บลจ.ทิสโก้ เชื่อเศรษฐกิจฟื้นส่งผลดีต่อตลาดหุ้น เตรียมเปิดขายกองทุนผสม ทรัพย์สมดุล 80/20 ระหว่างวันนี้ถึง 5 กุมภาพันธ์ มั่นใจสร้างผลตอบแทนในระดับ 4-5% ได้ แม้มีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นเพียง 20%

นายธีรนาถ รุจิเมธาภาส กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า จากการที่ภาวะเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มที่กำลังฟื้นตัวน่าจะส่งผลดีต่อการลงทุน ในตลาดหุ้น และผู้ลงทุนควรหาจังหวะเข้าลงทุนเพื่อให้ผลตอบแทนโดยรวมดีขึ้น

โดยที่ผ่านมา บลจ.ทิสโก้ได้ทำเสนอกองทุนใหม่ๆ ให้กับนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง และล่าสุดจะทำการเปิดขายกองทุนใหม่อีกหนึ่งกองทุนได้แก่ “กองทุนเปิด ทิสโก้ ทรัพย์สมดุล 80/20” ( TISCO Balanced Growth Fund 80/20 ) ระหว่างวันที่ 26 ม.ค. – 5 ก.พ. เพื่อเป็นทางเลือกให้กับนักลงทุน

สำหรับกองทุนดังกล่าว เป็นกองทุนผสมแบบกำหนดสัดส่วนการลงทุน ที่เน้นลงทุนในตราสารหนี้ไทยคุณภาพดีไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 และสัดส่วนที่เหลืออีกไม่เกินร้อยละ 20 จะลงทุนในตราสารแห่งทุนที่มีพื้นฐานดี ซึ่งจะเป็นส่วนช่วยเพิ่มทางเลือกของนักลงทุนที่ต้องการโอกาสรับผลตอบแทนจาก การลงทุนที่สูงขึ้นได้อีกทาง

” ในปีที่ผ่านมาบลจ.ทิสโก้ มีผลการดำเนินงานที่ดีโดยเฉพาะกองทุนหุ้นที่สามารถติดอยู่ในลำดับต้นๆ จากตารางการจัดอันดับของสมาคมบริษัทจัดการลงทุน จึงพยายามหาโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง แต่เนื่องจากผลตอบแทนการลงทุนในตราสารหนี้เพียงอย่างเดียวแม้จะยังดีอยู่ บ้างแต่ก็เริ่มลดลงมาด้วยเช่นกัน โดยกองทุนเปิดกองใหม่นี้ บลจ. ตั้งเป้าไว้เพื่อเสนอขายให้กับผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงในการลงทุนได้บ้าง แต่ไม่มากนัก จึงยังคงมีความจำเป็นที่จะต้องกำหนดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นเอาไว้ไม่เกินร้อย ละ 20″นายธีรนาถกล่าว

นายธีรนาถ กล่าวต่อว่า แม้กองทุนนี้จะลงทุนในหุ้นไม่มาก แต่หากพิจารณาถึงการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่มองว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์ น่าจะไปถึง 800-850 จุด ได้ในปี 2553นี้ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นผลตอบแทนที่คาดหวังของกองทุนน่าจะอยู่ประมาณร้อยละ 4-5 หากเริ่มลงทุนในระดับดัชนีตลาดหุ้นตอนนี้

นอกจากนี้จุดเด่นกองทุนยังอยู่ที่เป็นกองทุนเปิดมีสภาพคล่องสูง ซื้อขายหน่วยลงทุนได้ทุกวันทำการ ทำให้ผู้ลงทุนจัดสรรเงินลงทุนได้อย่างเต็มที่ และผลตอบแทนไม่ต้องเสียภาษีเงินได้เฉพาะบุคคลธรรมดา จึงเป็นทางเลือกสำหรับนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารหนี้ และสามารถรับความผันผวนบางส่วนจากราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ได้

จาก manager

นาย วิน อุดมรัชต์วนิชย์ ผู้จัดการกองทุนอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) แอสเซท พลัส จำกัด กล่าวว่า ภาพรวมแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยตราสารหนี้ในประเทศน่าจะมีแนวโน้มปรับขึ้นตลอดใน ช่วง 1-2 ปีข้างหน้า จากการปรับตัวของเศรษฐกิจทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ซึ่งน่าจะเริ่มเห็นผลตั้งแต่ประมาณสิ้นไตรมาส 4 ของปีนี้ หรือต้นไตรมาส 1 ปี 2553 โดย ระดับการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยจะขึ้นอยู่กับราคาของสินค้าโภคภันฑ์ เช่น ราคาน้ำมัน และราคาเหล็ก ทำให้มีความเป็นไปได้ว่าอัตราเงินเฟ้อน่าจะปรับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 3-5%ในอีก 2-3 ปีข้างหน้านี้ ซึ่งเป็นระดับอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยในช่วงเศรษฐกิจเติบโตของไทย

สำหรับแนวโน้มการลงทุนในตราสารหนี้ในช่วงสั้น จากการประมาณการค่าเฉลี่ยของอัตราเงินเฟ้อที่คาดหวังระหว่างปี 2552-2553 คาดว่าจะเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1.5-2.5% ต่อปี ในขณะที่ ปัจจุบันเงินเฟ้อยังติดลบ และมีแนวโน้มว่าจะติดลบจนถึงประมาณต้นไตรมาส 4 ดังนั้น การลงทุนในช่วงระยะเวลา 2 ปี เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่สามารถชนะอัตราเงินเฟ้อ และชดเชยความเสี่ยงจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอนาคต หากการลงทุนสามารถได้รับผลตอบแทนในระดับที่สูงกว่า 3% น่าจะเป็นการลงทุนที่เหมาะสม

นายวินกล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับประเทศเกาหลีใต้ยังคงมีความน่าสนใจในการลงทุน จากระดับเงินทุนสํารองระหว่างประเทศ ที่อยู่ในระดับสูงที่ 245 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ประกอบกับอัตราส่วนหนี้สินต่างประเทศต่อระดับเงินทุนสํารองมีการปรับลดลง ตลอดช่วงวิกฤตเศรษฐกิจที่ผ่านมา อีกทั้งอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในไตรมาส 2 อยู่ที่ระดับ 2.60% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงไตรมาส 1 เป็นผลจากการใช้จ่ายภาครัฐบาล การลดอัตราดอกเบี้ย ซึ่งโดยรวมแสดงให้เห็นว่าประเทศเกาหลีใต้ มีการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและมีความสามารถในการชําระหนี้อยู่ในระดับที่ดี

ทั้งนี้ บริษัทกำลังเปิดเสนอขาย IPO กองทุนเปิดเอฟไอเอฟตราสารหนี้ 2Y (FIF-FIXED2Y) เป็นกองทุนต่างประเทศ โดยลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลเกาหลีใต้ (Korea Monetary Stabilization Bond (MSB)) และ/หรือ Export-Import Bank of Korea (KEXIM) และ/หรือ Korea Development Bank (KDB) รอบการลงทุนประมาณ 2 ปี โดยคาดว่ากองทุนจะสามารถให้ผลตอบแทนหลังจากทำธุรกรรมป้องกันความเสี่ยง เต็มจำนวนและหักค่าใช้จ่ายกองทุนแล้ว อยู่ที่ประมาณ 3.40% ต่อปี โดยกองทุนจะจ่ายคืนผลตอบแทนอัตโนมัติให้กับผู้ถือหน่วยลงทุนทุกๆ 6 เดือน เพื่อสร้างกระแสเงินสดคืนให้กับลูกค้าระหว่างทาง และจะเสนอขายหน่วยลงทุนตั้งแต่วันที่ 9-11 กันยายนนี้

ด้านบลจ. ธนชาต รายงานว่า ขณะนี้บริษัทกำลังเปิดขายกองทุนตราสารหนี้ที่มีนโยบายลงทุนในพันธบัตรเกาหลี ใต้เพิ่มขึ้นอีก 3 กองทุน ประกอบด้วย 1.กองทุนเปิดธนชาตตราสารหนี้ต่างประเทศ 19 (T-FixFIF 19) อายุโครงการประมาณ 1 ปี 11 เดือน 2. กองทุนเปิดธนชาตตราสารหนี้ต่างประเทศ 22 (T-FixFIF 22) อายุโครงการประมาณ 10 – 12 เดือน และ 3. กองทุนเปิดธนชาตตราสารหนี้ต่างประเทศ 24 (T-FixFIF 24) อายุโครงการประมาณ 6 เดือน โดยทั้ง 3 กองทุนมีมูลค่าโครงการละ 1,400 ล้านบาท เริ่มไอพีโอแล้ววันนี้ – 14 กันยายน 2552

ขณะที่ บลจ. ไทยพาณิชย์ ก็อยู่ระหว่างเปิดขายกองทุนเปิดไทยพาณิชย์ ฟอร์เรน โนท 9M12 (SCBFRN9M12) มูลค่าโครงการ 1,500 ล้านบาท อายุโครงการประมาณ 9 เดือน กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ ฟอร์เรน โนท 1Y29 (SCBFRN1Y29) มูลค่าโครงการ 2,000 ล

บลจ.ยูโอบี (ไทย) เผยแผนงานครึ่งปีหลัง ขยายขอบเขตลงทุนกว้างขึ้น เน้นลงทุนในตราสารหนี้ และหุ้น พร้อมตั้งเป้ารักษาฐานกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และดึงลูกค้าพ้นวัยเกษียณอายุมาลงทุนต่อในสินทรัพย์อื่น เดินหน้ารับจ้างเอาท์ซอร์สให้บริษัทอื่น หวังเพิ่มปริมาณลูกค้ากองทุนส่วนบุคคล

นายวนา พูลผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ยูโอบี (ไทย) จำกัด เปิดเผยว่า แผนงานของบริษัทในช่วงครึ่งปีหลังจะมีขอบเขตการลงทุนกว้างมากขึ้น โดยจะเน้นลงทุนในตราสารหนี้ และหุ้น เพราะว่าภาวะเศรษฐกิจมีแนวโน้มดีขึ้น แต่กองทุนที่ออกมาจะต้องเหมาะสมกับนักลงทุนที่เล่นหุ้นได้ โดยประเทศไทยไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง หลังจากเพิ่งประสบกับบาดเจ็บไปไม่นานนัก ส่วนราคาอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐอเมริกายังไม่แน่ใจว่าจะปรับลดลงไปอีกหรือ ไม่ คิดว่าเรื่องนี้ยังมีปัญหาอยู่บ้าง อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นในปัจจุบันได้สะท้อนถึงภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกรวดเร็วเกินไป คาดว่าราคาหุ้นในช่วงจากนี้ไปน่าจะปรับตัวลงมาเพื่อเป็นการปรับฐาน ซึ่งเยอรมนีและฝรั่งเศส ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ออกมาแสดงให้เห็นว่าได้ออกจากภาวะวิกฤติแล้ว ด้านญี่ปุ่นก็เช่นกัน ส่วนไทยค่อนข้างผันผวน แต่เคยผ่านภาวะวิกฤติเศรษฐกิจไม่นานมานี้

นายวนา กล่าวต่อว่า สำหรับธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) สามารถเติบโตไปเรื่อยๆ โดยจะพยายามรักษาฐานลูกค้า และเพิ่มลูกค้าให้มากขึ้น ซึ่งจะแยกออกเป็น 2 กลุ่มด้วยกัน ลูกค้ากลุ่มแรกลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ส่วนกลุ่มที่ 2 เป็นนักลงทุนที่ใกล้จะพ้นวัยเกษียณอายุ เพราะว่าหลังเกษียณอายุแล้วก็ไม่ได้ลงทุนในกองสำรองเลี้ยงชีพอีก ส่งผลให้ต้องไปลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ ด้วยตนเองแทน ซึ่งมองว่ายังมีโอกาสที่เข้าไปเจาะตรงนั้นได้ ส่วนกองทุนส่วนบุคคล (Private Fund) นักลงทุนบางคนไม่มีเวลาศึกษาเอง โดยบริษัทจะเข้าไปให้คำแนะนำการลงทุนให้ และในปัจจุบันมองว่าสามารถเข้าไปลงทุนในต่างประเทศได้แล้ว ซึ่งจะช่วยให้นักลงทุนตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ในภาวะเศรษฐกิจอย่างนี้น่าจะไปได้เรื่อยๆ และในปัจจุบันสัดส่วนการลงทุนของกองทุนนี้ค่อนข้างกระจาย โดยในแง่บัญชีจะมีนักลงทุนประเภทบุคคลธรรมดาค่อนข้างมาก ขณะที่หากวัดกันที่มูลค่าสินทรัพย์จะเป็นนักลงทุนประเภทสถาบันที่มีจำนวน มากกว่า

ปัจจุบัน มูลค่าสินทรัพย์ของกองทุนส่วนบุคคลอยุ่ที่ 4,000 ล้านบาท โดยนักลงทุนสนใจเข้ามาซื้อหุ้นมากขึ้น เพราะว่าเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนกลับมาให้ความสนใจซื้อหุ้น เชื่อว่าหลักทรัพย์เป็นโอกาสอีกครั้ง ขณะเดียวกัน นักลงทุนที่จะเข้ามาลงทุนแบบกองทุนส่วนบุคคลจะต้องสามารถยอมรับความเสี่ยง ได้สูง โดยจะหาเอกชนรองรับกองทุน ทั้งนี้ บริษัทจะไปเจาะด้านเอาท์ซอร์ส เพื่อนำเสนอให้บริษัทที่ต้องการลงทุน โดยบางบริษัทอาจจะมีฝ่ายลงทุนเป็นของตนเอง แต่หากบริษัทดังกล่าวว่าจ้างบลจ.ยูโอบีมาช่วยดูแลการลงทุน อาจจะช่วยประหยัดต้นทุนค่าใช้จ่ายได้มากกว่า ซึ่งในส่วนของธนาคารยูโอบีก็มีการแนะนำการลงทุนด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีความหลาก หลาย เชื่อว่ายังมีโอกาสอีกมาก แต่ต้องรอโอกาสและจังหวะ  ทั้งนี้ ลูกค้าบางส่วนจะมาจากธนาคารยูโอบี และผ่านทางการแนะนำของลูกค้าเดิม

นายวนา กล่าวว่า นักลงทุนที่เข้าลงทุนในตราสารหนี้ในส่วนของกองทุนส่วนบุคคล จะต้องมีเงินลงทุนประมาณ 100 ล้านบาทขึ้นไปจึงจะสามารถกระจายการลงทุนได้อย่างเหมาะสม ขณะที่การลงทุนในหุ้น นักลงทุนมีเงินลงทุนตั้งแต่ 50 ล้านบาทขึ้นไปก็สามารถลงทุนได้แล้ว เพราะว่าหุ้นมีสภาพคล่องสูงกว่า แต่ไม่ได้ปิดโอกาสลูกค้าที่มีวงเงินลงทุนไม่ถึงจำนวนดังกล่าวเข้ามาลงทุน โดยที่ผ่านมา นักลงทุนอาจจะเจ็บไปมาก แต่ส่วนใหญ่บริษัทจะดูที่ศักยภาพของนักลงทุนเป็นหลัก หากมีศักยภาพที่ดีอาจจะเริ่มต้นด้วยวงเงินลงทุนที่ต่ำกว่าที่บริษัทตั้งไว้ ได้

บลจ.ทิสโก้ เล็งออกกองดัชนี-เซคเตอร์ฟันด์ เพิ่มโปรดักซ์กระจายเสี่ยงให้นักลงทุน ระบุกองนิวซี่แลนด์ขยายอายุกองไร้ปัญหา นักลงทุนให้มติเรียบร้อย ส่วนกองออสเตรเลียผลตอบแทนกระเตือง เอ็นเอวีล่าสุดทะลุ 10 บาท ส่วนจะขยายอายุกองหรือไม่ต้องตามใจนักลงทุน

นายธีรนาถ รุจิเมธาภาส

นายธีรนาถ รุจิเมธาภาส กรรมการผู้จัดการบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) ทิสโก้ เปิดเผยว่า การขยายอายุกองทุนพันธบัตรนิวซีแลนด์ของบริษัทปัจจุบันได้ขอมติต่อผู้ถือ หน่วยลงทุนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นไปตามข้อบังคับในการขยายเวลากองทุนที่จะต้องยื่นของมติจากผู้ถือ หน่วยลงทุนทุกครั้ง อย่างไรก็ตามการขยายเวลาในครั้งนี้บริษัทได้ตั้งเงื่อนไขการยุบกองทุนเอาไว้ เมื่อมูลค่าหน่วยลงทุน(เอนเอวี) เป็นไปตามเป้าหมายที่ได้ตกลงไว้กับผู้ถือหน่วย

ทั้งนี้ ในส่วนของกองทุนพันธบัตรออสเตรเลีย ขณะนี้บริษัทยังไม่ได้ทำการข้อมติขยายอายุกองทุน เนื่องจากกองทุนนี้ยังไม่ครบกำหนดอายุโครงการตามหนังสือชี้ชวนที่ให้ไว้ใน ตอนแรก นอกจากนี้ผลงานของกองทุนนี้ยังปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนมีมูลค่าหน่วยลงทุนในปัจจุบันเกิน 10.00 บาทต่อหน่วยไปแล้ว อย่างไรหากนักลงทุนมติต้องการขยายเวลาลงทุนก็สามารถทำได้เช่นกัน

“ตอนนี้เอ็นเอวีกองออสซี่มันเกิน 10 บาทไปแล้ว แต่มันจะไปครบกำหนดในช่วงเดือนกันยา ซึ่งถ้านักลงทุนจะยืดอายุก็ได้เมื่อถึงตอนนั้น แต่ต้องมีมติออกมา และอาจจมีการตั้งเป้ายุบกองเอาไว้เหมือนกัน ซึ่งจะเป็น 11 บาทหรือเท่าไรก็ว่ากันไป แต่ถึงอย่างไรเขาก็จะได้ผลตอบแทนตามดอกเบี้ยที่พันธบัตรให้ไว้อยู่แล้ว”นาย ธีรนาถกล่าว

นายธีรนาถ กล่าวอีกว่า สำหรับแนวโน้มของกองทุนนี้จะขึ้นอยู่กับเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนที่เราเปิด ช่องเอาไว้ ซึ่งปัจจุบันค่าเงินของประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์มีแนวโน้มปรับตัวดี ขึ้นเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์ โดยเฉพาะในส่วนของประเทศออสเตรเลียที่ปรับตัวแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง และในอนาคตก็น่าจะดีขึ้นกว่านี้หลังจากที่เศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น

“น้ำมันขึ้นมันก็มีส่วนเกี่ยวกับออสเตรเลียเพราะ เขาเป็นผู้ส่งออก ซึ่งถ้าเศรษฐกิจฟื้นเชื่อว่าก็น่าจะเป็นผลดีในด้านค่าเงินและราคาน้ำมันของ ออสเตรเลียได้”นายธีรนาถกล่าว

ส่วนการเปิดขายกองทุนประเภทนี้เพิ่มเติมนั้น นายธีรนาถ กล่าวว่า คงจะต้องรอดูสถาการณ์และความต้องการของนักลงทุนก่อน ซึ่งขณะนี้บริษัทน่าจะมีกองทุนประเภทอื่นออกมาขายให้นักลงทุนไปก่อน ส่วนหลังจากนี้ที่ดูอยู่ก็น่าจะเป็นประเภทกองทุนดัชนี(Index Fund) และ กองทุนเซคเตอร์ฟันด์ โดยบริษัทอยากมีสินค้าให้ครบทุกประเภท เพื่อให้นักลงทุนสามารถกระจายการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“เจ้าหน้าที่เราจะแนะนำตลอดว่าให้น้ำหนักอะไรช่วงไหน ซึ่งเราก็อยากมีโปรดักซ์ให้ครบไลน์ เพื่อจะได้จัดสรรประเภทสินทรัพย์ให้ได้สัดส่วนตามผลตอบแทนและความเสี่ยงที่ ลูกค้าต้องการ(asset allocation”นายธีรนาถกล่าว

เมื่อวันเสาร์ที่ ผ่านมา ผมและทีมงานบริษัท เน็กซ์วิว (ประเทศไทย) จำกัด รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้รับการตอบรับเข้าร่วมงานสัมมนาภายใต้หัวข้อ “Technical Talk” ตอน “กลยุทธ์ทางเทคนิคพิชิตการลงทุนในไตรมาส 3” ณ ห้อง 701 ชั้น 7 อาคารสาทรธานี 1 โดยมีนักลงทุนเข้าร่วมสัมมนามากกว่า 100 คน จนต้องเสริมเก้าอี้เพิ่มจำนวนหนึ่ง และต้องขอขอบคุณทางนิตยสาร Stock Review ที่ได้นำหนังสือดีๆ ที่มีความรู้ มาแจกให้กับนักลงทุนที่เข้าร่วมงานได้เพิ่มพูนความรู้ด้านการลงทุนให้มาก ขึ้น

สินค้ายอดฮิตที่นักลงทุนสนใจกันมาก และมีคำถามค่อนข้างเยอะ คือ การลงทุนในทองคำ ซึ่งรวมทั้ง “ทองคำแท่ง” และ “Gold Futures” ซึ่งส่วนใหญ่ มักจะถามว่า ราคาทองคำในตลาดโลก มีโอกาสปรับตัวลดลงได้อีกไหม ถ้าเทียบเป็นราคาทองคำในบ้านเราแล้วละก็ จะมีโอกาสหลุด 14,000 บาท หรือไม่ ถ้าจะให้ตอบกันตรงไปตรงมา ก็คงต้องวิเคราะห์ดูแนวโน้มการเคลื่อนไหวจากกราฟกันดูครับ

รูปที่ 1 การเคลื่อนไหวของราคาทองคำในตลาดโลก ราคา ณ วันที่ 14 กรกฎาคม 2552 ก่อนปิดตลาด

สำหรับราคาทองคำในตลาดโลกนั้น หากพิจารณาจากกราฟ จะเห็นว่า การเคลื่อนไหวของราครทองคำ กำลังอยู่ในช่วง Sideway (ซึ่งในทางปฏิบัติ มักไม่นิยมซื้อ-ขาย กันสักเท่าไหร่ เนื่องจากเป็นการยากที่จะประเมินทิศทางการเคลื่อนไหว ว่าจะลงหรือจะขึ้น ในอนาคต)

ผมขออนุญาตแบ่งแนวทางการลงทุนในทองคำ ออกเป็น 2 แนวทางคือ ผู้ที่ลงทุนในทองคำแท่ง และผู้ที่สนใจเก็งกำไรใน Gold Futures โดยผู้ที่สนใจลงทุนในทองคำแท่ง ควรรอให้ราคาทองคำภายในประเทศ ปรับตัวลดลงต่ำกว่า 14,500 บาทก่อน จากนั้นจึงทยอยเข้าซื้อ เพื่อรอการเก็งกำไรในช่วงไตรมาสแรกของปีหน้า (2553) อันเนื่องมาจากทิศทางของราคาทองคำนั้น มีโอกาสปรับตัวลดลงค่อนข้างเห็นได้ชัด เพียงแต่ต้องรอเวลาเท่านั้นเอง ส่วนนักลงทุน ที่ต้องการเก็งกำไรใน Gold Futures ควรรอให้ราคาทองคำในตลาดโลก ปรับตัวลดลงกว่า 880USD ถึงจะเข้าทำสัญญา Short ได้ ในทางกลับกัน สำหรับนักลงทุนที่ต้องการซื้อล่วงหน้า หรือ Long นั้น สามารถเข้าทำสัญญาได้หากราคาทองคำปรับขึ้นไปทะลุ 1,000 USD ได้สำเร็จ ไม่เช่นนั้น คุณอาจต้องเผชิญกับปัญหาความวิตกกังวล เกี่ยวกับการปรับตัว ขึ้น-ลง รายวัน ของทองคำก็เป็นได้

ในเชิงเทคนิคนั้น หลายคนคงไม่แปลกใจมากนัก ที่ราคาหุ้นบ้านเราในวันนี้ (วันที่ 14 กรกฎาคม 2552) ถึงได้ปรับตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัดขนาดนั้น จริงๆ แล้ว กลไกดังกล่าว เกิดมาจากการเหวี่ยงตัวของราคาตามดัชนีต่างประเทศ ที่ปรับตัวขึ้นมาปิดช่องว่าง (Gap) เมื่อวานนั่นเอง (HIS) หรือถ้าในส่วนของดัชนีดาวน์โจน คือ การแกว่งตัวของราคาตามรูปแบบที่เรียกว่า Double Bottom นั่นเอง

รูปที่ 2 การเคลื่อนไหวของดัชนีดาวน์โจน ในกราฟรายชั่วโมง ที่แสดงให้เห็นถึงการปรับตัวเป็นขาขึ้น สอดคล้องกับทฤษฏี Chart Pattern ในรูปแบบ Double Bottom ที่ส่งผลทำให้ดัชนีในภูมิภาคปรับตัวขึ้นตามในระยะสั้นๆ

โดยส่วนตัวหากผมใช้หุ้นที่มีน้ำหนักสูง เช่น หุ้น ปตท. เป็นตัวแทนวัดการเคลื่อนไหวของตลาดนั้น นักลงทุนอาจได้เห็นหุ้นดังกล่าวมีราคาปรับตัวลงไปในระดับ 200 บาท หรือต่ำกว่า ได้ในเวลาไม่นาน อันเนื่องมาจากรูปแบบ Topping ที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ราคาหุ้นดังกล่าว ได้ปรับตัวขึ้นมาในตำแหน่งที่สูงสุดแล้ว จึงเป็นการยาก ที่จะปรับตัวขึ้นอีกครั้ง และจากการที่หุ้นดังกล่าว เป็นตัวชี้นำตลาดได้เป็นอย่างดี ผมจึงมั่นใจว่า ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ จะมีโอกาสปรับตัวลดลงได้อีกครั้ง จึงขอให้นักลงทุนทุกคนจับตาดูให้ดี หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเข้าดูได้ที่เว็บไซต์ www.technicalday.com

สำนักงาน ก.ล.ต. ยืดหยุ่นเกณฑ์จัดตั้งกองทุนรวมสาธารณูปโภค ลดขนาดกองทุนขั้นต่ำลงเหลือ 5,000 ล้านบาท พร้อมเปิดช่อง ลงทุนในโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง หรือแล้วเสร็จ 100% ได้ แถมใจอ่อน ไฟเขียวผู้จัดการกองทุนรวมทั่วไป บริหารกองทุน ล่าสุด ก.ล.ต. เตรียมเรียกหน่วยงานเฮียร์ริ่งอีกรอบ เชื่อได้ขอสรุปหลักเกณฑ์เร็วๆนี้ ด้าน “พิชิต” ขานรับ หนุนแผนระดมทุนได้ง่ายขึ้น

นายพิชิต อัคราทิตย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ผ่อนคลายหลักเกณฑ์การจัดตั้งกองทุนรวมสาธารณูปโภค หรืออินฟาสตรักเจอร์ฟันด์มากขึ้นแล้ว โดยล่าสุด มีการยืดหยุ่นให้กองทุนสามารถจัดตั้งกองทุนด้วยมูลค่าโครงการขั้นต่ำ 5,000 ล้านบาท จากเดิมที่กำหนดกรอบเอาไว้ที่ 10,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังขยายกรอบการลงทุนให้สามารถลงทุนในโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ไปจนถึงโครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ 100% ซึ่งในส่วนนี้ถือว่ายิดหยุ่นมากกว่าหลักเกณฑ์เดิมที่กำหนดให้สามารถลงทุนได้ ในโครงการที่ก่อสร้างแล้วเส็จ 80% ขึ้นไป

สำหรับผู้จัดการกองทุนที่จะเข้ามาบริหารจัดการกองทุน จากเดิมที่กำหนดกรอบไว้เฉพาะผู้จัดการกองทุนอสังหาริมทรัพย์เท่านั้น ก็เปิดกว้างให้ผู้จัดการกองทุนรวมทั่วไป สามารถบริหารจัดการกองทุนได้ ส่วนหลักเกณฑ์ในการกู้ยืมเงินนั้น ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง โดยยังคงสัดส่วนเดิมเอาไว้ที่ 10% เช่นเดิม

อย่างไรก็ตาม เร็วๆนี้ สำนักงาน ก.ล.ต. จะมีการเรียกประชุมเพื่อขอแสดงความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง เพื่อหาข้อสรุปในหลักเกณฑ์ดังกล่าว ซึ่งการหารือในครั้งนี้ น่าจะได้ข้อสรุปแล้ว และคาดว่าภายหลังจากสรุปหลักเกณฑ์และออกเป็นประกาศบังคับใช้แล้ว อีกประมาณ 2 เดือนอาจจะได้เห็นกองทุน

นายพิชิตกล่าวว่า การที่หลักเกณฑ์มีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยเฉพาะการกำหนดมูลค่าโครงการขั่นต่ำจาก 10,000 ล้านบาทเป็น 5,000 ล้านบาท จะทำให้จัดตั้งกองทุนได้ง่ายขึ้น และน่าจะขายกองทุนได้ง่ายขึ้น ทั้งนี้ มองว่าการลงทุนในระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน ผ่านอินฟาสตรักเจอร์ ฟันด์ นั้น จะได้รับความสนใจจากนักลงทุน เพราะในต่างประเทศเอง ให้ผลตอบแทนที่สูงถึง 10-18% ซึ่งสูงกว่าผลตอบแทนของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ที่ประมาณ 7% ดังนั้น จึงต้องการให้รัฐบาลเร่งแก้กฎเกณฑ์ที่จะเป็นอุปสรรคต่อการจัดตั้งกองทุน ซึ่งจะช่วยให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ลงทุน

“หากรัฐบาลอนุญาตให้ตั้งกองทุนเพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานได้แล้ว น่าจะได้รับความสนใจจากประชาชน เข้าซื้อหน่วยลงทุนถึงแม้จะมีความเสี่ยงต่อการลงทุนสูง ก็จะได้รับผลตอบแทนสูง เช่น กองทุนที่ตั้งในต่างประเทศได้ผลตอบแทนประมาณร้อยละ 10-18 เพื่อระดมทุนสร้างเขื่อน สนามบิน โรงไฟฟ้า ซึ่งถือเป็นการออมเงินในระยะยาวได้อีกทางหนึ่ง”นายพิชิตกล่าว

ส่วนความคืบหน้าของกองทุนวายุภักษ์ 2 ซึ่งถือเป็นเครื่องมือหนึ่งในการระดมทุนเพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานนั้น มองว่าขณะนี้รัฐบาลยังมีความสามารถในการกู้เงินได้อยู่ ดังนั้น จึงน่าจะยังไม่เห็นในช่วงนี้ อย่างไรก็ตาม กองทุนวายุภักษ์ ยังคงเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการระดมทุนของรัฐบาล โดย 6 ปีที่ผ่านมา กองทุนวายุภักษ์ 1 ได้ส่งเงินให้กับรัฐบาลไปแล้วร่วม 40,000 ล้านบาทโดยไม่ก่อให้เกิดหนี้สาธารณะเลย

“บลจ.เอ็มเอฟซีเองสนใจตั้งกองทุนสาธารณูปโภคอยู่แล้ว แต่ขึ้นอยู่กับว่าภาครัฐเอง จะต้องการให้เอกชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการลงทุนครั้งนี้หรือไม่ เพราะขณะนี้ รัฐบาลยังมีความสามารถในการกู้เงินอยู่ อย่างไรก็ตาม การที่ พ.ร.ก.และ พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจจำนวน 8 แสนล้านบาท ผ่านความเห็นชอบจากสภาฯ น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีให้ภาคเอกชนกล้าที่จะเริ่มลงทุนตามภาครัฐ ซึ่งผลจากการใส่เม็ดเงินลงสู่เศรษฐกิจในระยะสั้นนั้น จะช่วยให้จีดีพีปรับตัวสูงขึ้น แต่ในระยะยาวจะเป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการแข่งขันในอนาคต” นายพิชิตกล่าว

ก่อนหน้านี้ สำนักงานก.ล.ต. รายงานความคืบหน้าการจัดตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Mutual Fund) ว่า สำนักงาน ก.ล.ต. ได้จัดรับฟังความคิดเห็นไปบ้างแล้ว ในเบื้องต้นได้กำหนดขนาดกองทุนไว้ที่ 10,000 ล้านบาท โดยให้ลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานได้ทั้งในโครงการที่มีรายได้แล้ว และโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง ขณะเดียวกัน ยังอนุญาตให้สามารถแบ่งหน่วยลงทุนเป็นหลายประเภทได้ พร้อมเปิดทางให้กู้ยืมได้ยืดหยุ่นกว่ากองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ด้วย ซึ่งหลักเกณฑ์ในส่วนนี้ ยังต้องศึกษารูปแบบกองทุนชัดเจน ก่อนจะออกเป็นประกาศต่อไป

สำหรับบริษัทจัดการที่สนใจลงทุนใน โครงสร้างพื้นฐาน จอกจากบลจ.เอ็มเอฟซีแล้ว บลจ. กรุงไทย จำกัด (มหาชน) ก็ให้ความสนใจเช่นกัน โดยก่อนหน้านี้ นายสมชัย บุญนำสิริ กรรมการผู้จัดการ บลจ.กรุงไทย เปิดเผยว่า บริษัทสนใจตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานที่ลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคเช่น กัน โดยที่ผ่านมา อยู่ระหว่างการศึกษาการจัดตั้งกองทุนและมีการพูดคุยกับหน่วยงานราชการอยู่ อย่างต่อเนื่อง เช่น กรมทางหลวง การทางพิเศษแห่งประเทศไทย แต่อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้คงต้องรอให้หลักเกณฑ์การจัดตั้งกองทุนของสำนักงาน ก.ล.ต. ออกมาอย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรมก่อน

บลจ.อเบอร์ดีนเผย เม็ดเงินทะลักเข้าตลาดเกิดใหม่แล้วกว่าหมื่นล้านเหรียญ อานิสงส์นักลงทุนพร้อมใจ ควักเงินสดออกมาลงทุน หลังมั่นใจต่อเศรษฐกิจโลก แม้ปัจจัยพื้นฐานยังไม่ดีขึ้น หุ้นกลุ่มไอทีและพลังงานพุ่งแรงสุด ประเมินตลาดเอเชีย ยังไปได้ต่อได้อีกในระยะยาว แม้ราคาหุ้นขยับขึ้นสูงแล้ว แนะจับจังหวะเข้าลงทุน หากราคามีการปรับฐาน

นายคริสโตเฟอร ์ หว่อง ผู้จัดการกองทุนในทีมตราสารทุนเอเชีย กลุ่มอเบอร์ดีน เปิดเผยถึง ภาวะตลาดหุ้นของกลุ่มประเทศเกิดใหม่ (Emerging Market) ทั่วโลกว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาตลาดหุ้นของกลุ่มประเทศเกิดใหม่ มีอัตราการเติบโตสูงว่าตลาดหุ้นของประเทศที่พัฒนาแล้ว 3-4 เท่า แต่เมื่อเกิดวิกฤตสถาบันการเงินขึ้นมา ตลาดของประเทศเกิดใหม่ก็ปรับตัวลงไปอย่างแรงเช่นเดียวกัน แต่ขณะนี้หลังจากผ่านไตรมาสแรกของปีนี้ นับตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคมที่ผ่านมา ตลาดหุ้นของประเทศเกิดใหม่เริ่มปรับตัวขึ้นมาอย่างมากขณะที่ความผันผวนใน ตลาดก็เริ่มน้อยลง โดยมีเงินทุนไหลเข้าในตลาดประมาณ 1.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ และเมื่อเทียบกับในช่วงเวลาเดียวกันประเทศที่พัฒนาแล้วมีเงินทุนไหลออกไปจาก ตลาด 6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ

โดยดัชนี MSCI Emerging Market นั้น ได้ชี้ให้เห็นว่าหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศ มีการปรับตัวขึ้นมาอย่างแรงมากเมื่อเทียบกับในช่วงก่อนหน้าที่ลดลงไปอย่าง มาก เนื่องจากประเทศผู้ส่งออกสินค้าเหล่านี้ เช่น เกาหลีใต้ ฮ่องกง ได้รับผลกระทบจากการส่งออกไปยังหรัฐฯ ขณะที่ราคานํ้ามันที่เริ่มปรับตัวขึ้นนั้น เป็นอีกตัวหนึ่งที่ทำให้หุ้นในกลุ่มพลังงานปรับตัวขึ้นไปด้วยเช่นกัน ซึ่งเป็นผลมาจากตลาดเริ่มมีความเชื่อมั่นมากขึ้นเกี่ยวกับการฟื้นตัวของ เศรษฐกิจโลก ส่วนหุ้นในกลุ่มการอุปโภคบริโภคนั้นยังไม่ดีเท่ากับหุ้นในกลุ่ม เทคโนโลยีสารสนเทศ และกลุ่มพลังงาน

ทั้งนี้ เหตุที่ตลาดหุ้นของกลุ่มประเทศเกิดใหม่น่าลงทุนนั้น เนื่องจากประเทศเหล่านี้มีประชากรจำนวนมาก ทำให้การอุปโภคบริโภคภายในประเทศจึงมีสูง ขณะเดียวกันยังมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและสอดคล้องกันในระดับ ประเทศและระดับองค์กรธุรกิจ อีกทั้งประเทศเหล่านี้มีศึกษาถึงปัญหาทางเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา เพื่อป้องกันตนเองและมีการเน้นไปที่การลดภาระหนี้สินต่างๆ รวมทั้งปัจจัยในเรื่องของการส่งออกจำนวนมากด้วยเช่นกัน

ขณะเดียวกัน ในเรื่องของอัตราการออมนั้น กลุ่มประเทศเกิดใหม่มีอัตราการออมที่มากกว่าเมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนา แล้ว รวมทั้งเรื่องของการกู้เงินของภาคเอกชนนั้น มีการกู้ในระดับที่ไม่สูงนัก เนื่องจากมีงบดุลอยู่ในระดับดี ทำให้สถาบันการเงินสามารถปล่อยกู้เงินที่มีอยู่ได้ทันทีซึ่งต่างจากในสหรัฐฯ และยุโรปที่ต้องกู้เงินมาและทำการปล่อยกู้อีกทีหนึ่ง

นายคริสโตเฟอร ์ หว่อง กล่าวต่อว่า สำหรับราคาหุ้นของประเทศเกิดใหม่ที่มีราคาแพงนั้น มาจากราคาซื้อเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เมื่อเทียบกับหุ้นของกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งหุ้นบางกลุ่มมีราคาสูงจากฐานราคาในอดีตและตัวเลขผลประกอบการที่อยู่สูง อย่างไรก็ตาม แนวโน้มของตลาดหุ้นและการลงทุนในประเทศเกิดใหม่นั้น มีปัจจัยทางเทคนิคอีกมากที่สามารถช่วยหนุนตลาดหุ้นของประเทศเกิดใหม่ให้ปรับ ตัวขึ้นมาได้ในช่วงสั้นๆ ได้แก่ การที่ผู้จัดการกองทุนส่วนใหญ่ได้มีการถือเงินสดไว้จำนวนมากในช่วงที่ผ่านมา และนำเงินกลับเข้าลงทุนในตลาดหุ้นเมื่อเห็นว่าตลาดเริ่มมีแนวโน้มที่ปรับตัว ขึ้น

ขณะเดียวกันนโยบายการเงินของโลกที่ผ่อนคลายลง ส่งผลให้เกิดสภาพคล่องในระบบและไหลเข้าสู่การลงทุนในตราสารทางการเงิน รวมทั้งความมั่นใจของนักลงทุนที่มีมากขึ้น หลังจากมีข่าวเกี่ยวกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งสะท้อนมาจากตัวเลขรายได้ของภาคธุรกิจในไตรมาสแรกของปีนี้ที่ออกมาดีกว่า ที่คาดการณ์ไว้ แต่ภาวะตลาดดังกล่าวยังเทียบไม่ได้กับภาวะตลาดในช่วงที่อุปสงส์ปรับตัวขึ้น มาจากเรื่องของปัจจัยพื้นฐานอย่างแท้จริง

“เราอยากเห็นปัจจัยพื้นฐานที่เริ่มดีขึ้นซึ่งจะทำให้หุ้นปรับตัวขึ้น ไปอีก และหากหุ้นปรับตัวลงไปอีกก็ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีสำหรับนักลงทุนที่จะเข้าลง ทุน เพราะเรามองว่าในระยะ 3-5 ปีต่อจากนี้ หุ้นของกลุ่มประเทศเกิดใหม่จะโตต่อไปได้อีก”ผู้จัดการกองทุนในทีมตราสารทุน เอเชีย ระบุ

นอกจากยังกล่าวเสริมอีกว่า ในเรื่องของราคาหุ้นประเทศเกิดใหม่ทั่วโลกนั้น หุ้นของประเทศเกิดใหม่ในเอเชียขณะนี้ราคาขึ้นไปมากและมีราคาสูงกว่าประเทศ เกิดใหม่ในตะวันตกประมาณ 15-16เท่า และยังเชื่อว่าในระยะยาวแล้วจะมีเงินไหลเข้าลงทุนในประเทศเกิดใหม่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในเอเชีย ซึ่งผู้จัดการกองทุนจำนวนมากยังถือเงินสดกันอยู่ ถ้ามองตามเทคนิคแล้วหากบริษัทต่างๆเริ่มมีสถานการณ์ที่ดีขึ้น เชื่อว่าจะมีเงินทุนไหลเข้าไปลงทุนในภูมิภาคเอเชียได้อีก โดยเศรษฐกิจของโลกในปัจจุบัน มีการเข้าลงทุนอยู่ในตลาดเกิดใหม่มากขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็ยังคงมีเรื่องของความผันผวนเข้ามากระทบอยู่บ้างตามปกติของ ตลาดเกิดใหม่

สำหรับการลงทุนในหุ้นของประเทศเกิดใหม่นั้น คริสโตเฟอร ์ หว่อง ระบุว่า ทาง บลจ. อเบอร์ดีน ให้นํ้าหนักการลงทุนไปที่เอเชียและกลุ่มประเทศละตินอเมริกาเป็นหลัก โดยในกลุ่มละตินอเมริกานั้นมีสัดส่วนการลงทุนอยู่ประมาณ 26%

บลจ.อเบอร์ดี น มองกลุ่มประเทศเกิดใหม่แนวโน้มสดใส เหตุภาคสถาบันการเงินยังดี แม้ว่าที่ผ่านมาเงินทุนจากต่างประเทศจะหายไปมาก แต่ภาคการบริโภคในประเทศยังเป็นตัวดันเศรษฐกิจให้โต ล่าสุด ผลตอบแทนกอง”โกลบอล อีเมอร์จิ้ง โกรท ฟันด์” พุ่งต่อเนื่อง “ผู้บริหาร” เผยกลยุทธ์เลือกลงทุนหุ้นของบริษัทที่เป็นมาตรฐานโลก และสามารถประเมินแนวโน้มได้

นายชัยเกษม วัฒนศิริพงษ์

นายชัยเกษม วัฒนศิริพงษ์ หัวหน้าฝ่ายจัดจำหน่ายกองทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) อเบอร์ดีน จำกัด เปิดเผยถึง ภาวะเศรษฐกิจและตลาดหุ้นของประเทศเกิดใหม่ทั่วโลกว่า จากสถานการณ์ของวิกฤตที่มองว่าน่าจะผ่านจุดที่เลวร้ายที่สุดไปแล้ว จึงมองว่าเศรษฐกิจของประเทศเกิดใหม่น่าจะมีอัตราการเติบโตที่ดีในระยะยาว โดยจะเห็นได้ว่าสถาบันการเงินในประเทศเหล่านี้ไม่ได้รับผลกระทบเหมือนกับ สหรัฐฯและยุโรป อีกทั้งประเทศเหล่านี้มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มาจากการในเรื่องของ การอุปโภคบริโภคภายประเทศเป็นหลัก

ทั้งนี้ แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมากลุ่มประเทศเกิดใหม่จะได้รับผลกระทบจากวิกฤตสถาบันการ เงินทำให้เงินทุนจากต่างประเทศหายไป แต่แนวโน้มจากนี้มองว่าเงินลงทุนจะไหลเข้าสู่กลุ่มประเทศเหล่านี้ จะไม่ใช่เพียงแต่เงินลงทุนจากสหรัฐฯและยุโรปเท่านั้น แต่จะเป็นเงินทุนที่มาจากทั่วโลก

ส่วนในเรื่องของตลาดหุ้นนั้น แม้ว่าตลาดหุ้นของประเทศเกิดใหม่จะมีความผันผวนที่มากกว่ากลุ่มประเทศที่ พัฒนาแล้วอย่างสหรัฐฯและยุโรป แต่เชื่อว่าในระยะยาวแล้วกลุ่มประเทศเกิดใหม่สามารถให้ผลตอบแทนที่ดีได้ เพราะที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่ากลุ่มประเทศเกิดใหม่นั้นมีอัตราการเติบโตในอัตรา ที่สูงอย่างต่อเนื่อง

นายชัยเกษม กล่าวต่อว่า หุ้นของบริษัททั่วโลกที่เลือกเข้าไปลงทุนอยู่ในกองทุนเปิด อเบอร์ดีนโกลบอล อีเมอร์จิ้ง โกรท ฟันด์นั้น ทางบริษัทได้เลือกลงทุนในหุ้นที่สามารถให้ผลตอบแทนที่ดีรวมทั้งต้องเป็นหุ้น ของบริษัทที่สามารถคาดการณ์รวมถึงประเมิณตัวเลขต่างๆได้และต้องเป็นบริษัท ที่มาตรฐานระดับโลกด้วย

โดยในส่วนของกองทุนเปิด อเบอร์ดีน โกลบอล อีเมอร์จิ้ง โกรท ฟันด์นั้น ทางบริษัทได้เลือกลงทุนอยู่ในหุ้นบริษัทต่างๆกระจายกันไปทั่วโลกทั้งใน เอเชีย ยุโรป อเมริกา ละตินอเมริกาและแอฟริกาโดยให้นํ้าหนักการลงทุนไปที่ ละตินอเมริกาเป็นหลัก ได้แก่ ประเทศบราซิลและเม็กซิโก ซึ่งเน้นไปที่เรื่องของการอุปโภคบริโภคเป็นหลัก รองลงมาคือ ในส่วนของพลังงานและการก่อสร้าง

“เรามองว่าประเทศเกิดใหม่นั้นมีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มาจากเรื่อง การอุปโภคบริโภคในภายประเทศเป็นหลัก มากกว่าในเรื่องของการลงทุนในด้านอื่นๆ ดังนั้นการจัดพอร์ตลงทุนของกองทุนนี้เราจึงเน้นหนักไปที่หุ้นในกลุ่มอุปโภค บริโภคเป็นหลัก” หัวหน้าฝ่ายจัดจำหน่ายกองทุน กล่าว

สำหรับกองทุนเปิด อเบอร์ดีน โกลบอล อีเมอร์จิ้ง โกรท ฟันด์ ณ วันที่ 10 มิถุนายน 2552 กองทุนมีผลการดำเนินงานย้อนหลัง 3 เดือนอยู่ที่ 52.16% เทียบกับเกณฑ์มาตรฐานดัชนี MSCI Emerging Markets Indexอยู่ที่ 51.32% ย้อนหลัง 6 เดือนอยู่ที่ 11.70% เทียบกับเกณฑ์มาตรฐานอยู่ที่ 39.38% และตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ 34.18% เทียบกับเกณฑ์มาตรฐานอยู่ที่ 33.31% โดยมีสัดส่วนการลงทุนในประเทศต่างๆ 5 อันดับได้แก่ บราซิล 15.2% จีน/ฮ่องกง 15.2% อินเดีย 11.8% เม็กซิโก 8.9% และเกาหลีใต้ 6.6%

ASTVผู้จัดการรายวัน – บลจ.อยุธยา เกาะขบวนกองทุนน้ำมัน เปิดขาย “อยุธยาออยล์ 10% ทาร์เก็ต” ลงทุนดัชนีน้ำมันต่างประเทศ ตั้งเป้าผลตอบแทน 10% ภายใน 1 ปี มั่นใจโอกาสราคาน้ำมันพุ่งต่อยังมี ชี้ราคา 80-90 เหรียญดอลลาร์สหรัฐต่อลาร์เรล เป็นราคาเหมาะสม เปิดไอพีโอแล้ววันนี้ ถึง 24 มิ.ย.นี้ ด้าน บลจ.แอสเซทพลัส เชียร์ กระจายพอร์ตลงทุนน้ำมันด้วย

นายฉัตรพี ตันติเฉลิม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) อยุธยา จำกัด (เอวายเอฟ) เปิดเผยว่า วันนี้ (11 มิ.ย.) บริษัทจะเสนอหน่วยลงทุนครั้งแรกของกองทุนเปิดอยุธยาออยล์ 10% ทาร์เก็ต กองทุนต่างประเทศที่มีนโยบายลงทุนผ่านกองทุน United States Oil Fund (USO) ซึ่งเป็นกองทุน ETF ที่ลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) โดยกองทุนดังกล่าว เป็นกองทุนน้ำมันที่มีขนาดสินทรัพย์ใหญ่ที่สุดในโลก และยังมีนักลงทุนสถาบันในต่างประเทศจำนวนมากเป็นผู้ถือหน่วย

ทั้งนี้ กองทุนเปิดอยุธยาออยล์ 10% ทาร์เก็ต มีเป้าหมายสร้างผลตอบแทนใกล้เคียงกับผลตอบแทนจากราคาน้ำมันดิบ WTI โดยตั้งเป้าหมายสร้างผลตอบแทนให้ได้ 10% ภายในระยะเวลาการลงทุน 1 ปี โดยมีเงื่อนไขว่าหากมูลค่าหน่วยลงทุนของกองทุนที่คืนให้ผู้ถือหน่วยไม่ต่ำ กว่า 11.00 บาท จากราคาเสนอขายช่วงไอพีโอ 10 บาท ก็จะเลิกกองทุนเพื่อคืนเงินให้กับผู้ถือหน่วย หรือจ่ายผลตอบแทนตามที่เกิดขึ้นจริงให้ผู้ถือหน่วย หลังจากครบอายุการลงทุน 1 ปี โดยกองทุนจะเสนอขายช่วงไอพีโอไปจนถึงวันที่ 24 มิถุนายนนี้ ลงทุนขั้นต่ำ 10,000 บาท นายฉัตรพี กล่าวว่า ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา พบว่าราคาน้ำมันมีการปรับตัวขึ้นมาในระดับ 10% ถึง 12 ครั้ง ดังนั้น จึงมองว่าน่าจะมีโอกาสในการสร้างผลตอบแทนในระดับ 10% จากการลงทุนในช่วงเวลา 1 ปี ทั้งนี้ ถึงแม้ว่าที่ผ่านมา ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (คอมมอดิตี) จะค่อนข้างผันผวน และมีโอกาสปรับลดลงได้ แต่เราก็ยังมองว่าโอกาสที่ราคาน้ำมันจะปรับขึ้นก็มีเช่นกัน โดยเรามองว่าราคาน้ำมันที่เหมาะสมอยู่ที่ 80-90 เหรียญดอลลาร์สหรัฐต่อลาร์เรล แต่หากราคาน้ำมันเข้าสู่ขาลง ก็ไม่น่าจะต่ำกว่าระดับ 30-40 เหรียญดอลลาร์สหรัฐต่อลาร์เรล ซึ่งเป็นระดับต้นทุนของผู้ผลิตน้ำมัน ขณะเดียวกัน การที่เศรษฐกิจมีแนวโน้มฟื้นตัว เชื่อว่าจะมีความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นด้วย

” เดิมที่เราตั้งเป้าผลตอบแทนไว้ที่ 20 % แต่หลังจากราคาน้ำมันปรับขึ้นมาค่อนข้างเยอะ เราจึงมองว่าโอกาสสร้างผลตอบแทน 10% ในช่วงเวลา 1 ปีน่าจะเป็นไปได้มากที่สุด ซึ่งกองทุนนี้ เหมาะกับนักลงทุนที่มีมุมมองตรงกับเราว่า ราคาม้ำมันยังมีโอกาสปรับขึ้นได้อีกหลังจากนี้” นายฉัตรพีกล่าว นายประภาส ตันพิบูลย์สักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บลจ.อยุธยา กล่าวว่า กองทุนนี้ไม่ได้ทำการป้องกันความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนแต่อย่างใด ซึ่งทำให้กองทุนมีโอกาสรับกำไรจากค่าเงินด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะหากค่าเงินบาทอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ ในช่วงที่เศรษฐกิจอยู่ในช่วงฟื้นตัวเช่นนี้ เชื่อว่าธนาคารแห่งประเทศไทยเอง คงไม่ปล่อยให้ค่าเงินบาทแข็งค่าจนเกินไป เพราะจะกระทบกับการส่องออกที่เป็นปัจจัยสำคัญในการกระตุ้นในเศรษฐกิจของ ประเทศให้ฟื้นตัวได้

นางลดาวรรณ เจริญรัชต์ภาคย์  กรรมการผู้จัดการ บลจ. แอสเซท พลัส กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมาจะเห็นว่ากองทุนน้ำมันได้รับความสนใจจากผู้ลงทุนมากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาเป็นช่วงที่ภาวะตลาดตราสารหนี้ และตลาดหุ้นค่อนข้างผันผวน นักลงทุนจึงให้ความสำคัญกับการกระจายการลงทุนไปในสินทรัพย์ประเภทอื่น เพื่อให้ผลตอบแทนโดยรวมมีความผันผวนลดลง ซึ่งน้ำมันถือเป็นสินทรัพย์ทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะเป็นวัตถุดิบที่สำคัญทั้งในภาคการบริโภค และการผลิตทั่วโลก โดยปริมาณความต้องการปัจจุบันยังคงอยู่ในระดับสูง ขณะที่กำลังการผลิต และปริมาณของน้ำมันสำรองมีอยู่อย่างจำกัด และมีแนวโน้มลดลงในอนาคต ทำให้แนวโน้มราคาน้ำมันจะปรับตัวสูงขึ้น อีกทั้งการปรับตัวของราคาน้ำมันมีความสัมพันธ์น้อยมากกับการปรับตัวของตรา สารหนี้และหุ้น จึงเป็นสินทรัพย์ที่ช่วยกระจายความเสี่ยงจากการลงทุน และสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว

ทั้งนี้ จากการติดตามแนวโน้มราคาน้ำมันดิบ West Texas (WTI) ของด้านจัดการลงทุน นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นว่า ในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ หากทางกลุ่มโอเปกยังคงลดปริมาณน้ำมันคงคลังลงจนอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปี น่าจะส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวเพิ่มขึ้นแตะระดับ 85 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลล์ได้ จากระดับปัจจุบันที่ประมาณ 68 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลล์ และหากว่ากำลังผลิตน้ำมัน ทั้งจากกลุ่มประเทศ OPEC และกลุ่มประเทศ Non OPEC ปรับลดกำลังลงไปอีก อาจส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 95 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในครึ่งปีหลังของปี 2010  ซึ่งแนวโน้มการปรับขึ้นของราคาน้ำมันดิบนี้เป็นปัจจัยบวกที่สำคัญที่จูงใจ ให้นักลงทุนเลือกลงทุนในน้ำมันในช่วงที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ในด้านการลงทุน ช่วงที่มีการปรับตัวของราคาหุ้นมากเนื่องจาก Fund flow ที่ไหลกลับเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยง เช่น ตลาดหุ้น มากขึ้น การลงทุนต่างๆ อาจต้องอาศัยการวิเคราะห์ ติดตามตัวเลขชี้นำเศรษฐกิจที่สำคัญ และจัดสรรพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสม เนื่องจาก ในช่วงนี้อาจมีการปรับฐานระยะสั้นจากการเก็งกำไร

ทั้งนี้ ผู้ลงทุนที่ต้องการทราบข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์การลงทุนในต่างประเทศ โดยเฉพาะในการลงทุนในสินทรัพย์เพื่อกระจายความเสี่ยงในการลงทุน พร้อมรับคำแนะนำในการจัดสรรพอร์ตการลงทุนในตราสารต่างๆ อย่างเหมาะสม บลจ.จะจัดเสวนาเรื่อง “กลยุทธ์การลงทุนใน ทองคำ น้ำมัน ตลาดหุ้นโลก” ในวันที่ 17 มิถุนายน นี้ เวลา 13.30 น. ณ ห้องแกรนด์บอลรูม ชั้น 4 โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล ถนนเพลินจิต

บลจ.ไทยพาณิชย์ปักธง ลุยออกกองทุนพันธบัตรรัฐบาลเกาหลีใต้ต่อ ระบุผลตอบแทนยังน่าสนใจ ความเสี่ยงต่ำ พร้อมเผย ยังไม่มีแผนออกกองทุนทองคำ-น้ำมัน รองรับกองเดิมที่ทยอยหมดอายุ เหตุราคาทองคำวิ่งไปไกลเกินระดับน่าลงทุนแล้ว ส่วนราคาน้ำมัน ก็มีส่วนต่างของราคาในการเข้าไปเก็งกำไรน้อย

นางโชติกา สวนานนท์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไทยพาณิชย์ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทยังคงเน้นเสนอขายกองทุนที่เน้นลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลของประเทศเกาหลี ใต้อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากยังสามารถให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจ และเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ โดยที่ผ่านมาสามารถระดมทุนได้ประมาณ 23,000 ล้านบาทขณะที่ผลตอบแทนของตราสารหนี้ที่ออกโดยองค์กรของรัฐวิสาหกิจประเทศ เกาหลีใต้ อาทิ The Export – Import Bank of Korea (KEXIM) ยังมีการปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ หากจะออกกองทุนที่เน้นลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศ ส่วนใหญ่จะเน้นออกเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลของประเทศนั้น เนื่องจากมีความปลอดภัยมากกว่า

สำหรับกองทุนที่เน้นลงทุนในตราสารหนี้ของออสเตรเลีย บริษัทไม่มีความสนใจในการออกกองทุนประเภทดังกล่าวแต่อย่างใด เนื่องจากบริษัทมีกองทุนรวมตลาดเงิน (Money Market) ที่เน้นลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลของออสเตรเลียอยู่แล้ว ซึ่งได้แก่ กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ตราสารหนี้ระยะสั้นและเงินฝากสกุลเงินออสเตรเลีย (SCBAUD) โดยนักลงทุนสามารถเข้ามาทำการซื้อขายหน่วยลงทุนได้ทุกวันทำการ

ส่วนกองทุนที่อ้างอิงดัชนีหุ้นอย่างเช่น ดัชนี SET50 มองว่ายังไม่สามารถออกมาในช่วงนี้ แต่คาดว่าจะสามารถออกกองทุนได้ภายในปีนี้ ขณะที่กองทุนที่มีการตั้งเป้าหมายผลตอบแทน (Target Fund) หากเป็นการเข้าไปลงทุนในตราสารหนี้ จะส่งผลดีในแง่หากคาดการณ์ว่าผลตอบแทนในระยะยาวจะปรับตัวลดลง โดยเลือกการเข้าไปลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาวเพื่อล็อกผลตอบแทนไว้น่าจะดีต่อ นักลงทุน แต่การตั้งกองทุนประเภทดังกล่าวหากเข้าไปลงทุนในตราสารทุนจะมีโอกาสทำกำไร ได้ง่ายกว่า

ในขณะที่กองทุนทองคำ และกองทุนน้ำมัน นางโชติกากล่าวว่า ยังไม่มีแผนออกมาเพื่อมาทดแทนกองทุนเดิมที่กำลังจะทยอยหมดอายุลงภายในปีนี้ แต่อย่างใด โดยกองทุนเปิดไทยพาณิชย์โกลด์ ลิงค์ (SCBGLF) จะหมดอายุลงในวันที่ 1 มิถุนายน 2552 กองทุนเปิดไทยพาณิชย์โกลด์ ลิงค์ 2 (SCBGLF2) จะหมดอายุลงในวันที่ 19 มิถุนายน 2552 กองทุนเปิดไทยพาณิชย์โกลด์ ลิงค์ 3 (SCBGLF3) จะหมดอายุลงในวันที่ 20 กรกฎาคม 2552 และกองทุนเปิดไทยพาณิชย์ออยล์ ลิงค์ (SCBOLF) ซึ่งเป็นกองทุนน้ำมันเพียงกองทุนเดียวของบริษัทจะหมดอายุลงในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2552 นี้

ทั้งนี้ ในปัจจุบันราคาทองคำได้ปรับตัวขึ้นไปแรงจนเกินระดับราคาที่บริษัทให้ความ สนใจลงทุนแล้ว ขณะที่ราคาน้ำมันเองในช่วงที่ผ่านมาราคามักจะอยู่ในระหว่าง 30 – 60 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเท่านั้น โดยคาดว่าราคาน้ำมันยังไม่สามารถปรับขึ้นไปที่ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในอนาคตอันใกล้นี้ ส่งผลให้มีส่วนต่างของราคาค่อนข้างน้อย จึงไม่น่าสนใจในการออกกองทุนเข้าไปเก็งกำไรจากส่วนต่างของราคาแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม หากกองทุนทั้งหมดสิ้นสุดอายุโครงการลงแล้ว นักลงทุนที่เชื่อว่าภาวะเศรษฐกิจของออสเตรเลียยังดีอยู่ อาจจะเข้ามาลงทุนในกองทุนเปิดไทยพาณิชย์กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นและเงินฝาก สกุลเงินออสเตรเลียก็ได้ เนื่องจากกองทุนนี้เป็นกองทุนเปิดที่เน้นลงทุนในตราสารหนี้ของออสเตรเลีย อยู่แล้ว และยังมีความคล้ายคลึงกันในแง่มีการจ่ายผลตอบแทนอ้างอิงกับราคาทองคำ และราคาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบที่อยู่ในรูปสกุลเงินเดียวกัน ซึ่งคือสกุลเงินดอลลาร์ออสเตรเลียนั่นเอง

นางโชติกา กล่าวว่า ส่วนบริการ “SCB Easy Fund” ซึ่งเป็นความร่วมมือของธนาคารไทยพาณิชย์กับ บลจ.ไทยพาณิชย์ หลังจากเปิดให้บริการตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา พบว่ามีเม็ดเงินไหลเข้ามาซื้อกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ผ่านบัตรเครดิตประมาณ 200 ล้านบาท หรือประมาณวันละ 10 ล้านบาท โดยมีสัดส่วนเม็ดเงินลงทุนใหม่ที่ใกล้เคียงกัน แต่หากนับตั้งแต่ต้นปีนี้มีปริมาณการซื้อทั้งสองกองทุนแล้ว 985 ล้านบาท จากในแต่ละปีที่มีเม็ดเงินใหม่เข้ามาประมาณ 10,000 ล้านบาท คาดว่านักลงทุนจะเข้ามาลงทุนในช่วงปลายปีดังที่ผ่านมา


© 2007 Nuk Long Tun : นักลงทุน | สร้างบล็อกฟรี : SEO : รถมือสอง : Football Shirt : coupon : ชุดเดรส : Wedding Hairstyles : shopping blog : ที่พักชะอำ : Football Shirt : ลงโฆษณาฟรี : หอพัก : ดาวน์โหลดโปรแกรม : ของชำร่วย : wedding cake : นาฬิกาข้อมือ | Powered by Wordpress