกิจ ผู้ ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายสายงานการกำกับดูแล สมาคมตราสารหนี้ไทย กล่าวว่า ในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา ปริมาณการออกหุ้นเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ซึ่งหากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้วพบว่าเพิ่มขึ้นถึง 100% เช่นเดียวกับพันธบัตรรัฐบาลที่มีปริมาณออกมาเพิ่มขึ้นถึง 100% เช่นกัน

โดยปริมาณของหุ้นกู้เอกชนที่ออกมาในช่วง 4 เดือนแรก มีมูลค่ารวมประมาณ 1.3 แสนล้านบาท ซึ่งจากปริมาณที่ค่อนข้างสูงดังกล่าวทำให้คาดว่าทั้งปีนี้ น่าจะมีหุ้นกู้ออกมาสูงกว่าที่คาดไว้ 2.5 แสนล้านบาท และเชื่อว่าอาจจะสูงกว่า 2.8 แสนล้านบาทซึ่งเป็นปริมาณหุ้นกู้ที่ออกมาทั้งหมดในปีที่แล้วด้วย ส่วนปริมาณการซื้อขายก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยในช่วงเดียวกันมีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 1.4 หมื่นล้านบาทต่อวัน จากเดิมวันละไม่ถึงหมื่นล้าน

โดยหุ้นที่ออกมาส่วนใหญ่ ยังเป็นกลุ่มพลังงานและธนาคารพาณิชย์ โดยมีมูลค่ารวมกันคิดเป็นสัดส่วน 60% ของปริมาณหุ้นกู้ที่ออกมาทั้งหมด

ธิติ ตันติกุลานันท์ ผู้ บริหารธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า สาเหตุที่บริษัทเอกชนออกหุ้นกู้มากขึ้น มีทั้งการนำไปรีไฟแนนซ์หนี้เก่าเพื่อรับต้นทุนที่ถูกลงจากการปรับดอกเบี้ย รวมถึงการนำเงินไปลงทุนต่อด้วยการไปซื้อสินทรัพย์ราคาถูกทั้งในประเทศและ ต่างประเทศ ขณะเดียวกัน ช่องทางการกู้เงินในต่างประเทศก็มีน้อยลง เนื่องจากต้นทุนสูงขึ้นค่อนข้างมาก

ทั้งนี้ นักลงทุนที่สนใจลงทุนในหุ้นกู้ ควรให้น้ำหนัก 80% กับอันดับเครดิตเรตติ้งเป็นอันดับแรก หลังจากนั้นให้พิจารณาว่า บริษัทผู้ออกเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมหรือไม่ รวมถึงต้องดูด้วยว่าอยู่ในเซกเตอร์ใด เพราะถึงแม้ว่าบริษัทจะได้อันดับเครดิตเท่ากัน แต่อยู่คนละอุตสาหกรรม ก็มีความเสี่ยงที่แตกต่างกัน ปัจจัยสุดท้ายผู้ลงทุนต้องดูระยะเวลาในการลงทุนด้วยว่า สามารถลงทุนได้ยาวแค่ไหน

แนะเลี่ยงหุ้นกู้ปิโตร-เดินเรือ
เลิศชัย กอเจริญรัตนกุล
Senior Director Corporate/Fund บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวในงานสัมมนาในหัวข้อ “พันธบัตร/หุ้นกู้ ฮีโร่ตัวจริงยุคการลงทุนผันผวน” ที่จัดขึ้นในงาน Money Expo 2009 ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ขณะนี้ส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ย (สเปรด) ของหุ้นกู้กับพันธบัตรรัฐบาลเริ่มมีส่วนต่างกันมากขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการลดดอกเบี้ยลงอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับความกังวลของนักลงทุนที่ยังมีอยู่ ทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่ยังไม่กล้าเข้ามาลงทุน ดังนั้น เมื่อดีมานด์หายไป จึงส่งผลให้ราคาสูงขึ้นตามไปด้วยเพื่อจูงใจให้เกิดการลงทุนมากขึ้น และปัจจัยดังกล่าว ก็ส่งผลให้สเปรดสูงขึ้นด้วยเช่นกัน

ปัจจุบันมีบริษัทเอกชนหันมาให้ความสนใจออกหุ้นกู้เป็นจำนวนมาก เนื่องจากต้นทุนถูกกว่าการกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ แต่การ ลงทุนในหุ้นกู้เองไม่ใช่ว่าน่าลงทุนทั้งหมด ซึ่งสถาวะในช่วงนี้ มองว่าหุ้นกู้ที่ออกโดยกลุ่มปิโครเคมีและธุรกิจเดินเรือ เป็นกลุ่มที่น่าจับตามอง เนื่องจากที่ผ่านมาธุรกิจปิโตเคมีอ่อนตัวลง ประกอบการกับบริโภคที่ลดลง ส่งผลให้การส่งออก ได้รับผลกระทบไปด้วย

ดังนั้น จึงแนะนำว่า…” การลงทุนในหุ้นกู้ นักลงทุนจะต้องพิจารณาเป็นรายตัว เพราะแต่ละบริษัทมีฐานะทางการเงินที่ต่างกัน ไม่ได้หมายความว่าเซกเตอร์ใดมีความเสี่ยง แล้วจะลงทุนไม่ได้ทั้งเซกเตอร์ ซึ่งวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ทุกเซกเตอร์ได้รับผลกระทบหมด แต่ขึ้นอยู่กับว่าจะได้รับผลกระทบมากหรือน้อย ซึ่งในกลุ่มพลังงานเองก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน แต่อาจจะน้อยกว่าเซกเตอร์อื่น เนื่องจากความต้องการใช้พลังงานยังมีอยู่ ซึ่งต่างกับรถยนต์ที่ความต้องการลดลงไป”

นอกจาก 2 กลุ่มที่กล่าวไปข้างต้น เขาย้ำว่า กลุ่มอสังหาริมทรัพย์เองก็น่าจับตามองเช่นกัน เพราะ ภาพรวมของธุรกิจเปลี่ยนไปเยอะพอสมควรหลังจากวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นก่อน หน้านี้ ซึ่งส่งผลให้ผู้ประกอบการบางส่วนโดยเฉพาะรายเล็กที่ไม่แข็งแกร่งหายไปเยอะ แต่หลังจากเศรษฐกิจฟื้นความสามารถในเชิงธุรกิจไม่เหมือนเดิม ส่วนหนึ่งเพราะธนาคารเองเริ่มเข้มงวดการปล่อยกู้มากขึ้น ดังนั้น ในช่วงนี้ จึงเห็นการแข่งขันของผู้ประกอบการรายใหญ่มากกว่า ซึ่งทำให้หุ้นกู้ของรายใหญ่ยังลงทุนได้ แต่ก็ต้องดูเป็นรายตัวเช่นกัน

ทั้งนี้ ทั้งนั้น…หุ้นกู้ที่ออกโดยกลุ่มพลังงาน ยังเป็นหุ้นกู้ที่น่าลงทุนที่สุด เพราะกลุ่มนี้ยังมีสามารถสร้างกระแสเงินสดเพื่อรอการลงทุนได้ต่อเนื่องในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา

นักลงทุนกล้าเสี่ยงลุยหุ้นกู้เครดิตต่ำกว่าA
ธีรนาถ รุจิเมธาภาส
กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทิสโก้ จำกัด กล่าวว่า ความน่าสนใจของหุ้นกู้น่าจะยังอยู่ไปจนถึงสิ้นปีนี้ เพราะสเปรดยังอยู่ในระดับสูง ในขณะที่เงินฝากธนาคารเองก็ให้ดอกเบี้ยค่อนข้างต่ำ เช่นเดียวกับการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ดังนั้น นักลงทุนจึงมองหาช่องทางการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า

ส่วนภาพรวมของการลงทุน ในช่วงนี้ นักลงทุนเริ่มกล้าที่จะกลับเข้ามาลงทุนในหุ้นกู้ที่มีอันดับเครดิตต่ำกว่า A หรือ BBB มากขึ้น โดยเฉพาะนักลงทุนในกองทุนส่วนบุคคลที่รับความเสี่ยงได้ ซึ่งการที่เศรษฐกิจเริ่มส่งสัญญาณการฟื้นตัวได้บ้าง ก็เชื่อว่าหลังจากนี้ จะเห็นการปรับเพิ่มอันดับเรตติ้งของหุ้นกู้เอกชนเหล่านี้ขึ้นไปอีกระดับ

สำหรับนักลงทุนที่จะลงทุนในหุ้นกู้ แนะนำว่าไม่ควรลงทุนยาวเกินไป โดยหุ้นกู้อายุ 2-3 ปี น่าจะมีความน่าสนใจมากกว่า แต่ต้องพิจารณาบริษัทผู้ออกด้วยว่า มีฐานะทางการเงินอย่างไรบ้าง มีกระเงินสดเพียงพอหรือไม่ และมีความสามารถในการชำระหนี้คืนด้วย แต่ถ้าต้องการลงทุนยาวแนะนำว่า 3 ปียังลงทุนได้แต่ต้องดูบริษัทที่มีความมั่นคงจริงๆ

ชัชชัย สฤษดิ์อภิรักษ์ ผู้บริหารฝ่ายจัดการกองทุนตราสารหนี้ บลจ.กสิกรไทย ให้มุมมองเกี่ยวกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยว่า การพิจารณาดอกเบี้ยของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในครั้งต่อไปวันที่ 20 พฤษภาคมนี้ คาดว่า กนง.จะปรับลดดอกเบี้ยลงได้อีก 0.25% เนื่องจากมองว่าธนาคารกลางของประเทศต่างๆ ทั่วโลก จะยังคงให้น้ำหนักกับการบริหารค่าเงินไม่ให้ผันผวนเกินไป และต้องการดูแลอัตราเงินเฟ้อในอนาคตด้วย

ทั้งนี้ ตลาดเองก็คาดการณ์ว่าดอกเบี้ยจะปรับลดลงเช่นกัน เห็นได้จากอัตราดอกเบี้ยในตลาดเริ่มปรับลงรับข่าวล่วงหน้าไปแล้ว

เขากล่าวแนะนำต่อว่า สำหรับนัก ลงทุนที่สนใจลงทุนในตราสารหนี้ แนะนำให้จัดสรรเงินส่วนหนึ่งไปลงทุนในมั่นนี่มาร์เกตที่มีสภาพคล่องสูงก่อน สัก 50% โดยอาจจะเลือกกองทุนที่มีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นกู้เอกชนด้วย ส่วนที่เหลืออาจจะจัดสรรไปลงทุนในหุ้นกู้เอกชน โดยสามารถเลือกลงทุนได้ตามความเสี่ยง ซึ่งหลังจากนี้ไปจนถึงสิ้นปี คาดว่าจะมีปริมาณหุ้นกู้ออกมาอีกเป็นจำนวนมากไม่ต่ำกว่าแสนล้านบาท


© 2007 Nuk Long Tun : นักลงทุน | สร้างบล็อกฟรี : รับทำ SEO : ดูดวงวันเกิด : ฟังเพลง : SEO : รถมือสอง : Football Shirt : coupon : IT Best Shop cupcake : watering equipment : หางาน : สมัครงาน | Powered by Wordpress