ถึงจุดนี้ สามารถพูดได้เต็มปากแล้วว่า ภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกได้ก้าวข้ามจุดต่ำสุดไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากนี้ไป ก็เหลือแค่เพียงรอว่า เมื่อไหร่ทุกอย่างจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติกันเสียที…และในช่วงของการฟื้นตัว นี่เอง ถือเป็นโอกาสดีในการเข้ามาแสวงหากำไร เพราะ ณ ขณะนี้ ตัวเลขหลายๆ อย่าง ยังไม่กลับเข้าที่ ส่วนจะเป็นอย่างไรนั้น วันนี้ “ASTVผู้จัดการกองทุนรวม” มีอัปเดตผลตอบแทนจากการลงทุนทั่วโลกมาเป็นข้อมูลให้กับนักลงทุน ซึ่งเป็นข้อมูลล่าสุด วันที่ 18 กันยายน 2552 ที่ผ่านมา โดย “ศุภกร สุนทรกิจ” รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน)

…เริ่มต้นกันที่ผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลก ซึ่งจากตัวเลขพบว่า ตลาดเกิดใหม่ล้วนให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจทั้งนั้น โดยในกลุ่มประเทศเอเชีย ให้ผลตอบแทนสูงสุดถึง 58.03% รอง จากนั้นเป็นกลุ่มประเทศเกิดใหม่ในกลุ่มประเทศยุโรป ด้วยผลตอบแทน 53.92% และตลาดเกิดใหม่ในกลุ่มประเทศละตินอเมริกา 43.86% ในขณะที่ดัชนี MSCI Emerging ให้ผลตอบแทน 49.88%

ทั้งนี้ หากมองในภาพรวมเป็นรายภูมิภาค พบว่า ตลาดหุ้นภูมิภาคเอเชีย ยกเว้นญี่ปุ่น ให้ผลตอบแทน 34.09% ตลาดหุ้นยุโรป 19.91% ตลาดอเมริกาเหนือ 19.56% และตลาดญี่ปุ่น ปรับเพิ่มขึ้นมาเพียง 9.87% เท่านั้น ในขณะที่ดัชนี MSCI World AC Index ให้ผลตอบแทน 22.07% ส่วนดัชนี MSCI World Index อยู่ที่ 19.17%

และหากเจาะเป็นรายประเทศ แน่นอนว่ากลุ่มประเทศในเอเชียถือว่าน่าสนใจทีเดียว โดยตลาดหุ้นของประเทศอินโดนีเชีย ปรับเพิ่มขึ้นสูงสุด ด้วยผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี 81.27% ตามมาด้วยเวียดนาม 80.52% และอินเดีย 72.30%

“ศุภกร” บอกว่าสาเหตุที่กลุ่มประเทศเหล่านี้ปรับขึ้นมาค่อนข้างสูง นั่นเพราะเป็นประเทศที่ไม่ได้พึ่งพาการส่งออกมานัก ดังนั้น ความกังวลเรื่องความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจจึงมีน้อยกว่า ทำให้ เงินทุนต่างชาติไหลเข้ามาค่อนข้างเยอะ

สำหรับกลุ่มประเทศอื่นๆ ที่พึ่งพาการส่งออกค่อนข้างมาก เช่น ไต้หวัน พบว่าตั้งแต่ต้นปี ดัชนีขยับขึ้นมาแล้ว 64.01% ในขณะที่ตลาดหุ้นจีน ซึ่งค่อนข้างร้อนแรงและผันผวน ปรับขึ้นไป 61.64% โดยมีดัชนีหุ้นไทยตามมา ที่ 58.61% ซึ่งตลาดหุ้นไทยเอง “ศุภกร” บอกว่า หากรวมเงินปันผลเข้าไปด้วยประมาณ 4% ก็พบว่าให้ผลตอบแทนไปแล้วถึง 62%

ต่อกันด้วยเกาหลีใต้ ซึ่งประเทศนี้พึ่งพาการส่งออกค่อนข้างมาก โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ฟื้นไปแล้วกว่า 51.16% เช่นเดียวกับสิงคโปร์ที่ปรับขึ้นมา 49.54%

เขาบอกว่า อย่างที่บอกไปว่ากลุ่ม ประเทศเหล่านี้พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก ความกังวลจึงมีมากกว่า ดังนั้น กระแสเงินทุนต่างชาติจึงไหลเข้ามาน้อยกว่า อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าหลังจากนี้ กลุ่มประเทศเหล่านี้ จะได้รับความสนใจจากฟันด์โฟลเหล่านี้มากขึ้นจากสัญญาณเศรษฐกิจฟื้นตัว เพราะแน่นอนว่าจะได้ประโยชน์จากการส่งออกที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นนั่นเอง

ในขณะที่ทิศทางของค่าเงิน…ศุภกรบอกว่า แนวโน้มหลังจากนี้ ค่าเงินในเอเชียส่วนใหญ่จะไปในทิศทางเดียวกัน คือ แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา พบว่า สกุลออสเตรเสียดอลลาร์และนิวซีแลนด์ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นค่อนข้างมาก โดยปรับขึ้นถึง 25.47% และ 22.70% ตามลำดับ ในขณะที่ค่าเงินบาท พบว่าแข็งค่าขึ้น 2.99% ส่วนค่าเงินวอนของเกาหลีใต้ ที่ค่อนข้างผันผวนแข็งค่าขึ้นมาประมาณ 4.28%

ไปดูทิศทางของสินค้าโภคภัณฑ์ (คอมมอดิตี) กันบ้าง…สินค้าที่ให้ผลตอบแทนมาเป็นอันแรก คือ ฮาร์ดคอมมอดิตี ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศยักษ์ใหญ่อย่างจีน โดยในกลุ่มนี้ ราคาปรับขึ้นมาถึง 62.2% ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบเอง ก็ขยับขึ้นมา 61.5% ส่วนกลุ่มพลังงานทั้งหมด ปรับเพิ่มขึ้นมาประมาณ 46.9%

สำหรับราคาทองคำ แม้ราคาในตลาดโลกจะขยับเกิน 1,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐอีกครั้ง แต่ภาพรวมตั้งแต่ต้นปี พบว่าปแรับเพิ่มขึ้นเพียง 14.1% เท่านั้น …ซึ่ง”ศุภกร” บอกว่า ราคาทองคำในแต่ละปี จะขยับขึ้นไม่มากอยู่แล้ว ซึ่งเฉลี่ยก็อยู่ระหว่าง 10-11%

ปิดท้ายกันด้วยทิศทางของกลุ่มอสังหาริมทรัพย์… ในช่วงเวลาเดียวกัน พบว่า ราคาบ้านในยุโรปมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นมาสูงสุด 38.88% ตามมาด้วยเอเชียที่ขยับขึ้น 38.19% ในขณะที่ราคาบ้านในสหรัฐฯ พบว่า ขยับขึ้นมาเพียง 20.33%…เขาบอกว่า ราคาบ้านในสหรัฐขยับขึ้นมาเพียง 1 ใน 3 เท่านั้น ดังนั้น จึงยังมีรูมเหลือให้ลงทุนได้อยู่ ซึ่งบลจ.เอ็มเอฟซีเอง มีแผนจะออกกองทุนที่ลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศด้วย

แนะเบรกลงทุนตราสารหนี้
“ศุภกร” ปิด ท้ายด้วยคำแนะนำสำหรับใครที่จะลงทุนในช่วงนี้ว่า ในขณะนี้อัตราดอกเบี้ยในตลาดตราสารหนี้มีการปรับตัวขึ้นมาในระดับหนึ่ง ซึ่งเป็นการปรับล่วงหน้ารับข่าวแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้น หลังจากเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจในประเทศได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ซึ่งจากแนวโน้มดังกล่าว แนะนำให้นักลงทุนชะลอการลงทุนในตราสารหนี้เอาไว้ก่อน โดยอาจจะรอให้แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยมีความชัดเจนมากขึ้นกว่านี้ก่อนเข้าไปลงทุน

ทั้งนี้ หากต้องการลงทุนในตราสารหนี้ แนะนำให้ลงทุนในหุ้นกู้เอกชนอายุยาวตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไปแทน เพราะยังให้ผลตอบแทนที่ดี ขณะเดียวกันกองทุนประเภทเทอมฟันด์ หรือกองทุนปิดที่ล็อกอายุไว้ ก็สามารถลงทุนได้เช่นกัน แต่กองทุนต่างประเทศจะน่าสนใจกว่า เพราะให้ผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลไทย โดยพันธบัตรเกาหลียังน่าสนใจอยู่ ถึงแม้ผลตอบแทนจะลดลงมาค่อนข้างมากก็ตาม

สำหรับการลงทุนในหุ้น ยังแนะนำว่าสามารถลงทุนได้ โดยให้น้ำหนักการลงทุนเท่ากับน้ำหลักตลาด นอกจากนี้ ยังให้น้ำหนักการลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ด้วย ส่วนสินค้าคอมมอดิตีและกลุ่มอสังหาฯ ก็ยังให้น้ำหลักการลงทุนเช่นกัน

วันนี้ (16 ก.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้หารือร่วมกับนางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ นายยรรยง พวงราช อธิบดีกรมการค้าภายใน เช้าวันนี้ ที่รัฐสภา โดยใช้เวลาประมาณ 15 นาที และภายหลังหารือเสร็จสิ้น นางพรทิวา เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรี เชิญนายยรรยงเข้ามาหารือ เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันในเรื่องนโยบาย ซึ่งนายกรัฐมนตรีไม่ได้ติดใจ ในการเสนอชื่อ นายยรรยง เป็นปลัดกระทรวงพาณิชย์ คนใหม่

“ท่านนายกฯ ไม่ได้รับปากว่า จะเสนอเรื่องการแต่งตั้งปลัดกระทรวงพาณิชย์คนใหม่ ให้ที่ประชุม ครม.พิจารณาในสัปดาห์หน้า โดยคาดว่านายกรัฐมนตรี จะลงนามในเอกสารเสนอเรื่องเข้าที่ประชุม ครม.ทิ้งไว้ก่อนที่จะเดินทางไปประชุมที่สหรัฐฯ ปลายสัปดาห์นี้”

ส่วนบรรยากาศการพูดคุย นางพรทิวา ระบุว่า เป็นไปด้วยดี โดยส่วนตัวเชื่อว่า นายกรัฐมนตรีจะลงนามอนุมัติแต่งตั้ง ก่อนเดินทางไปประชุมสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ที่สหรัฐอเมริกา ในวันที่ 20 กันยายน 2552 นี้ และจะเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ ในวันอังคารที่ 22 กันยายน 2552 นี้

“เอกสารอยู่ที่ท่านนายกฯ แล้ว ท่านน่าจะเซ็นทิ้งไว้ ก่อนที่จะเดินทางไปประชุมยูเอ็น”

ทั้งนี้ นางพรทิวา ยังคงยืนยันว่า สาเหตุที่นายกรัฐมนตรีไม่ติดใจในกรณีนี้ ไม่เกี่ยวข้องกับการต่อรองการลงมติแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนใหม่

โดยเช้าวันนี้ รายงานข่าวแจ้งว่า นางพรทิวา ได้นำตัวนายยรรยง มานั่งรออยู่ที่หน้าห้องทำงานของนายกรัฐมนตรี ภายในอาคารรัฐสภาตั้งแต่เวลาประมาณ 09.00 น.ท่ามกลางกระแสข่าวว่า นางพรทิวา ได้ยืนยันชัดเจนว่า ปลัดกระทรวงพาณิชย์คนใหม่ ต้องเป็นนายยรรยง คนเดียวเท่านั้น

ขณะที่สื่อมวลชนหลายสำนัก ตั้งข้อสังเกตว่า ครม.เลื่อนการพิจารณาแต่งตั้งปลัดกระทรวงพาณิชย์คนใหม่มาตลอด ท่ามกลางกระแสข่าวควา

กันยายน 17th, 2009เงินเฟ้อ…สำคัญไฉน

ตามทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ ว่าไว้ว่า** “การมีเงินเฟ้ออ่อนๆ ถือเป็นเรื่องดี เพราะจะช่วยกระตุ้นให้คนอยากลงทุน และมีแรงจูงใจที่จะผลิตและใช้จ่าย แต่ในขณะเดียวกัน ทุกคนก็จะกลัวและวิตก เมื่อเกิดภาวะเงินเฟ้อสูงเพราะจะทำให้ค่าเงินในกระเป๋าของคุณลดลง”**

เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจมีทั้งการขยายตัวและการหดตัว ซึ่งส่วนใหญ่ประชากรโลกมีแต่จะขยายตัวเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความจำเป็นในการบริโภคและอุปโภคมีอัตราเพิ่มขึ้น จึงทำให้เกิดการสร้างแรงจูงใจที่จะทำให้ผู้ผลิตอยากที่จะผลิตและผู้บริโภค อยากที่จะซื้อ

และกลไกลที่เกิดขึ้นนั้นก็คือ “กลไกลราคาที่ทำให้สินค้าและบริการมีมูลค่าเพิ่มขึ้นตามสมควร รวมถึงผู้บริโภคก็มีรายได้เพิ่มขึ้นเพียงพอที่จะซื้อสินค้านั้น ๆ ในช่วงระยะเวลา 1 ปี และการที่ราคาสินค้าโดยเฉลี่ย ทั้งสินค้าอุปโภค บริโภค รวมถึงราคาเชื้อเพลิงและอาหารเพิ่มขึ้น เราเรียกการเพิ่มขึ้นของมูลค่าเฉลี่ยนี้ว่า “เงินเฟ้อ” (Inflation)

**ดังนั้นภาวะเศรษฐกิจที่มีเงินเฟ้อสูง ประชาชนจะได้รับผลตอบแทนจากราคาสินค้าและบริการที่ปรับตัวสูงขึ้น ย่อมจะกดดันให้ผู้ออมเงิน นักลงทุน ต้องยิ่งหาผลประโยชน์จากเงินที่มีอยู่ เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนเอาชนะเงินเฟ้อให้ได้ มิเช่นนั้นเงินที่มีอยู่ย่อมมีค่าลดลง**

เช่นเดียวกัน เวลาฝากเงินในธนาคาร ดอกเบี้ยเงินฝากก็เป็นผลประโยชน์ที่จะต้องนำมาเทียบเคียงกับเงินเฟ้อ และหากน้อยกว่านั้นหมายความว่า ดอกเบี้ยที่แท้จริง มีค่าติดลบ จึงควรสำรวจว่าผลตอบแทนที่แท้จริงของคุณติดลบหรือไม่ ?

**ฉะนั้นเมื่อเกิดภาวะอัตราเงินเฟ้อสูง ๆ ผู้ลงทุนก็ควรจะเร่งหาลู่ทางการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนสูงกว่าตลาดเงิน หรือ ตราสารหนี้ทั่วไป โดยอาจจะจัดสรรเงินไปลงทุนในสินค้า หรือสินทรัพย์ที่มีลักษณะสวนทางกับเงินเฟ้อ (Inflation hedging Asset) บ้าง เช่น ทองคำ รวมถึงโลหะมีค่าบางชนิด หรือสินค้า Commodity แต่การลงทุนในสินทรัพย์เหล่านี้ จะมีความผันผวนสูงกว่าการลงทุนในตลาดเงินและตลาดตราสารหนี้ทั่วไป**

หรือหากคุณเป็นผู้ที่จะลงทุนในสินทรัพย์ประเภทที่สามารถจับต้องได้ (Tangible Asset) เช่น ที่ดิน หรืออสังหาริมทรัพย์ เงินเฟ้อก็จะมีส่วนสำคัญต่อการประเมินราคาปัจจุบันของทรัพย์สินเหล่านี้เช่น กัน เพราะสินทรัพย์เหล่านี้เป็นทรัพย์สินที่สามารถก่อให้เกิดรายได้จากค่าเช่า ถ้าจะต้องตีมูลค่าปัจจุบันของสินทรัพย์เหล่านี้ ก็จะตีจากกระแสเงินสดที่จะได้รับในอนาคต อัตราเงินเฟ้อแต่ละปีจะมีผลอย่างมากในการคำนวณมูลค่าทรัพย์สินดังกล่าว เพราะมูลค่าของสินทรัพย์เหล่านี้จะพิจารณาจากกระแสเงินสดที่จะเรียกเก็บได้ ในอนาคตแล้วนำกลับมาคิดเป็นราคาวันนี้ เพราะเงินเฟ้อเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญมากสำหรับใช้คิดคำนวณส่วนลดเพื่อ หามูลค่าปัจจุบันของทรัพย์สินนั้นๆ นั่นเอง

นักธุกิจอสังหาฯ พอใจผลงานรัฐบาล 6 เดือน ชี้ มาตรการลงทุนสาธารณูปโภคพื้นฐาน โดนใจมากที่สุด พร้อมขอความชัดเจน-นโยบายต่อเนื่อง ทั้งการลำดับโครงการลงทุน ระยะเวลาการก่อสร้าง โดยเฉพาะรถไฟฟ้า เริ่มก่อสร้างเส้นทางใดก่อน ส่วนมาตรการนำเงินต้น-ดบ.3 แสน หักลดหย่อนภาษี และการขยายเวลาการลดค่าธรรมเนียม-ภาษีจดจำนอง ถึงเดือน มี.ค.53 ทำให้อุปสงค์เพิ่มขึ้นชัดเจน ด้านศูนย์ข้อมูลอสังหาฯ ธอส.เผย 5 เดือนแรกปี 52 ที่อยู่อาศัยสร้างใหม่ใน กทม.-ปริมณฑล ยอดจดทะเบียนเพิ่ม 5% บ้านเดี่ยวนำโด่ง 12,350 หน่วยรองลงมาเป็นคอนโดฯ 11,300 หน่วย รั้งท้ายด้วยบ้านแฝด 550 หน่วย ชี้เดือน พ.ค.ยอดโอนพุ่งสูงสุด คอนโดฯ แชมป์โอนกว่า 5 พันหน่วย ยอดเท่ากับ 4 เดือนรวมกัน ส่วนบ้านบีโอไอคาดเห็นผลปีหน้า หวั่นการเมือง ไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ กระทบความเชื่อมั่นอีกครั้ง

นายกิตติพล ปราโมช ณ อยุธยา นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย กล่าวถึงผลงานรัฐบาลในรอบ 6 เดือน โดยระบุว่า ภาคธุรกิจอสังหาฯ มีความพอใจผลงานแก้ไขปัญหาของรัฐบาล เพราะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลประกาศ โดยเฉพาะการลงทุนในสาธารณูปโภคพื้นฐาน เป็นนโยบายที่มีความจำเป็น แต่อยากให้มีความชัดเจนเกี่ยวกับการลำดับโครงการลงทุน ระยะเวลาการก่อสร้าง โดยเฉพาะรถไฟฟ้าว่า จะก่อสร้างเส้นทางใดก่อน

ทั้งนี้ หากรัฐบาลดำเนินการได้ตามเป้าหมายจะกระตุ้นภาคแรงงานและวัสดุก่อสร้างให้ คึกคักมากขึ้น และอยากเห็นความต่อเนื่องนโยบายรัฐบาล เพราะกว่าที่ผลของมาตรการจะเกิดต่อเศรษฐกิจจะต้องใช้เวลา 1-2 ปี รวมทั้งอยากให้รัฐบาลมีเสถียรภาพ

“สิ่งที่ต้องจับตามอง คือ ราคาน้ำมัน แต่เชื่อว่า คงปรับขึ้นไม่มาก และไม่ทำให้ราคาอสังหาริมทรัพย์ไทยต้องขยับขึ้นตาม ขณะเดียวกันก็คงต้องดูภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างว่า จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง”

ส่วนมาตรการที่รัฐบาลประกาศออกมาเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ เช่น การให้นำเงินต้นและดอกเบี้ย 300,000 บาท มาหักลดหย่อนภาษีได้จนถึงสิ้นปีนี้ และการขยายเวลาการลดค่าธรรมเนียมและภาษีจดจำนองจนถึงเดือนมีนาคม 2553 ก็ช่วยกระตุ้นการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยของประชาชนได้ระดับหนึ่ง

นายกิตติพล ยอมรับว่า ในช่วงครึ่งปีแรกยอดขายอสังหาริมทรัพย์มีการชะลอตัวร้อยละ 5-10 แต่ไม่ถึงกับวิกฤต เพราะบ้านเดี่ยวราคา 3-7 ล้านบาท ยังเป็นที่สนใจของประชาชน และเฃื่อว่าในช่วงครึ่งปีหลังตลาดอสังหาริทรัพย์จะดีขึ้น เนื่องจากเชื่อว่า เศรษฐกิจโลกผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ดังนั้น เศรษฐกิจไทยก็น่าจะฟื้นตัวตาม โดยประเมินยอดขายอสังหาฯ ทั้งปีจะลดลงร้อยละ 5 จากจำนวนอสังหาริมทรัพย์ที่มีการจดทะเบียนประมาณ 80,000 ยูนิตในปีก่อนหน้านี้ แต่แบ่งเป็นบ้านเอื้ออาทร 8,000 ยูนิต

นพ.สมเชาว์ ตันฑเทอดธรรม อดีตนายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย กล่าวว่า ผลงาน 6 เดือนของรัฐบาลถือว่าทำเต็มที่แล้ว เนื่องจากยังมีปัจจัยลบมากมาย ทำให้การใช้มาตรการต่างๆ อาจจะไม่เต็มที่ แต่ก็ให้กำลังใจรัฐบาลในการทำงานต่อ เพราะยังต้องเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจและการระบาดของไข้หวัด 2009 ส่วนภาพรวมอสังหาริมทรัพย์ในช่วงครึ่งปีหลัง มีการชะลอตัวบ้าง แต่เชื่อว่า จะดีกว่าครึ่งปีแรก ผู้บริโภคคงจะมีการเร่งซื้อที่อยู่อาศัยเพื่อใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษี

ทั้งนี้ ทางสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย จะจัดงานแสดงสินค้าบ้านเดี่ยว ทาวเฮ้าส์และคอนโดมีเนียม ระหว่าง 11-20 กันยายน 2552 นี้ ที่สยามพารากอน โดยมีมากกว่า 20 โครงการ มูลค่ารวมของโครงการ 10,000 ล้านบาท และคาดว่า จะมียอดขายภายในงาน 600-1,000 ล้านบาท

นายสัมมา คีตสิน ผู้อำนวยการ ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิด เผยถึงตัวเลขเบื้องต้นของที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียนใหม่ ในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล รวม 5 เดือนแรกของปี 2552 (มกราคม-พฤษภาคม ) พบว่ามีจำนวนรวมประมาณ 28,800 หน่วย เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 5 จากตัวเลขประมาณ 27,450 หน่วยในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วเมื่อแยกประเภทของที่อยู่อาศัยสร้าง เสร็จจดทะเบียนใหม่ พบว่าเป็นบ้านเดี่ยวจำนวนประมาณ 12,350 หน่วย หรือประมาณร้อยละ 43 ของทั้งหมด รองลงมาเป็นห้องชุดคอนโดมิเนียมประมาณ 11,300 หน่วย หรือประมาณร้อยละ 39 ของทั้งหมด อันดับ 3 เป็นทาวน์เฮาส์และอาคารพาณิชย์ประมาณ 4,650 หน่วย หรือประมาณร้อยละ 16 ของทั้งหมด และที่เหลือเป็นบ้านแฝดประมาณ 500 หน่วย

ทั้งนี้ เมื่อแยกตามพื้นที่ พบว่า ที่อยู่อาศัยทุกประเภทอยู่ในกรุงเทพฯ แห่งเดียวประมาณ 14,700 หน่วย หรือประมาณร้อยละ 51 อยู่ใน 5 จังหวัดปริมณฑลรอบกทม.รวมประมาณ 14,100 หรือประมาณร้อยละ 49 แบ่งเป็นนนทบุรีประมาณ 5,900 หน่วย หรือประมาณร้อยละ 20.5 สมุทรปราการประมาณ 2,750 หน่วย หรือประมาณร้อยละ 9.5 นครปฐม ประมาณ 2,350 หน่วย หรือประมาณร้อยละ 8 ปทุมธานีประมาณ 2,100 หน่วย หรือประมาณร้อยละ 7 และสมุทรสาคร ประมาณ 1,000 หน่วย หรือประมาณร้อยละ 3.5

นอกจากนี้ ยังพบว่า ในเดือนพฤษภาคม 2552 มีที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียนใหม่ในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล จำนวนประมาณ 9,650 หน่วย นับเป็นเดือนที่มีจำนวนหน่วยสร้างเสร็จจดทะเบียนใหม่สูงที่สุดตั้งแต่ต้นปี นี้มา โดยในเดือนมกราคม มีจำนวนประมาณ 3,450 หน่วย เดือนกุมภาพันธ์ มีจำนวนประมาณ 6,000 หน่วย เดือนมีนาคม มีประมาณ 6.100 หน่วย และเดือนเมษายน ซึ่งเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในประเทศมีน้อยมากเพียงประมาณ 3,550 หน่วย

ขณะเดียวกัน เมื่อแยกประเภทของที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียนใหม่เดือนพฤษภาคมพบว่า เป็นห้องชุดคอนโดมิเนียมมากที่สุดถึงประมาณ 5,250 หน่วย หรือประมาณร้อยละ 54 ของทั้งหมด เป็นบ้านเดี่ยวประมาณ 2,700 หน่วย หรือประมาณร้อยละ 28 ของทั้งหมด เป็นทาวน์เฮาส์ และอาคารพาณิชย์ประมาณ 1,550 หน่วย หรือประมาณร้อยละ 16 ของทั้งหมดและที่เหลือเป็นบ้านแฝดประมาณ 150 หน่วย แสดงให้เห็นว่าในเดือนพฤษภาคมเดือนเดียวมีห้องชุดคอนโดมิเนียมสร้างเสร็จจด ทะเบียนใหม่เกือบเท่ากับจำนวนของ 4 เดือนแรก รวมกัน โดยพบว่าเดือนมกราคม-เมษายน มีห้องชุด คอนโดมิเนียมสร้างเสร็จจดทะเบียนใหม่ร่วมกันมีจำนวนประมาณ 6,050 หน่วย

“หากแยกเป็นแต่ละเดือนพบว่าในเดือนมกราคม 2552 มีจำนวนห้องชุดคอนโดมิเนียมสร้างเสร็จจดทะเบียนใหม่ประมาณ 750 หน่วย ในเดือนกุมภาพันธ์ มีจำนวนห้องชุดคอนโดมิเนียมสร้างเสร็จจดทะเบียนใหม่ประมาณ 2,550 หน่วย ในเดือนมีนาคมมีจำนวนห้องชุดคอนโดมิเนียมสร้างเสร็จจดทะเบียนใหม่ประมาณ 1,700 หน่วย และในเดือนเมษายนมีจำนวนห้องชุดคอนโดมิเนียมสร้างเสร็จจดทะเบียนใหม่ประมาณ 1,050 หน่วย”

อย่างไรก็ตาม แม้จะยังมีหน่วยห้องชุดคอนโดมิเนียมสร้างเสร็จจดทะเบียนมาก แต่ไม่ใช่ยอดขาย และเป็นผลโครงการที่เริ่มก่อสร้างมาตั้งแต่ปี 2550 เป็นส่วนใหญ่ อีกทั้งในช่วงครึ่งแรกของปีนี้มีโครงการคอนโดมิเนียมเปิดใหม่ค่อนข้างน้อย โดยคาดว่าบริษัทขนาดใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์จะมีการเปิดโครงการ คอนโดมิเนียมในครึ่งหลังของปีเพิ่มมากขึ้นกว่าในครึ่งแรก โดยแนวโน้มจะเป็นโครงการที่มีราคาขายหน่วยละไม่เกิน 3 ล้านบาท เนื่องจากในสภาพเศรษฐกิจเช่นนี้ กำลังซื้อต่อหน่วยของผู้บริโภคส่วนใหญ่อยู่ในระดับปานกลางค่อนไปทางต่ำ

นายสัมมา ยังกล่าวถึงโครงการบ้านบีโอไอหลังรัฐบาลปรับเงื่อนไขในการส่งเสริมการลงทุน สำหรับโครงการที่อยู่อาศัยราคาต่ำขยายเพดานราคาขายห้องชุดคอนโดมิเนียมในเขต ส่งเสริมการลงทุนโซน 1 (กรุงเทพฯ-ปริมณฑล) จากไม่เกิน 600,000 บาท เป็นไม่เกิน 1 ล้านบาทและบ้านแนวราบเป็นไม่เกิน 1.2 ล้านบาทนั้น ทำให้ในไตรมาสที่ 2 ไม่มีการขอรับการส่งเสริมจากบีโอไอเลยเพราะผู้ประกอบการรอเงื่อนไขใหม่ แต่หลังจากนี้ คาดว่า จะมีผู้ประกอบการหลายราย ทั้งที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯและนอกตลาด จะเบนเข็มมาสร้างที่อยู่อาศัยในราคาไม่เกินเพดานใหม่ เพื่อหวังได้รับสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลานานถึง 5 ปีในโซน 1 และคาดว่า จะสร้างเสร็จในปีหน้าหรือปีถัดไปจึงคาดว่าจำนวนที่อยู่อาศัยระดับราคา กลาง-ต่ำ (Lower-Middle Price Range) จะมีมากขึ้นในปีหน้า

นายสัมมา ยังระบุว่า สถานการณ์การเมืองแบ่งสีกำลังทวีความเข้มข้นขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่จะถึงนี้ และอาจต่อเนื่องไปอีกระยะหนึ่ง รวมทั้งสถานการณ์ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ซึ่งยังไม่สร่างซาลง อาจทำให้ความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการ ซึ่งทำท่าว่าจะดีขึ้นต่อเนื่องในระยะต่อไป ต้องสะดุดลงอีกครั้งหนึ่ง หากมีการใช้ความรุนแรงหรือมีอาการสะดุดทางการเมืองจากคดีความและผู้เกี่ยว ข้องกับคดีความต่างๆ อีกทั้งในเดือนสิงหาคมและกันยายนนั้น มักเป็นเดือนที่มีการเปลี่ยนแปลงโยกย้ายตำแหน่งหน้าที่ราชการต่างๆ ด้วย

ผมได้มีโอกาสเข้าฟังสัมมนา “Quarterly Economic Assessment and Outlook” ที่จัดโดยธนาคารแห่งประเทศไทย จึงเป็นที่มาของเรื่องราวในวันนี้ที่อยากจะแลกเปลี่ยนวิธีคิดของผู้จัดการ กองทุนคนหนึ่ง ในการที่จะวิเคราะห์ตัวเลขเศรษฐกิจของไทยที่ประกาศออกมา และนำไปสู่การกำหนดกลยุทธ์การลงทุน โดยหวังว่าท่านผู้อ่านน่าจะได้นำแนวคิดไปใช้เป็นอาวุธเสริมสำหรับการจัดพอร์ ตการลงทุนของท่านเอง (ถ้าท่านผู้อ่านท่านใดมีข้อเสนอแนะหรือข้อซักถาม พูดคุยกันได้ที่ http://fundmanagertalk.blogspot.com)

ตัวเลขเศรษฐกิจหาจากไหน

หลายท่านอาจคิดว่าต้องเป็นนักลงทุนสถาบัน จึงจะมีโอกาสเข้าถึงข้อมูลได้มากกว่านักลงทุนรายย่อย ซึ่งไม่จริงทีเดียวสำหรับตัวเลขเศรษฐกิจครับ เพราะตัวเลขเศรษฐกิจไทยส่วนใหญ่จะมีที่มาจากหน่วยงานราชการ ซึ่งสมัยนี้มักจะนำเสนอผ่านเวบไซต์ โดยผู้ลงทุนทุกประเภทสามารถเข้าถึงได้พร้อมกัน และได้รับข้อมูลที่เหมือนกัน  สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจไทยหลัก ๆ ที่น่าติดตาม ผมคิดว่ามีดังนี้ครับ 1. รายงานเศรษฐกิจและการเงินรายเดือน โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (www.bot.or.th >>> เลือก “ภาวะเศรษฐกิจ”) โดยรายงานนี้จะเผยแพร่เป็นรายเดือน ทุก ๆ วันทำการสุดท้ายของเดือน โดยครอบคลุมถึงตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ อาทิ เช่น ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม, อัตราการใช้กำลังการผลิต, เครื่องชี้การอุปโภคบริโภคของภาคเอกชน, เครื่องชี้การลงทุนภาคเอกชน, อัตราเงินเฟ้อ, ภาคส่งออก-นำเข้า ฯลฯ

2. รายงานแนวโน้มเงินเฟ้อ โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (www.bot.or.th >>> เลือก “ภาวะเศรษฐกิจ” >>> เลือก “รายงานแนวโน้มเงินเฟ้อ”) รายงานนี้มีประโยชน์มากครับ เพราะจะมีรายละเอียดเชิงลึกของทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจ รวมถึงประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจในปีข้างหน้า ทั้งตัวเลขเศรษฐกิจโดยรวม และแต่ละภาคส่วน โดยรายงานนี้จะเผยแพร่เป็นรายไตรมาส ในเดือน มกราคม, เมษายน, กรกฎาคม, และตุลาคม ของทุกปีครับ

3. ตัวเลขอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ โดย สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (www.nesdb.go.th >>> เลือก “ข้อมูลเศรษฐกิจและสังคม” >>> เลือก “บัญชีประชาชาติ” >>> เลือก “Quarterly Gross Domestic Product”) โดยตัวเลข GDP จะประกาศหลังจากสิ้นไตรมาสประมาณ 2 เดือน เช่น ตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 2/52  ปีนี้จะประกาศประมาณช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2552 นี้ โดยรายงานฉบับนี้จะลงลึกในรายละเอียดทั้งหมดของอัตราการเจริญเติบโตเศรษฐกิจ ในไตรมาสที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญ ที่ประกาศจากหน่วยงานรัฐครับ เช่น ตัวเลขเงินเฟ้อ และตัวเลขการส่งออก / นำเข้า ที่ประกาศโดยกระทรวงพาณิชย์ (www.mof.go.th), ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ประกาศโดย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (www.thaiechamber.com) เป็นต้น ตัวเลขเศรษฐกิจหลัก ๆ ที่ควรติดตาม
ถ้าคุณไม่ได้ทำงานที่ต้องติดตามตัวเลขเศรษฐกิจ อย่างใกล้ชิด คงจะเป็นการยากหากคุณจะต้องติดตามตัวเลขเศรษฐกิจทุก ๆ ตัว และทุก ๆ เดือนอย่างที่ผู้จัดการกองทุนทุกคนต้องทำ ดังนั้น ผมจึงแนะนำให้ติดตามเป็นรายไตรมาสครับโดยติดตาม รายงาน 2 ฉบับนี้ครับ

1. “รายงานแนวโน้มเงินเฟ้อ” ของแบงค์ชาติ เพื่อให้ทราบว่าประมาณการเศรษฐกิจ และเงินเฟ้อของแบงค์ชาติเมื่อมองไปข้างหน้าเป็นอย่างไร** สำคัญคือการปรับประมาณการครับ ว่า 3 เดือนที่ผ่านมาแบงค์ชาติได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ เพิ่มขึ้น หรือลดลงอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่ ถ้าปรับประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจขึ้นหรือลงครั้งละมาก ๆ ก็มักจะมีผลต่อตลาดหุ้น, ตลาดตราสารหนี้, รวมถึงอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ

2. ตัวเลข GDP จริงที่ประกาศโดยสภาพัฒน์ฯ อันนี้จะทำให้เราเข้าใจว่าแต่ละภาคส่วนของเศรษฐกิจมีแนวโน้มเป็นอย่างไร รวม ถึงสามารถนำไป Cross check กับการประมาณการเศรษฐกิจของแบงค์ชาติได้ด้วยครับ ยกตัวอย่างเช่น หากประมาณการเศรษฐกิจที่ออกมาในเดือนเมษายนบอกว่าปีนี้ เศรษฐกิจจะโตมาก แต่พอตัวเลขจริงของไตรมาส 1 ที่ประกาศในเดือนพฤษภาคม ออกมาไม่ดี เราก็พอจะคาดเดาได้ครับว่าน่าจะการปรับลดประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจที่จะ ประกาศในเดือนกรกฎาคม ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นบ้างแน่นอน ไม่มาก ก็น้อยครับ

…ในสัปดาห์หน้าเราจะมาทำการวิเคราะห์กันครับว่าตัวเลขดังกล่าวจะ นำไปวิเคราะห์ได้อย่างไร และที่สำคัญคือจะนำตัวเลขนั้นไปจัดกลยุทธ์การลงทุนได้อย่างไร ติดตามฉบับหน้าครับ คอลัมน์ คุยกับผู้จัดการกองทุน
โดย เจษฎา สุขทิศ
ผู้จัดการกองทุนตราสารหนี้
บลจ. อยุธยา จำกัด

ติดตามบทความคอลัมน์ “คุยกับผู้จัดการกองทุน” ที่เคยตีพิมพ์ในอดีต และ Investment Tips อื่น ๆ โดยคุณเจษฎา สุขทิศ, CFA. ได้ใน http://fundmanagertalk.blogspot.com

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

เมื่อวันเสาร์ที่ ผ่านมา ผมและทีมงานบริษัท เน็กซ์วิว (ประเทศไทย) จำกัด รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้รับการตอบรับเข้าร่วมงานสัมมนาภายใต้หัวข้อ “Technical Talk” ตอน “กลยุทธ์ทางเทคนิคพิชิตการลงทุนในไตรมาส 3” ณ ห้อง 701 ชั้น 7 อาคารสาทรธานี 1 โดยมีนักลงทุนเข้าร่วมสัมมนามากกว่า 100 คน จนต้องเสริมเก้าอี้เพิ่มจำนวนหนึ่ง และต้องขอขอบคุณทางนิตยสาร Stock Review ที่ได้นำหนังสือดีๆ ที่มีความรู้ มาแจกให้กับนักลงทุนที่เข้าร่วมงานได้เพิ่มพูนความรู้ด้านการลงทุนให้มาก ขึ้น

สินค้ายอดฮิตที่นักลงทุนสนใจกันมาก และมีคำถามค่อนข้างเยอะ คือ การลงทุนในทองคำ ซึ่งรวมทั้ง “ทองคำแท่ง” และ “Gold Futures” ซึ่งส่วนใหญ่ มักจะถามว่า ราคาทองคำในตลาดโลก มีโอกาสปรับตัวลดลงได้อีกไหม ถ้าเทียบเป็นราคาทองคำในบ้านเราแล้วละก็ จะมีโอกาสหลุด 14,000 บาท หรือไม่ ถ้าจะให้ตอบกันตรงไปตรงมา ก็คงต้องวิเคราะห์ดูแนวโน้มการเคลื่อนไหวจากกราฟกันดูครับ

รูปที่ 1 การเคลื่อนไหวของราคาทองคำในตลาดโลก ราคา ณ วันที่ 14 กรกฎาคม 2552 ก่อนปิดตลาด

สำหรับราคาทองคำในตลาดโลกนั้น หากพิจารณาจากกราฟ จะเห็นว่า การเคลื่อนไหวของราครทองคำ กำลังอยู่ในช่วง Sideway (ซึ่งในทางปฏิบัติ มักไม่นิยมซื้อ-ขาย กันสักเท่าไหร่ เนื่องจากเป็นการยากที่จะประเมินทิศทางการเคลื่อนไหว ว่าจะลงหรือจะขึ้น ในอนาคต)

ผมขออนุญาตแบ่งแนวทางการลงทุนในทองคำ ออกเป็น 2 แนวทางคือ ผู้ที่ลงทุนในทองคำแท่ง และผู้ที่สนใจเก็งกำไรใน Gold Futures โดยผู้ที่สนใจลงทุนในทองคำแท่ง ควรรอให้ราคาทองคำภายในประเทศ ปรับตัวลดลงต่ำกว่า 14,500 บาทก่อน จากนั้นจึงทยอยเข้าซื้อ เพื่อรอการเก็งกำไรในช่วงไตรมาสแรกของปีหน้า (2553) อันเนื่องมาจากทิศทางของราคาทองคำนั้น มีโอกาสปรับตัวลดลงค่อนข้างเห็นได้ชัด เพียงแต่ต้องรอเวลาเท่านั้นเอง ส่วนนักลงทุน ที่ต้องการเก็งกำไรใน Gold Futures ควรรอให้ราคาทองคำในตลาดโลก ปรับตัวลดลงกว่า 880USD ถึงจะเข้าทำสัญญา Short ได้ ในทางกลับกัน สำหรับนักลงทุนที่ต้องการซื้อล่วงหน้า หรือ Long นั้น สามารถเข้าทำสัญญาได้หากราคาทองคำปรับขึ้นไปทะลุ 1,000 USD ได้สำเร็จ ไม่เช่นนั้น คุณอาจต้องเผชิญกับปัญหาความวิตกกังวล เกี่ยวกับการปรับตัว ขึ้น-ลง รายวัน ของทองคำก็เป็นได้

ในเชิงเทคนิคนั้น หลายคนคงไม่แปลกใจมากนัก ที่ราคาหุ้นบ้านเราในวันนี้ (วันที่ 14 กรกฎาคม 2552) ถึงได้ปรับตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัดขนาดนั้น จริงๆ แล้ว กลไกดังกล่าว เกิดมาจากการเหวี่ยงตัวของราคาตามดัชนีต่างประเทศ ที่ปรับตัวขึ้นมาปิดช่องว่าง (Gap) เมื่อวานนั่นเอง (HIS) หรือถ้าในส่วนของดัชนีดาวน์โจน คือ การแกว่งตัวของราคาตามรูปแบบที่เรียกว่า Double Bottom นั่นเอง

รูปที่ 2 การเคลื่อนไหวของดัชนีดาวน์โจน ในกราฟรายชั่วโมง ที่แสดงให้เห็นถึงการปรับตัวเป็นขาขึ้น สอดคล้องกับทฤษฏี Chart Pattern ในรูปแบบ Double Bottom ที่ส่งผลทำให้ดัชนีในภูมิภาคปรับตัวขึ้นตามในระยะสั้นๆ

โดยส่วนตัวหากผมใช้หุ้นที่มีน้ำหนักสูง เช่น หุ้น ปตท. เป็นตัวแทนวัดการเคลื่อนไหวของตลาดนั้น นักลงทุนอาจได้เห็นหุ้นดังกล่าวมีราคาปรับตัวลงไปในระดับ 200 บาท หรือต่ำกว่า ได้ในเวลาไม่นาน อันเนื่องมาจากรูปแบบ Topping ที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ราคาหุ้นดังกล่าว ได้ปรับตัวขึ้นมาในตำแหน่งที่สูงสุดแล้ว จึงเป็นการยาก ที่จะปรับตัวขึ้นอีกครั้ง และจากการที่หุ้นดังกล่าว เป็นตัวชี้นำตลาดได้เป็นอย่างดี ผมจึงมั่นใจว่า ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ จะมีโอกาสปรับตัวลดลงได้อีกครั้ง จึงขอให้นักลงทุนทุกคนจับตาดูให้ดี หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเข้าดูได้ที่เว็บไซต์ www.technicalday.com

รัฐบาลประเทศต่างๆ กำลังรับมือกับภาวะเศรษฐกิจทรุดตัวทั่วโลก ด้วยการขัดขวางการค้าอย่างไม่เป็นธรรม โดยส่งผลกระทบแรงที่สุดต่อการส่งออกรถยนต์และเหล็กกล้า ตลอดจนพวกประเทศร่ำรวย ผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) กล่าวในรายงานที่นำออกเผยแพร่เมื่อวันพุธ (1)

ปาสกาล ลามี ผู้อำนวยการใหญ่ดับเบิลยูทีโอ ระบุในรายงานที่เสนอต่อชาติสมาชิกทั้ง 153 ประเทศ ว่า เศรษฐกิจโลกกำลังอยู่ในภาวะ “เปราะบาง” และประเทศร่ำรวยจะมียอดส่งออกลดลงถึง 14 เปอร์เซ็นต์ในปีนี้ อันเนื่องมาจากภาวะทรุดต่ำทั่วโลก

รายงานระบุอีกว่า “ประเทศพัฒนาแล้วได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยเฉพาะผู้ส่งออกสินค้ากลุ่มรถยนต์และเครื่องจักรรายใหญ่” พร้อมกับยกตัวอย่างสภาพปัญหาที่รุนแรงในเยอรมนี ซึ่งยอดส่งออกจะลดลงถึงเกือบ 25 % ในปีนี้

ในอีกด้านหนึ่ง การที่ความต้องการสินค้าพวกวัตถุดิบอย่างสินแร่เหล็กและแร่ธาตุอื่นๆ จะกระทบประเทศเศรษฐกิจเฟื่องฟูใหม่บางราย เป็นต้นว่าจีน แต่รายงานของลามีก็ระบุว่า พวกประเทศกำลังพัฒนาโดยรวมน่าจะทำได้ดีกว่าพวกชาติร่ำรวยเล็กน้อย โดยที่ยอดส่งออกโดยรวมจะตกลงมาราว 7% ในปีนี้

รายงานเกี่ยวกับลัทธิกีดกันการค้าฉบับนี้ ซึ่งเป็นฉบับที่ 3 แล้วที่ลามีนำออกเผยแพร่นับแต่เศรษฐกิจโลกเริ่มทรุดตัวในปีที่แล้ว ยังได้แสดงความวิตกเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ทั้งร่ำรวยและยากจน และบอกว่า รัฐบาลในหลายประเทศได้วางข้อกำหนดที่ไม่เป็นธรรมในเรื่องการนำเข้าสินค้า เพื่อมุ่งปกป้องตลาดในประเทศของตน

ที่มา manager.co.th

เลขาธิการ สมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ ชี้ นักลงทุนไม่วิตกกับการชุมนุมของคนเสื้อแดงในวันพรุ่งนี้มากนัก เนื่องจากเชื่อว่ารัฐบาลจะดูแลความเรียบร้อยได้

นาย สมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ กล่าวว่า การนัดชุมนุมใหญ่ของกลุ่มคนเสื้อแดงในวันพรุ่งนี้นักลงทุนไม่ได้ตื่นตกใจมาก นัก และที่ผ่านมาตลาดก็ยังไม่ได้ตอบรับกับกระแสข่าวการชุมนุมดังกล่าว แต่ก็เป็นเรื่องที่ต้องติดตามการนัดรวมพลว่าจะมีความหนาแน่นของมวลชนในระดับ ใด รวมทั้งเนื้อหาในการปราศรัย ซึ่งอาจเป็นการนัดรวมพลในนัดแรกเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ยังเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะมีวิธีการดูแลการชุมนุมให้อยู่ในความสงบได้ ส่วนสถานการณ์เศรษฐกิจนั้น มองว่า ตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2 แม้จะปรับลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ก็มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสแรกที่ผ่านมารวมถึงผลประกอบการของ บริษัทจดทะเบียนที่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นด้วย จากการฟื้นตัวของธุรกิจพลังงาน โรงกลั่นปิโตรเคมีขณะที่ธุรกิจอื่น ๆก็สามารถประคับประคองตัวเองได้

อย่างไรก็ตาม สมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ เตรียมปรับเป้าดัชนีสิ้นปีในเดือน ก.ค. นี้ใหม่ ซึ่งมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นจากเดิมที่คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 535 จุด หลังดัชนีได้ปรับขึ้นไปเกินจุดสูงสุดที่ตั้งไว้แล้ว เมื่อช่วงต้นเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา ที่ระดับ 638 จุด

ข่าวจาก : INN news

ธ.ทหารไทย แจงฐานะทางการเงินยังแข็งแกร่ง หลังมูดีส์อินเวสเตอร์ ประกาศหั่นเครดิตเหลือ Baa3 ยืนยัน ยังเป็นระดับน่าลงทุน ขณะที่แบงก์ชาติ ออกโรงการรันตีฐานะทางการเงินซ้ำอีกครั้ง ส่วนผู้ถือหุ้นใหญ่ 3 ราย ก็ยังไม่พบปัญหาอะไร

ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TMB ชี้แจงกรณีการปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit rating) ของธนาคาร โดย Moody’s Investors Service จาก Baa2/Prime 2 มาเป็น Baa3/Prime 3 เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2552 เนื่องมาจาก Moody’s ได้ปรับลดความสามารถของภาครัฐในการให้ความช่วยเหลือ (systemic support input) ที่มีต่อระบบธนาคารโดยรวม จาก Aa2 มาอยู่ที่ A2 ต่อเนื่องจากเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2552 ซึ่ง Moody’s ได้ทำการทบทวนที่จะปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของธนาคารไทยทั้ง 11 แห่ง

กรณีดังกล่าว ธนาคารขอชี้แจงเพิ่มเติมว่า อันดับความน่าเชื่อถือของธนาคารหลังถูกปรับลดแล้ว ยังคงอยู่ในระดับ investment grade โดยในปัจจุบัน ธนาคารทหารไทยมีฐานเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง มีระดับความเพียงพอของเงินกองทุนตามกฎหมายที่ 14.1% สูงกว่าระดับที่กฎหมายกำหนดที่ 8.5% นอกจากนี้ ธนาคารได้ทำการปรับปรุงระบบการบริหารคุณภาพสินทรัพย์ให้ทัดเทียมระบบสากล และยังได้ขาย NPL ออกไปจำนวน 15,000 ล้านบาท ในเดือนพฤษภาคม 2552 อีกทั้งยังกำลังดำเนินแผนกลยุทธ์เพื่อเสริมสร้างฐานธุรกิจ ซึ่งรวมถึง การปรับปรุงระบบดำเนินงานของสาขา (Branch Transformation) การปรับปรุงระบบบุคลากร (HR Transformation) และการพัฒนาธุรกิจรายย่อยสู้ระบบมาตรฐานสากลปัจจุบัน ธนาคารมีสินทรัพย์รวมทั้งสิ้น 601,379 ล้านบาท โดยมี กระทรวงการคลังถือหุ้น 26.1% และ ING Group 25.2%

ขณะเดียวกัน นายสรสิทธิ์ สุนทรเกศ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็ออกมากล่าวยืนยันว่า แบงก์ทหารไทย ไม่มีปัญหาเรื่องฐานะ แม้ทางบริษัทจัดอันดับเครดิตความน่าเชื่อถือ Moody’s Investors Service ได้ ทบทวนอันดับความน่าเชื่อถือของธนาคารจาก ระดับ Baa2/Prime 2 มาเป็น Baa3/Prime 3

ทั้งนี้ กองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS) ในเดือนพฤษภาคม 2552 ของธนาคารทหารไทย อยู่ที่ 14.59% เทียบกับทั้งระบบที่อยู่ที่ 15% ถือว่ายังสูง ขณะที่หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ลดเหลือ 14% จาก 15%

สำหรับในส่วนของผู้ถือหุ้นใหญ่ของธนาคาร ได้แก่ ING BANK N.V. กระทรวงการคลัง และ DBS BANK ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร แม้กระทรวงการคลังจะมีการลดสัดส่วนการถือหุ้น แต่เป็นการลดสัดส่วนเพื่อเปิดทางให้ทางกุ่ม ING เข้ามาถือหุ้น

123 | Page 1 | Page 2 | Page 3 | Page 4 | Page 5 | Page 6 | Page 7 | Page 8 | Page 9Page 10

กองทุน พันธบัตรเกาหลีใต้ ขายดีเทน้ำเทท่า บลจ.บัวหลวง คลอด 3 กองทุนล่าสุด โกยเงินอีก 6,000 ล้านบาท หลังดีมานด์ล้นเต็มทุกกองทุน ขณะที่ บลจ.กสิกรไทย ไม่น้อยหน้า ปิดกองพันธบัตรเกาหลี 1 ปีก่อนกำหนด ส่วนกองอายุ 10 เดือนยังเปิดขายตามกำหนดเดิม แม้ยอดจองซื้อเข้ามาต่อเนื่อง

นางวรวรรณ ธาราภูมิ

นางวรวรรณ ธาราภูมิ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) บัวหลวง จำกัด เปิดเผยว่า ในระหว่างวันที่ 12 – 18 มิถุนายน 2552 นี้ บริษัทจะเปิดขายกองทุนเพิ่มขึ้นอีก 3 กองทุน ประกอบด้วย 1. กองทุนรวมบัวหลวงธนสา


© 2007 Nuk Long Tun : นักลงทุน | สร้างบล็อกฟรี : SEO : รถมือสอง : Football Shirt : coupon : ชุดเดรส : Wedding Hairstyles : shopping blog : ที่พักชะอำ : Football Shirt : ลงโฆษณาฟรี : หอพัก : ดาวน์โหลดโปรแกรม : ของชำร่วย : wedding cake : นาฬิกาข้อมือ | Powered by Wordpress