ถึงจุดนี้ สามารถพูดได้เต็มปากแล้วว่า ภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกได้ก้าวข้ามจุดต่ำสุดไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากนี้ไป ก็เหลือแค่เพียงรอว่า เมื่อไหร่ทุกอย่างจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติกันเสียที…และในช่วงของการฟื้นตัว นี่เอง ถือเป็นโอกาสดีในการเข้ามาแสวงหากำไร เพราะ ณ ขณะนี้ ตัวเลขหลายๆ อย่าง ยังไม่กลับเข้าที่ ส่วนจะเป็นอย่างไรนั้น วันนี้ “ASTVผู้จัดการกองทุนรวม” มีอัปเดตผลตอบแทนจากการลงทุนทั่วโลกมาเป็นข้อมูลให้กับนักลงทุน ซึ่งเป็นข้อมูลล่าสุด วันที่ 18 กันยายน 2552 ที่ผ่านมา โดย “ศุภกร สุนทรกิจ” รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน)

…เริ่มต้นกันที่ผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลก ซึ่งจากตัวเลขพบว่า ตลาดเกิดใหม่ล้วนให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจทั้งนั้น โดยในกลุ่มประเทศเอเชีย ให้ผลตอบแทนสูงสุดถึง 58.03% รอง จากนั้นเป็นกลุ่มประเทศเกิดใหม่ในกลุ่มประเทศยุโรป ด้วยผลตอบแทน 53.92% และตลาดเกิดใหม่ในกลุ่มประเทศละตินอเมริกา 43.86% ในขณะที่ดัชนี MSCI Emerging ให้ผลตอบแทน 49.88%

ทั้งนี้ หากมองในภาพรวมเป็นรายภูมิภาค พบว่า ตลาดหุ้นภูมิภาคเอเชีย ยกเว้นญี่ปุ่น ให้ผลตอบแทน 34.09% ตลาดหุ้นยุโรป 19.91% ตลาดอเมริกาเหนือ 19.56% และตลาดญี่ปุ่น ปรับเพิ่มขึ้นมาเพียง 9.87% เท่านั้น ในขณะที่ดัชนี MSCI World AC Index ให้ผลตอบแทน 22.07% ส่วนดัชนี MSCI World Index อยู่ที่ 19.17%

และหากเจาะเป็นรายประเทศ แน่นอนว่ากลุ่มประเทศในเอเชียถือว่าน่าสนใจทีเดียว โดยตลาดหุ้นของประเทศอินโดนีเชีย ปรับเพิ่มขึ้นสูงสุด ด้วยผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี 81.27% ตามมาด้วยเวียดนาม 80.52% และอินเดีย 72.30%

“ศุภกร” บอกว่าสาเหตุที่กลุ่มประเทศเหล่านี้ปรับขึ้นมาค่อนข้างสูง นั่นเพราะเป็นประเทศที่ไม่ได้พึ่งพาการส่งออกมานัก ดังนั้น ความกังวลเรื่องความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจจึงมีน้อยกว่า ทำให้ เงินทุนต่างชาติไหลเข้ามาค่อนข้างเยอะ

สำหรับกลุ่มประเทศอื่นๆ ที่พึ่งพาการส่งออกค่อนข้างมาก เช่น ไต้หวัน พบว่าตั้งแต่ต้นปี ดัชนีขยับขึ้นมาแล้ว 64.01% ในขณะที่ตลาดหุ้นจีน ซึ่งค่อนข้างร้อนแรงและผันผวน ปรับขึ้นไป 61.64% โดยมีดัชนีหุ้นไทยตามมา ที่ 58.61% ซึ่งตลาดหุ้นไทยเอง “ศุภกร” บอกว่า หากรวมเงินปันผลเข้าไปด้วยประมาณ 4% ก็พบว่าให้ผลตอบแทนไปแล้วถึง 62%

ต่อกันด้วยเกาหลีใต้ ซึ่งประเทศนี้พึ่งพาการส่งออกค่อนข้างมาก โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ฟื้นไปแล้วกว่า 51.16% เช่นเดียวกับสิงคโปร์ที่ปรับขึ้นมา 49.54%

เขาบอกว่า อย่างที่บอกไปว่ากลุ่ม ประเทศเหล่านี้พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก ความกังวลจึงมีมากกว่า ดังนั้น กระแสเงินทุนต่างชาติจึงไหลเข้ามาน้อยกว่า อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าหลังจากนี้ กลุ่มประเทศเหล่านี้ จะได้รับความสนใจจากฟันด์โฟลเหล่านี้มากขึ้นจากสัญญาณเศรษฐกิจฟื้นตัว เพราะแน่นอนว่าจะได้ประโยชน์จากการส่งออกที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นนั่นเอง

ในขณะที่ทิศทางของค่าเงิน…ศุภกรบอกว่า แนวโน้มหลังจากนี้ ค่าเงินในเอเชียส่วนใหญ่จะไปในทิศทางเดียวกัน คือ แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา พบว่า สกุลออสเตรเสียดอลลาร์และนิวซีแลนด์ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นค่อนข้างมาก โดยปรับขึ้นถึง 25.47% และ 22.70% ตามลำดับ ในขณะที่ค่าเงินบาท พบว่าแข็งค่าขึ้น 2.99% ส่วนค่าเงินวอนของเกาหลีใต้ ที่ค่อนข้างผันผวนแข็งค่าขึ้นมาประมาณ 4.28%

ไปดูทิศทางของสินค้าโภคภัณฑ์ (คอมมอดิตี) กันบ้าง…สินค้าที่ให้ผลตอบแทนมาเป็นอันแรก คือ ฮาร์ดคอมมอดิตี ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศยักษ์ใหญ่อย่างจีน โดยในกลุ่มนี้ ราคาปรับขึ้นมาถึง 62.2% ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบเอง ก็ขยับขึ้นมา 61.5% ส่วนกลุ่มพลังงานทั้งหมด ปรับเพิ่มขึ้นมาประมาณ 46.9%

สำหรับราคาทองคำ แม้ราคาในตลาดโลกจะขยับเกิน 1,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐอีกครั้ง แต่ภาพรวมตั้งแต่ต้นปี พบว่าปแรับเพิ่มขึ้นเพียง 14.1% เท่านั้น …ซึ่ง”ศุภกร” บอกว่า ราคาทองคำในแต่ละปี จะขยับขึ้นไม่มากอยู่แล้ว ซึ่งเฉลี่ยก็อยู่ระหว่าง 10-11%

ปิดท้ายกันด้วยทิศทางของกลุ่มอสังหาริมทรัพย์… ในช่วงเวลาเดียวกัน พบว่า ราคาบ้านในยุโรปมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นมาสูงสุด 38.88% ตามมาด้วยเอเชียที่ขยับขึ้น 38.19% ในขณะที่ราคาบ้านในสหรัฐฯ พบว่า ขยับขึ้นมาเพียง 20.33%…เขาบอกว่า ราคาบ้านในสหรัฐขยับขึ้นมาเพียง 1 ใน 3 เท่านั้น ดังนั้น จึงยังมีรูมเหลือให้ลงทุนได้อยู่ ซึ่งบลจ.เอ็มเอฟซีเอง มีแผนจะออกกองทุนที่ลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศด้วย

แนะเบรกลงทุนตราสารหนี้
“ศุภกร” ปิด ท้ายด้วยคำแนะนำสำหรับใครที่จะลงทุนในช่วงนี้ว่า ในขณะนี้อัตราดอกเบี้ยในตลาดตราสารหนี้มีการปรับตัวขึ้นมาในระดับหนึ่ง ซึ่งเป็นการปรับล่วงหน้ารับข่าวแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้น หลังจากเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจในประเทศได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ซึ่งจากแนวโน้มดังกล่าว แนะนำให้นักลงทุนชะลอการลงทุนในตราสารหนี้เอาไว้ก่อน โดยอาจจะรอให้แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยมีความชัดเจนมากขึ้นกว่านี้ก่อนเข้าไปลงทุน

ทั้งนี้ หากต้องการลงทุนในตราสารหนี้ แนะนำให้ลงทุนในหุ้นกู้เอกชนอายุยาวตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไปแทน เพราะยังให้ผลตอบแทนที่ดี ขณะเดียวกันกองทุนประเภทเทอมฟันด์ หรือกองทุนปิดที่ล็อกอายุไว้ ก็สามารถลงทุนได้เช่นกัน แต่กองทุนต่างประเทศจะน่าสนใจกว่า เพราะให้ผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลไทย โดยพันธบัตรเกาหลียังน่าสนใจอยู่ ถึงแม้ผลตอบแทนจะลดลงมาค่อนข้างมากก็ตาม

สำหรับการลงทุนในหุ้น ยังแนะนำว่าสามารถลงทุนได้ โดยให้น้ำหนักการลงทุนเท่ากับน้ำหลักตลาด นอกจากนี้ ยังให้น้ำหนักการลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ด้วย ส่วนสินค้าคอมมอดิตีและกลุ่มอสังหาฯ ก็ยังให้น้ำหลักการลงทุนเช่นกัน

วันนี้ (16 ก.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้หารือร่วมกับนางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ นายยรรยง พวงราช อธิบดีกรมการค้าภายใน เช้าวันนี้ ที่รัฐสภา โดยใช้เวลาประมาณ 15 นาที และภายหลังหารือเสร็จสิ้น นางพรทิวา เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรี เชิญนายยรรยงเข้ามาหารือ เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันในเรื่องนโยบาย ซึ่งนายกรัฐมนตรีไม่ได้ติดใจ ในการเสนอชื่อ นายยรรยง เป็นปลัดกระทรวงพาณิชย์ คนใหม่

“ท่านนายกฯ ไม่ได้รับปากว่า จะเสนอเรื่องการแต่งตั้งปลัดกระทรวงพาณิชย์คนใหม่ ให้ที่ประชุม ครม.พิจารณาในสัปดาห์หน้า โดยคาดว่านายกรัฐมนตรี จะลงนามในเอกสารเสนอเรื่องเข้าที่ประชุม ครม.ทิ้งไว้ก่อนที่จะเดินทางไปประชุมที่สหรัฐฯ ปลายสัปดาห์นี้”

ส่วนบรรยากาศการพูดคุย นางพรทิวา ระบุว่า เป็นไปด้วยดี โดยส่วนตัวเชื่อว่า นายกรัฐมนตรีจะลงนามอนุมัติแต่งตั้ง ก่อนเดินทางไปประชุมสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ที่สหรัฐอเมริกา ในวันที่ 20 กันยายน 2552 นี้ และจะเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ ในวันอังคารที่ 22 กันยายน 2552 นี้

“เอกสารอยู่ที่ท่านนายกฯ แล้ว ท่านน่าจะเซ็นทิ้งไว้ ก่อนที่จะเดินทางไปประชุมยูเอ็น”

ทั้งนี้ นางพรทิวา ยังคงยืนยันว่า สาเหตุที่นายกรัฐมนตรีไม่ติดใจในกรณีนี้ ไม่เกี่ยวข้องกับการต่อรองการลงมติแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนใหม่

โดยเช้าวันนี้ รายงานข่าวแจ้งว่า นางพรทิวา ได้นำตัวนายยรรยง มานั่งรออยู่ที่หน้าห้องทำงานของนายกรัฐมนตรี ภายในอาคารรัฐสภาตั้งแต่เวลาประมาณ 09.00 น.ท่ามกลางกระแสข่าวว่า นางพรทิวา ได้ยืนยันชัดเจนว่า ปลัดกระทรวงพาณิชย์คนใหม่ ต้องเป็นนายยรรยง คนเดียวเท่านั้น

ขณะที่สื่อมวลชนหลายสำนัก ตั้งข้อสังเกตว่า ครม.เลื่อนการพิจารณาแต่งตั้งปลัดกระทรวงพาณิชย์คนใหม่มาตลอด ท่ามกลางกระแสข่าวควา

กันยายน 17th, 2009เงินเฟ้อ…สำคัญไฉน

ตามทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ ว่าไว้ว่า** “การมีเงินเฟ้ออ่อนๆ ถือเป็นเรื่องดี เพราะจะช่วยกระตุ้นให้คนอยากลงทุน และมีแรงจูงใจที่จะผลิตและใช้จ่าย แต่ในขณะเดียวกัน ทุกคนก็จะกลัวและวิตก เมื่อเกิดภาวะเงินเฟ้อสูงเพราะจะทำให้ค่าเงินในกระเป๋าของคุณลดลง”**

เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจมีทั้งการขยายตัวและการหดตัว ซึ่งส่วนใหญ่ประชากรโลกมีแต่จะขยายตัวเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความจำเป็นในการบริโภคและอุปโภคมีอัตราเพิ่มขึ้น จึงทำให้เกิดการสร้างแรงจูงใจที่จะทำให้ผู้ผลิตอยากที่จะผลิตและผู้บริโภค อยากที่จะซื้อ

และกลไกลที่เกิดขึ้นนั้นก็คือ “กลไกลราคาที่ทำให้สินค้าและบริการมีมูลค่าเพิ่มขึ้นตามสมควร รวมถึงผู้บริโภคก็มีรายได้เพิ่มขึ้นเพียงพอที่จะซื้อสินค้านั้น ๆ ในช่วงระยะเวลา 1 ปี และการที่ราคาสินค้าโดยเฉลี่ย ทั้งสินค้าอุปโภค บริโภค รวมถึงราคาเชื้อเพลิงและอาหารเพิ่มขึ้น เราเรียกการเพิ่มขึ้นของมูลค่าเฉลี่ยนี้ว่า “เงินเฟ้อ” (Inflation)

**ดังนั้นภาวะเศรษฐกิจที่มีเงินเฟ้อสูง ประชาชนจะได้รับผลตอบแทนจากราคาสินค้าและบริการที่ปรับตัวสูงขึ้น ย่อมจะกดดันให้ผู้ออมเงิน นักลงทุน ต้องยิ่งหาผลประโยชน์จากเงินที่มีอยู่ เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนเอาชนะเงินเฟ้อให้ได้ มิเช่นนั้นเงินที่มีอยู่ย่อมมีค่าลดลง**

เช่นเดียวกัน เวลาฝากเงินในธนาคาร ดอกเบี้ยเงินฝากก็เป็นผลประโยชน์ที่จะต้องนำมาเทียบเคียงกับเงินเฟ้อ และหากน้อยกว่านั้นหมายความว่า ดอกเบี้ยที่แท้จริง มีค่าติดลบ จึงควรสำรวจว่าผลตอบแทนที่แท้จริงของคุณติดลบหรือไม่ ?

**ฉะนั้นเมื่อเกิดภาวะอัตราเงินเฟ้อสูง ๆ ผู้ลงทุนก็ควรจะเร่งหาลู่ทางการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนสูงกว่าตลาดเงิน หรือ ตราสารหนี้ทั่วไป โดยอาจจะจัดสรรเงินไปลงทุนในสินค้า หรือสินทรัพย์ที่มีลักษณะสวนทางกับเงินเฟ้อ (Inflation hedging Asset) บ้าง เช่น ทองคำ รวมถึงโลหะมีค่าบางชนิด หรือสินค้า Commodity แต่การลงทุนในสินทรัพย์เหล่านี้ จะมีความผันผวนสูงกว่าการลงทุนในตลาดเงินและตลาดตราสารหนี้ทั่วไป**

หรือหากคุณเป็นผู้ที่จะลงทุนในสินทรัพย์ประเภทที่สามารถจับต้องได้ (Tangible Asset) เช่น ที่ดิน หรืออสังหาริมทรัพย์ เงินเฟ้อก็จะมีส่วนสำคัญต่อการประเมินราคาปัจจุบันของทรัพย์สินเหล่านี้เช่น กัน เพราะสินทรัพย์เหล่านี้เป็นทรัพย์สินที่สามารถก่อให้เกิดรายได้จากค่าเช่า ถ้าจะต้องตีมูลค่าปัจจุบันของสินทรัพย์เหล่านี้ ก็จะตีจากกระแสเงินสดที่จะได้รับในอนาคต อัตราเงินเฟ้อแต่ละปีจะมีผลอย่างมากในการคำนวณมูลค่าทรัพย์สินดังกล่าว เพราะมูลค่าของสินทรัพย์เหล่านี้จะพิจารณาจากกระแสเงินสดที่จะเรียกเก็บได้ ในอนาคตแล้วนำกลับมาคิดเป็นราคาวันนี้ เพราะเงินเฟ้อเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญมากสำหรับใช้คิดคำนวณส่วนลดเพื่อ หามูลค่าปัจจุบันของทรัพย์สินนั้นๆ นั่นเอง

ราคาทองคำฮ่องกงวิ่งทะลุ 1,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ นักวิเคราะห์แนะปรับพอร์ตลดน้ำหนักหุ้น-น้ำมัน โยกเงินลงทุนทองคำเพิ่ม หลังเงินเฟ้อส่อแววปรับตัวขึ้น-ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐทรุดช่วยหนุน สวนทางหุ้นและน้ำมันที่ปรับตัวลดลงแต่ผันผวนมากกว่า

นางสาวศุภมาส พยัคฆพันธ์ Fund Analyst บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากการติดตามสถาการณ์ของเศรษฐกิจโลกช่วงที่ผ่านมาพบว่าดัชนีตลาดหุ้นส่วน ใหญ่ของสหรัฐอเมริกาและยุโรปปรับลดลงหลัง เนื่องจากจากความวิตกต่อการปรับลดอันดับเครดิตของ บริษัทAIG และปัญหาด้านงบดุลในภาคการเงินของสหรัฐอเมริกา ในขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นเอเชียส่วนใหญ่ดีดขึ้นตามดัชนีตลาดหุ้นจีนจากมาตรการ สนับสนุนการลงทุนจากต่างชาติในตลาดหุ้นจีน

“ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาปรับลดลงจากความวิตกกังวลต่อภาคสถาบันการ เงินในสหรัฐอเมริกา แต่ตัวเลขการจ้างงานสหรัฐอเมริกาหนุนตลาดหุ้นในช่วงปลายสัปดาห์”นางสาว ศุภมาสกล่าว

ทั้งนี้ การปรับลดอันดับเครดิตของ AIG และความวิตกเกี่ยวกับปัญหางบดุลบัญชีในภาคการเงินได้ส่งผลให้ดัชนี VIX ซึ่งเป็นดัชนีที่บ่งชี้ถึงความวิตกกังวลของนักลงทุนพุ่งขึ้น12.1% สู่ 29.15 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคม และส่งผลต่อการปรับลดลงของดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา

อย่างไรก็ตาม การที่ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐอเมริกาในเดือนสิงหาคมลดลงน้อย ที่สุดในรอบปีได้หนุนการปรับขึ้นของตลาดหุ้น ถึงแม้ว่าอัตราการว่างงานพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 26 ปีที่ 9.7%นักเศรษฐศาสตร์มองว่าตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกายังแสดงถึงการฟื้นตัว ที่ยังไม่แข็งแกร่ง

ด้านดัชนีตลาดหุ้นเอเชีย นางสาวศุภมาส เปิดเผยว่า ดัชนีส่วนใหญ่ได้มีการปรับขึ้นตามทิศทางดัชนีตลาดหุ้นจีนหลังจากการประกาศ มาตรการสนับสนุนการลงทุนจากต่างชาติในตลาดหุ้นจีน โดยดัชนีตลาดหุ้นเอเชียส่วนใหญ่ปรับขึ้นตามทิศทางดัชนีตลาดหุ้นจีนหลังจาก ที่รัฐบาลจีนได้ออกมาตรการกระตุ้นการลงทุนในตลาดหุ้นด้วยการเพิ่มเพดานการลง ทุนของนักลงทุนสถาบันต่างชาติที่สามารถลงทุนในจีนภายใต้โครงการนักลงทุน สถาบันจากเดิม 800 ล้านดอลลาร์ เป็น 1 พันล้านดอลลาร์

ส่วนทิศทางการลงทุนนั้น หลังจากนี้คาดว่าสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้นและน้ำมันจะเริ่มมีความผันผวนมาก ขึ้น แต่ในส่วนของทองคำราคากลับปรับขึ้นสวนทางกับราคาน้ำมันจากมุมมองอัตราเงิน เฟ้อที่สูงขึ้น โดยสินทรัพย์ที่แนะนำให้ลงทุนช่วงนี้น่าจะเป็นทองคำ และควรลดการลงทุนในหุ้นและน้ำมันลง อย่างไรก็ตามบริษัทเชื่อว่าน่าจะคงสัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้และตลาดเงิน เอาไว้

ทั้งนี้ ราคาทองคำที่ตลาดฮ่องกงวานนี้(8 ก.ย.52) ปรับตัวเพิ่มขึ้นเกินกว่าระดับจิตวิทยา 1000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ โดยปิดที่ราคา 1,006.00-1,007.00 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ เพิ่มขึ้นกว่า 10 ดอลลาร์สหรัฐจากราคาปิดเมื่อวันจันทร์ที่ 7 กันยายน 2552 ซึ่งอยู่ที่ 995.50-996.50 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ อย่างไรก็ตามราคาทองคำที่ตลาดฮ่องกงเคยทำสถิติสูงสุดเมื่อเดือนมีนาคม 2008 ในระดับราคา 1,032.70 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ส่วนราคาทองคำในประเทศสหรัฐอเมริกาช่วงสัปดาห์ที่ผ่าน มาได้มีการปรับเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน โดยปิดที่ราคา 993.40 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ และมีบางช่วงที่ขยับขึ้นมาทดสอบที่ระดับ 1,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์แต่ไม่สามารถยืนเหนือระดับดังกล่าวได้

“การปรับตัวขึ้นดังกล่าวเนื่องมุมมองต่อแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อที่สูง ขึ้น และการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐอเมริกา ซึ่งนับเป็นการปรับตัวที่สวนทางกับราคาน้ำมันดิบสัปดาห์ที่ผ่านมาซึ่งดิ่งลง มาปิดที่ระดับ 66 ดอลลาร์ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ดิ่งลง 8.7%มาปิดที่ 66.22 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากมุมมองต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่แข็งแกร่ง และสต๊อกน้ำมันดิบที่ยังคงอยู่ในระดับที่สูงอยู่”นางสาวศุภมาสกล่าว

แนะซื้อหน่วยK-GOLDทำกำไร
นางสาวศุภมาส กล่าวอีกว่า การลงทุนหลังจากนี้เราแนะนำให้เพิ่มการลงทุนในทองคำหลังจากที่ราคาปรับขึ้น สวนทางราคาสินทรัพย์เสี่ยงประเภทหุ้นและน้ำมัน เนื่องจากมุมมองต่อราคาทองคำเริ่มเปลี่ยนไปขึ้นอยู่กับแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อ ที่สูงขึ้น โดยกองทุนที่แนะนำจะเป็นกองทุน K-GOLD ของบลจ.กสิกรไทย ที่มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงค่าเงินทั้งหมด นอกจากนี้กองทุนดังกล่าวยังแสดงถึงการปรับขึ้นของ NAV ที่โดดเด่นเมื่อเทียบกับกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนในกองทุนหลักเดียวกันคือ SPDR GoldTrust

ทั้งนี้ ในส่วนของการลงทุนในกองทุนตราสารหนี้เรายังคงแนะนำ TMBCB ของบลจ.ทหารไทย ที่เน้นตราสารหนี้ภาคเอกชนในกลุ่มของสถาบันการเงินเป็นหลัก และ ING TFIF ของบลจ.ไอเอ็นจีที่เน้นการลงทุนกว่า 96% ในตราสารหนี้ภาครัฐ ส่วนกองทุนตลาดเงินยังคงแนะนำเป็นกองทุน KPM และ PCASH ที่บริหารโดยบลจ.ฟิลลิปโดย KPM มีการเพิ่มสัดส่วนการถือตราสารหนี้ภาคเอกชนเป็น 20.86% ของ NAV

นาย วิน อุดมรัชต์วนิชย์ ผู้จัดการกองทุนอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) แอสเซท พลัส จำกัด กล่าวว่า ภาพรวมแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยตราสารหนี้ในประเทศน่าจะมีแนวโน้มปรับขึ้นตลอดใน ช่วง 1-2 ปีข้างหน้า จากการปรับตัวของเศรษฐกิจทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ซึ่งน่าจะเริ่มเห็นผลตั้งแต่ประมาณสิ้นไตรมาส 4 ของปีนี้ หรือต้นไตรมาส 1 ปี 2553 โดย ระดับการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยจะขึ้นอยู่กับราคาของสินค้าโภคภันฑ์ เช่น ราคาน้ำมัน และราคาเหล็ก ทำให้มีความเป็นไปได้ว่าอัตราเงินเฟ้อน่าจะปรับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 3-5%ในอีก 2-3 ปีข้างหน้านี้ ซึ่งเป็นระดับอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยในช่วงเศรษฐกิจเติบโตของไทย

สำหรับแนวโน้มการลงทุนในตราสารหนี้ในช่วงสั้น จากการประมาณการค่าเฉลี่ยของอัตราเงินเฟ้อที่คาดหวังระหว่างปี 2552-2553 คาดว่าจะเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1.5-2.5% ต่อปี ในขณะที่ ปัจจุบันเงินเฟ้อยังติดลบ และมีแนวโน้มว่าจะติดลบจนถึงประมาณต้นไตรมาส 4 ดังนั้น การลงทุนในช่วงระยะเวลา 2 ปี เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่สามารถชนะอัตราเงินเฟ้อ และชดเชยความเสี่ยงจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอนาคต หากการลงทุนสามารถได้รับผลตอบแทนในระดับที่สูงกว่า 3% น่าจะเป็นการลงทุนที่เหมาะสม

นายวินกล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับประเทศเกาหลีใต้ยังคงมีความน่าสนใจในการลงทุน จากระดับเงินทุนสํารองระหว่างประเทศ ที่อยู่ในระดับสูงที่ 245 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ประกอบกับอัตราส่วนหนี้สินต่างประเทศต่อระดับเงินทุนสํารองมีการปรับลดลง ตลอดช่วงวิกฤตเศรษฐกิจที่ผ่านมา อีกทั้งอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในไตรมาส 2 อยู่ที่ระดับ 2.60% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงไตรมาส 1 เป็นผลจากการใช้จ่ายภาครัฐบาล การลดอัตราดอกเบี้ย ซึ่งโดยรวมแสดงให้เห็นว่าประเทศเกาหลีใต้ มีการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและมีความสามารถในการชําระหนี้อยู่ในระดับที่ดี

ทั้งนี้ บริษัทกำลังเปิดเสนอขาย IPO กองทุนเปิดเอฟไอเอฟตราสารหนี้ 2Y (FIF-FIXED2Y) เป็นกองทุนต่างประเทศ โดยลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลเกาหลีใต้ (Korea Monetary Stabilization Bond (MSB)) และ/หรือ Export-Import Bank of Korea (KEXIM) และ/หรือ Korea Development Bank (KDB) รอบการลงทุนประมาณ 2 ปี โดยคาดว่ากองทุนจะสามารถให้ผลตอบแทนหลังจากทำธุรกรรมป้องกันความเสี่ยง เต็มจำนวนและหักค่าใช้จ่ายกองทุนแล้ว อยู่ที่ประมาณ 3.40% ต่อปี โดยกองทุนจะจ่ายคืนผลตอบแทนอัตโนมัติให้กับผู้ถือหน่วยลงทุนทุกๆ 6 เดือน เพื่อสร้างกระแสเงินสดคืนให้กับลูกค้าระหว่างทาง และจะเสนอขายหน่วยลงทุนตั้งแต่วันที่ 9-11 กันยายนนี้

ด้านบลจ. ธนชาต รายงานว่า ขณะนี้บริษัทกำลังเปิดขายกองทุนตราสารหนี้ที่มีนโยบายลงทุนในพันธบัตรเกาหลี ใต้เพิ่มขึ้นอีก 3 กองทุน ประกอบด้วย 1.กองทุนเปิดธนชาตตราสารหนี้ต่างประเทศ 19 (T-FixFIF 19) อายุโครงการประมาณ 1 ปี 11 เดือน 2. กองทุนเปิดธนชาตตราสารหนี้ต่างประเทศ 22 (T-FixFIF 22) อายุโครงการประมาณ 10 – 12 เดือน และ 3. กองทุนเปิดธนชาตตราสารหนี้ต่างประเทศ 24 (T-FixFIF 24) อายุโครงการประมาณ 6 เดือน โดยทั้ง 3 กองทุนมีมูลค่าโครงการละ 1,400 ล้านบาท เริ่มไอพีโอแล้ววันนี้ – 14 กันยายน 2552

ขณะที่ บลจ. ไทยพาณิชย์ ก็อยู่ระหว่างเปิดขายกองทุนเปิดไทยพาณิชย์ ฟอร์เรน โนท 9M12 (SCBFRN9M12) มูลค่าโครงการ 1,500 ล้านบาท อายุโครงการประมาณ 9 เดือน กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ ฟอร์เรน โนท 1Y29 (SCBFRN1Y29) มูลค่าโครงการ 2,000 ล


© 2007 Nuk Long Tun : นักลงทุน | สร้างบล็อกฟรี : SEO : รถมือสอง : Football Shirt : coupon : ชุดเดรส : Wedding Hairstyles : shopping blog : ที่พักชะอำ : Football Shirt : ลงโฆษณาฟรี : หอพัก : ดาวน์โหลดโปรแกรม : ของชำร่วย : wedding cake : นาฬิกาข้อมือ | Powered by Wordpress