นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ แถลงภาวะเศรษฐกิจไตรมาส 2 ปี 2552 ผลผลิตมวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ติดลบ 4.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งชะลอการหดตัวลงจากไตรมาส 1 ปี 2552 ที่ติดลบ 7.1% โดยหากเมื่อเทียบไตรมาสต่อไตรมาสจะพบว่าจีดีพีขยายตัว 2.3% ส่วนจีดีพีครึ่งปีแรก ติดลบ 6.0%

ทั้งนี้ สศช.คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังจะฟื้นตัวดีขึ้น แม้ว่าในไตรมาส 3 เศรษฐกิจไทยจะยังคงติดลบ เนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกยังคงจำกัด และมีผลกระทบต่อการส่งออก ประกอบกับฐานการส่งออกในช่วงไตรมาส 3 ปี 2551 อยู่ในระดับสูง อีกทั้งการฟื้นตัวของการใช้จ่ายภาคครัวเรือนยังคงล่าช้า ส่งผลให้จีดีพีในไตรมาส 3 ปี 2552 จะยังคงติดลบ แต่เชื่อมีโอกาสที่ไตรมาส 4 ปี 2552 จีดีพีจะกลับมาเป็นบวกได้

เลขาธิการสภาพัฒน์ ยังระบุว่า เศรษฐกิจไทยผ่านช่วงถดถอยที่สุดไปแล้ว และเริ่มเห็นสัญญาการปรับตัวที่ดีขึ้นในช่วงปลายไตรมาส 2 สัญญาณบวกเกิดจากการปรับตัวดีขึ้นของเศรษฐกิจโลก และการใช้จ่ายภาคครัวเรือนปรับตัวดีขึ้น การใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐเร่งตัวขึ้น การผลิตเริ่มปรับตัวในทางที่ดี การนำเข้ามีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้น

ทั้งนี้ จากการติดตามดูอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่พิจารณาการเปลี่ยนแปลงรายไตร มาสต่อไตรมาส โดยหักลบปัจจัยทางฤดูกาลออกแล้ว มีแนวโน้มที่เศรษฐกิจจะฟื้นตัวเป็นบวกต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาส 2 โดยที่จีดีพี ณ ราคาคงที่ปรับฤดูกาลแล้วอยู่ในระดับต่ำสุดในช่วงไตรมาสแรก

นายอำพน กล่าวเพิ่มเติมว่า การใช้จ่ายภาคครัวเรือนในช่วงครึ่งปีหลังมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากการปรับตัวดีขึ้นของความเชื่อมั่นและมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ รวมไปถึงรายได้ที่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นจากการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น และราคาสินค้าเกษตรที่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นตามราคาน้ำมันและราคาสินค้า โภคภัณฑ์ในตลาดโลก รวมทั้งผลตอบแทนของการออมที่มีแนวโน้มดีขึ้น อีกทั้งการเร่งรัดการใช้จ่ายในช่วงที่เหลือจากปีงบประมาณ 2552 ในงบประมาณปี 2553 ซึ่งอยู่ภายใต้เงื่อนไขด้านกระแสเงินสดที่เริ่มมีการปรับตัวในทิศทางที่ คล่องตัวมากขึ้น การดำเนินมาตรการภายใต้แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจ การดำเนินโครงการการลงทุนภาครัฐภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 และการขยายสินเชื่อให้แก่วิสาหกิจขนาดกลางและย่อม และมาตรการค้ำประกันสินเชื่อและการขยายสินเชื่อของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ รวมทั้งอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง รวมทั้งการพยุงราคาสินค้าเกษตรไม่ให้ตกต่ำจนเกินไป

นายดุสิต นนทะนาคร ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า การรายงานตัวเลขจีดีพี ไตรมาส 2 ของไทยในวันนี้ เชื่อว่า จะติดลบเพียง 4-5% ซึ่งถ้าเทียบกับตัวเลขจีดีพี ไตรมาส 1 ที่ติดลบสูงถึง 7.1% แล้วถือว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะมีแนวโน้มทยอยฟื้นตัวขึ้น ทำให้ในไตรมาสที่ 4 ปีนี้ เศรษฐกิจไทยพลิกกลับมาขยายตัวเป็นบวกได้

ทั้งนี้ ปัจจัยมาจากการที่ธนาคารโลก ประเมินว่า จีดีพีของกลุ่มประเทศสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และญี่ปุ่นเริ่มดีขึ้นทำให้การส่งออกของไทยจะมีมากขึ้น

ประธานกรรมการหอการค้าไทยยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า รัฐบาลต้องพยายามลดปัญหาการทุจริตในโครงการต่างๆ เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคธุรกิจในการลงทุนร่วมกับภาครัฐ

บลจ.กรุงไทย ยิ้มรับเอยูเอ็มโตเกินเป้า 2.2 เเสนล้านบาทเเล้ว เดินหน้าขยับเป้าหมายใหม่ ขยายตัว 20% มั่นใจอีก 5 เดือนไม่มีปัญหา เเม้ธนาคาร เอกชนและภาครัฐ แข่งระดมเงินออม ล่าสุด เตรียมส่งกองทุน FIF ลุยหุ้นต่างประเทศสิ้นไตรมาส 3 ดักรอเศรษฐกิจโลกฟื้น

นายสมชัย บุญนำศิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งปีหลังจากนี้ เรามองว่าการเเข่งขันทางธุรกิจกองทุนรวมจะค่อนข้างลำบากกว่าครึ่งปีที่ผ่าน มา เนื่องจากสถาบันการเงินเริ่มที่จะดึงลูกค้าเงินฝากด้วยการให้ผลตอบเเทนที่ จูงใจ ประกอบกับภาคเอกชนเริ่มระดมทุนด้วยการออกหุ้นกู้กันมากขึ้น ขณะเดียวกันรัฐบาลเเละธนาคารเเห่งประเทศไทย (ธปท.)ก็หันมาระดมทุนด้วยการออกพันธบัตรด้วยเช่นกันทำให้มีการเเข่งขันกัน มากขึ้น อย่างไรก็ดี ปัจจุบันบลจ.กรุงไทยมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ หรือ (AUM) เติบโตขึ้นเป็น 220,000 ล้านบาท เกินเป้าหมายที่เราวางไว้ โดยก่อนหน้านี้เราวางเป้าสินทรัพย์ฯว่าจะโตประมาณ 15% ทั้งปี เเต่ตอนนี้เราได้เพิ่มเป้า AUM อีก 5%  ในช่วง 5 เดือนที่เหลือ ซึ่งทั้งปี AUM จะอยู่ที่ประมาณ 20%

โดยในช่วงครึ่งปีที่เหลือนี้ เราจะส่งกองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศที่ให้ผลตอบเเทนใกล้เคียงกับผลตอบเเทน กองทุนพันธบัตรเกาหลี ซึ่งน่าจะเปิดขายได้ในช่วงเดือนกันยายน โดยที่ผ่านมาผลตอบเเทนของกองทุนพันธบัตรเกาหลีเริ่มน้อยลง นอกจากนี้ เรายังมีกองทุนรวมต่างประเทศ (FIF) ที่จะลงทุนในหุ้นเฉพาะกลุ่มอีก 1 กองทุนให้นักลงทุนได้เลือกลงทุนอีกด้วย ขณะที่ความคืบหน้าการจัดตั้งกองทุนอสังหาริมทรัพย์โรงเเรมที่จังหวัด เชียงใหม่ เเละจังหวัดภูเก็ตนั้น กำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาอยู่ ซึ่งที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวได้รับผล กระทบจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวรวมถึงปัจจัยทางการเมือง ที่ทำให้นักท่องเที่ยวยุติหรือเปลี่ยนไปท่องเที่ยวประเทศอื่นเเทน อย่างไรก็ตาม หากธุรกิจการท่องเที่ยวดีขึ้น โครงการจัดตั้งกองทุนอสังหาริมทรัพย์โรงเเรมทั้ง 2 เเห่งน่าจะเปิดให้มีการระดมทุนได้ในเร็วๆนี้ สำหรับกองทุนเปิดเคเเทม เวิลด์ เอ็นเนอร์จี ฟันด์ เเละกองทุนเปิดเเคเเทม อินวิสเมนท์ เลเจนด์ ฟันด์ นั้นได้รับผลตอบรับที่จากนักลงทุนค่อนข้างมาก โดยกองทุน เปิดเเคเเทม อินวิสเมนท์ เลเจนด์ ฟันด์จะลงทุนในสินทรัพย์ประเภทตราสารทุน และสินค้าโภคภัณฑ์ (คอมมอดิตี) ที่ล้วนปรับตัวสูงขึ้นจากการคาดหวังว่าเศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นตัวในระดับหนึ่ง

โดยเราประเมินว่า แนวโน้มตลาดหุ้นและสินค้าโภคภัณฑ์ในช่วงครึ่งปีหลัง จะได้รับผลดีจากการที่เศรษฐกิจโลกจะเริ่มฟื้นตัวได้ในปลายปี 2552  ถึงต้นปี 2553 อันเป็นผลมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลทั่วโลก ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจโลกนั้นได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุดไปแล้ว อย่างไรก็ตาม อัตราผลตอบแทนอาจผันผวนในระยะสั้น เนื่องจากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอยู่ในขณะนี้ ยังมีความเปราะบาง และอาจมีแรงเทขายทำกำไรในระยะสั้นจากราคาที่ปรับตัวสูงขึ้นอีกด้วย

บลจ.ยูโอบี (ไทย) เผยแผนงานครึ่งปีหลัง ขยายขอบเขตลงทุนกว้างขึ้น เน้นลงทุนในตราสารหนี้ และหุ้น พร้อมตั้งเป้ารักษาฐานกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และดึงลูกค้าพ้นวัยเกษียณอายุมาลงทุนต่อในสินทรัพย์อื่น เดินหน้ารับจ้างเอาท์ซอร์สให้บริษัทอื่น หวังเพิ่มปริมาณลูกค้ากองทุนส่วนบุคคล

นายวนา พูลผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ยูโอบี (ไทย) จำกัด เปิดเผยว่า แผนงานของบริษัทในช่วงครึ่งปีหลังจะมีขอบเขตการลงทุนกว้างมากขึ้น โดยจะเน้นลงทุนในตราสารหนี้ และหุ้น เพราะว่าภาวะเศรษฐกิจมีแนวโน้มดีขึ้น แต่กองทุนที่ออกมาจะต้องเหมาะสมกับนักลงทุนที่เล่นหุ้นได้ โดยประเทศไทยไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง หลังจากเพิ่งประสบกับบาดเจ็บไปไม่นานนัก ส่วนราคาอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐอเมริกายังไม่แน่ใจว่าจะปรับลดลงไปอีกหรือ ไม่ คิดว่าเรื่องนี้ยังมีปัญหาอยู่บ้าง อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นในปัจจุบันได้สะท้อนถึงภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกรวดเร็วเกินไป คาดว่าราคาหุ้นในช่วงจากนี้ไปน่าจะปรับตัวลงมาเพื่อเป็นการปรับฐาน ซึ่งเยอรมนีและฝรั่งเศส ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ออกมาแสดงให้เห็นว่าได้ออกจากภาวะวิกฤติแล้ว ด้านญี่ปุ่นก็เช่นกัน ส่วนไทยค่อนข้างผันผวน แต่เคยผ่านภาวะวิกฤติเศรษฐกิจไม่นานมานี้

นายวนา กล่าวต่อว่า สำหรับธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) สามารถเติบโตไปเรื่อยๆ โดยจะพยายามรักษาฐานลูกค้า และเพิ่มลูกค้าให้มากขึ้น ซึ่งจะแยกออกเป็น 2 กลุ่มด้วยกัน ลูกค้ากลุ่มแรกลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ส่วนกลุ่มที่ 2 เป็นนักลงทุนที่ใกล้จะพ้นวัยเกษียณอายุ เพราะว่าหลังเกษียณอายุแล้วก็ไม่ได้ลงทุนในกองสำรองเลี้ยงชีพอีก ส่งผลให้ต้องไปลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ ด้วยตนเองแทน ซึ่งมองว่ายังมีโอกาสที่เข้าไปเจาะตรงนั้นได้ ส่วนกองทุนส่วนบุคคล (Private Fund) นักลงทุนบางคนไม่มีเวลาศึกษาเอง โดยบริษัทจะเข้าไปให้คำแนะนำการลงทุนให้ และในปัจจุบันมองว่าสามารถเข้าไปลงทุนในต่างประเทศได้แล้ว ซึ่งจะช่วยให้นักลงทุนตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ในภาวะเศรษฐกิจอย่างนี้น่าจะไปได้เรื่อยๆ และในปัจจุบันสัดส่วนการลงทุนของกองทุนนี้ค่อนข้างกระจาย โดยในแง่บัญชีจะมีนักลงทุนประเภทบุคคลธรรมดาค่อนข้างมาก ขณะที่หากวัดกันที่มูลค่าสินทรัพย์จะเป็นนักลงทุนประเภทสถาบันที่มีจำนวน มากกว่า

ปัจจุบัน มูลค่าสินทรัพย์ของกองทุนส่วนบุคคลอยุ่ที่ 4,000 ล้านบาท โดยนักลงทุนสนใจเข้ามาซื้อหุ้นมากขึ้น เพราะว่าเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนกลับมาให้ความสนใจซื้อหุ้น เชื่อว่าหลักทรัพย์เป็นโอกาสอีกครั้ง ขณะเดียวกัน นักลงทุนที่จะเข้ามาลงทุนแบบกองทุนส่วนบุคคลจะต้องสามารถยอมรับความเสี่ยง ได้สูง โดยจะหาเอกชนรองรับกองทุน ทั้งนี้ บริษัทจะไปเจาะด้านเอาท์ซอร์ส เพื่อนำเสนอให้บริษัทที่ต้องการลงทุน โดยบางบริษัทอาจจะมีฝ่ายลงทุนเป็นของตนเอง แต่หากบริษัทดังกล่าวว่าจ้างบลจ.ยูโอบีมาช่วยดูแลการลงทุน อาจจะช่วยประหยัดต้นทุนค่าใช้จ่ายได้มากกว่า ซึ่งในส่วนของธนาคารยูโอบีก็มีการแนะนำการลงทุนด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีความหลาก หลาย เชื่อว่ายังมีโอกาสอีกมาก แต่ต้องรอโอกาสและจังหวะ  ทั้งนี้ ลูกค้าบางส่วนจะมาจากธนาคารยูโอบี และผ่านทางการแนะนำของลูกค้าเดิม

นายวนา กล่าวว่า นักลงทุนที่เข้าลงทุนในตราสารหนี้ในส่วนของกองทุนส่วนบุคคล จะต้องมีเงินลงทุนประมาณ 100 ล้านบาทขึ้นไปจึงจะสามารถกระจายการลงทุนได้อย่างเหมาะสม ขณะที่การลงทุนในหุ้น นักลงทุนมีเงินลงทุนตั้งแต่ 50 ล้านบาทขึ้นไปก็สามารถลงทุนได้แล้ว เพราะว่าหุ้นมีสภาพคล่องสูงกว่า แต่ไม่ได้ปิดโอกาสลูกค้าที่มีวงเงินลงทุนไม่ถึงจำนวนดังกล่าวเข้ามาลงทุน โดยที่ผ่านมา นักลงทุนอาจจะเจ็บไปมาก แต่ส่วนใหญ่บริษัทจะดูที่ศักยภาพของนักลงทุนเป็นหลัก หากมีศักยภาพที่ดีอาจจะเริ่มต้นด้วยวงเงินลงทุนที่ต่ำกว่าที่บริษัทตั้งไว้ ได้

นักธุกิจอสังหาฯ พอใจผลงานรัฐบาล 6 เดือน ชี้ มาตรการลงทุนสาธารณูปโภคพื้นฐาน โดนใจมากที่สุด พร้อมขอความชัดเจน-นโยบายต่อเนื่อง ทั้งการลำดับโครงการลงทุน ระยะเวลาการก่อสร้าง โดยเฉพาะรถไฟฟ้า เริ่มก่อสร้างเส้นทางใดก่อน ส่วนมาตรการนำเงินต้น-ดบ.3 แสน หักลดหย่อนภาษี และการขยายเวลาการลดค่าธรรมเนียม-ภาษีจดจำนอง ถึงเดือน มี.ค.53 ทำให้อุปสงค์เพิ่มขึ้นชัดเจน ด้านศูนย์ข้อมูลอสังหาฯ ธอส.เผย 5 เดือนแรกปี 52 ที่อยู่อาศัยสร้างใหม่ใน กทม.-ปริมณฑล ยอดจดทะเบียนเพิ่ม 5% บ้านเดี่ยวนำโด่ง 12,350 หน่วยรองลงมาเป็นคอนโดฯ 11,300 หน่วย รั้งท้ายด้วยบ้านแฝด 550 หน่วย ชี้เดือน พ.ค.ยอดโอนพุ่งสูงสุด คอนโดฯ แชมป์โอนกว่า 5 พันหน่วย ยอดเท่ากับ 4 เดือนรวมกัน ส่วนบ้านบีโอไอคาดเห็นผลปีหน้า หวั่นการเมือง ไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ กระทบความเชื่อมั่นอีกครั้ง

นายกิตติพล ปราโมช ณ อยุธยา นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย กล่าวถึงผลงานรัฐบาลในรอบ 6 เดือน โดยระบุว่า ภาคธุรกิจอสังหาฯ มีความพอใจผลงานแก้ไขปัญหาของรัฐบาล เพราะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลประกาศ โดยเฉพาะการลงทุนในสาธารณูปโภคพื้นฐาน เป็นนโยบายที่มีความจำเป็น แต่อยากให้มีความชัดเจนเกี่ยวกับการลำดับโครงการลงทุน ระยะเวลาการก่อสร้าง โดยเฉพาะรถไฟฟ้าว่า จะก่อสร้างเส้นทางใดก่อน

ทั้งนี้ หากรัฐบาลดำเนินการได้ตามเป้าหมายจะกระตุ้นภาคแรงงานและวัสดุก่อสร้างให้ คึกคักมากขึ้น และอยากเห็นความต่อเนื่องนโยบายรัฐบาล เพราะกว่าที่ผลของมาตรการจะเกิดต่อเศรษฐกิจจะต้องใช้เวลา 1-2 ปี รวมทั้งอยากให้รัฐบาลมีเสถียรภาพ

“สิ่งที่ต้องจับตามอง คือ ราคาน้ำมัน แต่เชื่อว่า คงปรับขึ้นไม่มาก และไม่ทำให้ราคาอสังหาริมทรัพย์ไทยต้องขยับขึ้นตาม ขณะเดียวกันก็คงต้องดูภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างว่า จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง”

ส่วนมาตรการที่รัฐบาลประกาศออกมาเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ เช่น การให้นำเงินต้นและดอกเบี้ย 300,000 บาท มาหักลดหย่อนภาษีได้จนถึงสิ้นปีนี้ และการขยายเวลาการลดค่าธรรมเนียมและภาษีจดจำนองจนถึงเดือนมีนาคม 2553 ก็ช่วยกระตุ้นการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยของประชาชนได้ระดับหนึ่ง

นายกิตติพล ยอมรับว่า ในช่วงครึ่งปีแรกยอดขายอสังหาริมทรัพย์มีการชะลอตัวร้อยละ 5-10 แต่ไม่ถึงกับวิกฤต เพราะบ้านเดี่ยวราคา 3-7 ล้านบาท ยังเป็นที่สนใจของประชาชน และเฃื่อว่าในช่วงครึ่งปีหลังตลาดอสังหาริทรัพย์จะดีขึ้น เนื่องจากเชื่อว่า เศรษฐกิจโลกผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ดังนั้น เศรษฐกิจไทยก็น่าจะฟื้นตัวตาม โดยประเมินยอดขายอสังหาฯ ทั้งปีจะลดลงร้อยละ 5 จากจำนวนอสังหาริมทรัพย์ที่มีการจดทะเบียนประมาณ 80,000 ยูนิตในปีก่อนหน้านี้ แต่แบ่งเป็นบ้านเอื้ออาทร 8,000 ยูนิต

นพ.สมเชาว์ ตันฑเทอดธรรม อดีตนายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย กล่าวว่า ผลงาน 6 เดือนของรัฐบาลถือว่าทำเต็มที่แล้ว เนื่องจากยังมีปัจจัยลบมากมาย ทำให้การใช้มาตรการต่างๆ อาจจะไม่เต็มที่ แต่ก็ให้กำลังใจรัฐบาลในการทำงานต่อ เพราะยังต้องเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจและการระบาดของไข้หวัด 2009 ส่วนภาพรวมอสังหาริมทรัพย์ในช่วงครึ่งปีหลัง มีการชะลอตัวบ้าง แต่เชื่อว่า จะดีกว่าครึ่งปีแรก ผู้บริโภคคงจะมีการเร่งซื้อที่อยู่อาศัยเพื่อใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษี

ทั้งนี้ ทางสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย จะจัดงานแสดงสินค้าบ้านเดี่ยว ทาวเฮ้าส์และคอนโดมีเนียม ระหว่าง 11-20 กันยายน 2552 นี้ ที่สยามพารากอน โดยมีมากกว่า 20 โครงการ มูลค่ารวมของโครงการ 10,000 ล้านบาท และคาดว่า จะมียอดขายภายในงาน 600-1,000 ล้านบาท

นายสัมมา คีตสิน ผู้อำนวยการ ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิด เผยถึงตัวเลขเบื้องต้นของที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียนใหม่ ในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล รวม 5 เดือนแรกของปี 2552 (มกราคม-พฤษภาคม ) พบว่ามีจำนวนรวมประมาณ 28,800 หน่วย เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 5 จากตัวเลขประมาณ 27,450 หน่วยในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วเมื่อแยกประเภทของที่อยู่อาศัยสร้าง เสร็จจดทะเบียนใหม่ พบว่าเป็นบ้านเดี่ยวจำนวนประมาณ 12,350 หน่วย หรือประมาณร้อยละ 43 ของทั้งหมด รองลงมาเป็นห้องชุดคอนโดมิเนียมประมาณ 11,300 หน่วย หรือประมาณร้อยละ 39 ของทั้งหมด อันดับ 3 เป็นทาวน์เฮาส์และอาคารพาณิชย์ประมาณ 4,650 หน่วย หรือประมาณร้อยละ 16 ของทั้งหมด และที่เหลือเป็นบ้านแฝดประมาณ 500 หน่วย

ทั้งนี้ เมื่อแยกตามพื้นที่ พบว่า ที่อยู่อาศัยทุกประเภทอยู่ในกรุงเทพฯ แห่งเดียวประมาณ 14,700 หน่วย หรือประมาณร้อยละ 51 อยู่ใน 5 จังหวัดปริมณฑลรอบกทม.รวมประมาณ 14,100 หรือประมาณร้อยละ 49 แบ่งเป็นนนทบุรีประมาณ 5,900 หน่วย หรือประมาณร้อยละ 20.5 สมุทรปราการประมาณ 2,750 หน่วย หรือประมาณร้อยละ 9.5 นครปฐม ประมาณ 2,350 หน่วย หรือประมาณร้อยละ 8 ปทุมธานีประมาณ 2,100 หน่วย หรือประมาณร้อยละ 7 และสมุทรสาคร ประมาณ 1,000 หน่วย หรือประมาณร้อยละ 3.5

นอกจากนี้ ยังพบว่า ในเดือนพฤษภาคม 2552 มีที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียนใหม่ในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล จำนวนประมาณ 9,650 หน่วย นับเป็นเดือนที่มีจำนวนหน่วยสร้างเสร็จจดทะเบียนใหม่สูงที่สุดตั้งแต่ต้นปี นี้มา โดยในเดือนมกราคม มีจำนวนประมาณ 3,450 หน่วย เดือนกุมภาพันธ์ มีจำนวนประมาณ 6,000 หน่วย เดือนมีนาคม มีประมาณ 6.100 หน่วย และเดือนเมษายน ซึ่งเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในประเทศมีน้อยมากเพียงประมาณ 3,550 หน่วย

ขณะเดียวกัน เมื่อแยกประเภทของที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียนใหม่เดือนพฤษภาคมพบว่า เป็นห้องชุดคอนโดมิเนียมมากที่สุดถึงประมาณ 5,250 หน่วย หรือประมาณร้อยละ 54 ของทั้งหมด เป็นบ้านเดี่ยวประมาณ 2,700 หน่วย หรือประมาณร้อยละ 28 ของทั้งหมด เป็นทาวน์เฮาส์ และอาคารพาณิชย์ประมาณ 1,550 หน่วย หรือประมาณร้อยละ 16 ของทั้งหมดและที่เหลือเป็นบ้านแฝดประมาณ 150 หน่วย แสดงให้เห็นว่าในเดือนพฤษภาคมเดือนเดียวมีห้องชุดคอนโดมิเนียมสร้างเสร็จจด ทะเบียนใหม่เกือบเท่ากับจำนวนของ 4 เดือนแรก รวมกัน โดยพบว่าเดือนมกราคม-เมษายน มีห้องชุด คอนโดมิเนียมสร้างเสร็จจดทะเบียนใหม่ร่วมกันมีจำนวนประมาณ 6,050 หน่วย

“หากแยกเป็นแต่ละเดือนพบว่าในเดือนมกราคม 2552 มีจำนวนห้องชุดคอนโดมิเนียมสร้างเสร็จจดทะเบียนใหม่ประมาณ 750 หน่วย ในเดือนกุมภาพันธ์ มีจำนวนห้องชุดคอนโดมิเนียมสร้างเสร็จจดทะเบียนใหม่ประมาณ 2,550 หน่วย ในเดือนมีนาคมมีจำนวนห้องชุดคอนโดมิเนียมสร้างเสร็จจดทะเบียนใหม่ประมาณ 1,700 หน่วย และในเดือนเมษายนมีจำนวนห้องชุดคอนโดมิเนียมสร้างเสร็จจดทะเบียนใหม่ประมาณ 1,050 หน่วย”

อย่างไรก็ตาม แม้จะยังมีหน่วยห้องชุดคอนโดมิเนียมสร้างเสร็จจดทะเบียนมาก แต่ไม่ใช่ยอดขาย และเป็นผลโครงการที่เริ่มก่อสร้างมาตั้งแต่ปี 2550 เป็นส่วนใหญ่ อีกทั้งในช่วงครึ่งแรกของปีนี้มีโครงการคอนโดมิเนียมเปิดใหม่ค่อนข้างน้อย โดยคาดว่าบริษัทขนาดใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์จะมีการเปิดโครงการ คอนโดมิเนียมในครึ่งหลังของปีเพิ่มมากขึ้นกว่าในครึ่งแรก โดยแนวโน้มจะเป็นโครงการที่มีราคาขายหน่วยละไม่เกิน 3 ล้านบาท เนื่องจากในสภาพเศรษฐกิจเช่นนี้ กำลังซื้อต่อหน่วยของผู้บริโภคส่วนใหญ่อยู่ในระดับปานกลางค่อนไปทางต่ำ

นายสัมมา ยังกล่าวถึงโครงการบ้านบีโอไอหลังรัฐบาลปรับเงื่อนไขในการส่งเสริมการลงทุน สำหรับโครงการที่อยู่อาศัยราคาต่ำขยายเพดานราคาขายห้องชุดคอนโดมิเนียมในเขต ส่งเสริมการลงทุนโซน 1 (กรุงเทพฯ-ปริมณฑล) จากไม่เกิน 600,000 บาท เป็นไม่เกิน 1 ล้านบาทและบ้านแนวราบเป็นไม่เกิน 1.2 ล้านบาทนั้น ทำให้ในไตรมาสที่ 2 ไม่มีการขอรับการส่งเสริมจากบีโอไอเลยเพราะผู้ประกอบการรอเงื่อนไขใหม่ แต่หลังจากนี้ คาดว่า จะมีผู้ประกอบการหลายราย ทั้งที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯและนอกตลาด จะเบนเข็มมาสร้างที่อยู่อาศัยในราคาไม่เกินเพดานใหม่ เพื่อหวังได้รับสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลานานถึง 5 ปีในโซน 1 และคาดว่า จะสร้างเสร็จในปีหน้าหรือปีถัดไปจึงคาดว่าจำนวนที่อยู่อาศัยระดับราคา กลาง-ต่ำ (Lower-Middle Price Range) จะมีมากขึ้นในปีหน้า

นายสัมมา ยังระบุว่า สถานการณ์การเมืองแบ่งสีกำลังทวีความเข้มข้นขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่จะถึงนี้ และอาจต่อเนื่องไปอีกระยะหนึ่ง รวมทั้งสถานการณ์ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ซึ่งยังไม่สร่างซาลง อาจทำให้ความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการ ซึ่งทำท่าว่าจะดีขึ้นต่อเนื่องในระยะต่อไป ต้องสะดุดลงอีกครั้งหนึ่ง หากมีการใช้ความรุนแรงหรือมีอาการสะดุดทางการเมืองจากคดีความและผู้เกี่ยว ข้องกับคดีความต่างๆ อีกทั้งในเดือนสิงหาคมและกันยายนนั้น มักเป็นเดือนที่มีการเปลี่ยนแปลงโยกย้ายตำแหน่งหน้าที่ราชการต่างๆ ด้วย

บลจ.ทิสโก้ เล็งออกกองดัชนี-เซคเตอร์ฟันด์ เพิ่มโปรดักซ์กระจายเสี่ยงให้นักลงทุน ระบุกองนิวซี่แลนด์ขยายอายุกองไร้ปัญหา นักลงทุนให้มติเรียบร้อย ส่วนกองออสเตรเลียผลตอบแทนกระเตือง เอ็นเอวีล่าสุดทะลุ 10 บาท ส่วนจะขยายอายุกองหรือไม่ต้องตามใจนักลงทุน

นายธีรนาถ รุจิเมธาภาส

นายธีรนาถ รุจิเมธาภาส กรรมการผู้จัดการบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) ทิสโก้ เปิดเผยว่า การขยายอายุกองทุนพันธบัตรนิวซีแลนด์ของบริษัทปัจจุบันได้ขอมติต่อผู้ถือ หน่วยลงทุนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นไปตามข้อบังคับในการขยายเวลากองทุนที่จะต้องยื่นของมติจากผู้ถือ หน่วยลงทุนทุกครั้ง อย่างไรก็ตามการขยายเวลาในครั้งนี้บริษัทได้ตั้งเงื่อนไขการยุบกองทุนเอาไว้ เมื่อมูลค่าหน่วยลงทุน(เอนเอวี) เป็นไปตามเป้าหมายที่ได้ตกลงไว้กับผู้ถือหน่วย

ทั้งนี้ ในส่วนของกองทุนพันธบัตรออสเตรเลีย ขณะนี้บริษัทยังไม่ได้ทำการข้อมติขยายอายุกองทุน เนื่องจากกองทุนนี้ยังไม่ครบกำหนดอายุโครงการตามหนังสือชี้ชวนที่ให้ไว้ใน ตอนแรก นอกจากนี้ผลงานของกองทุนนี้ยังปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนมีมูลค่าหน่วยลงทุนในปัจจุบันเกิน 10.00 บาทต่อหน่วยไปแล้ว อย่างไรหากนักลงทุนมติต้องการขยายเวลาลงทุนก็สามารถทำได้เช่นกัน

“ตอนนี้เอ็นเอวีกองออสซี่มันเกิน 10 บาทไปแล้ว แต่มันจะไปครบกำหนดในช่วงเดือนกันยา ซึ่งถ้านักลงทุนจะยืดอายุก็ได้เมื่อถึงตอนนั้น แต่ต้องมีมติออกมา และอาจจมีการตั้งเป้ายุบกองเอาไว้เหมือนกัน ซึ่งจะเป็น 11 บาทหรือเท่าไรก็ว่ากันไป แต่ถึงอย่างไรเขาก็จะได้ผลตอบแทนตามดอกเบี้ยที่พันธบัตรให้ไว้อยู่แล้ว”นาย ธีรนาถกล่าว

นายธีรนาถ กล่าวอีกว่า สำหรับแนวโน้มของกองทุนนี้จะขึ้นอยู่กับเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนที่เราเปิด ช่องเอาไว้ ซึ่งปัจจุบันค่าเงินของประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์มีแนวโน้มปรับตัวดี ขึ้นเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์ โดยเฉพาะในส่วนของประเทศออสเตรเลียที่ปรับตัวแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง และในอนาคตก็น่าจะดีขึ้นกว่านี้หลังจากที่เศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น

“น้ำมันขึ้นมันก็มีส่วนเกี่ยวกับออสเตรเลียเพราะ เขาเป็นผู้ส่งออก ซึ่งถ้าเศรษฐกิจฟื้นเชื่อว่าก็น่าจะเป็นผลดีในด้านค่าเงินและราคาน้ำมันของ ออสเตรเลียได้”นายธีรนาถกล่าว

ส่วนการเปิดขายกองทุนประเภทนี้เพิ่มเติมนั้น นายธีรนาถ กล่าวว่า คงจะต้องรอดูสถาการณ์และความต้องการของนักลงทุนก่อน ซึ่งขณะนี้บริษัทน่าจะมีกองทุนประเภทอื่นออกมาขายให้นักลงทุนไปก่อน ส่วนหลังจากนี้ที่ดูอยู่ก็น่าจะเป็นประเภทกองทุนดัชนี(Index Fund) และ กองทุนเซคเตอร์ฟันด์ โดยบริษัทอยากมีสินค้าให้ครบทุกประเภท เพื่อให้นักลงทุนสามารถกระจายการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“เจ้าหน้าที่เราจะแนะนำตลอดว่าให้น้ำหนักอะไรช่วงไหน ซึ่งเราก็อยากมีโปรดักซ์ให้ครบไลน์ เพื่อจะได้จัดสรรประเภทสินทรัพย์ให้ได้สัดส่วนตามผลตอบแทนและความเสี่ยงที่ ลูกค้าต้องการ(asset allocation”นายธีรนาถกล่าว

ผมได้มีโอกาสเข้าฟังสัมมนา “Quarterly Economic Assessment and Outlook” ที่จัดโดยธนาคารแห่งประเทศไทย จึงเป็นที่มาของเรื่องราวในวันนี้ที่อยากจะแลกเปลี่ยนวิธีคิดของผู้จัดการ กองทุนคนหนึ่ง ในการที่จะวิเคราะห์ตัวเลขเศรษฐกิจของไทยที่ประกาศออกมา และนำไปสู่การกำหนดกลยุทธ์การลงทุน โดยหวังว่าท่านผู้อ่านน่าจะได้นำแนวคิดไปใช้เป็นอาวุธเสริมสำหรับการจัดพอร์ ตการลงทุนของท่านเอง (ถ้าท่านผู้อ่านท่านใดมีข้อเสนอแนะหรือข้อซักถาม พูดคุยกันได้ที่ http://fundmanagertalk.blogspot.com)

ตัวเลขเศรษฐกิจหาจากไหน

หลายท่านอาจคิดว่าต้องเป็นนักลงทุนสถาบัน จึงจะมีโอกาสเข้าถึงข้อมูลได้มากกว่านักลงทุนรายย่อย ซึ่งไม่จริงทีเดียวสำหรับตัวเลขเศรษฐกิจครับ เพราะตัวเลขเศรษฐกิจไทยส่วนใหญ่จะมีที่มาจากหน่วยงานราชการ ซึ่งสมัยนี้มักจะนำเสนอผ่านเวบไซต์ โดยผู้ลงทุนทุกประเภทสามารถเข้าถึงได้พร้อมกัน และได้รับข้อมูลที่เหมือนกัน  สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจไทยหลัก ๆ ที่น่าติดตาม ผมคิดว่ามีดังนี้ครับ 1. รายงานเศรษฐกิจและการเงินรายเดือน โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (www.bot.or.th >>> เลือก “ภาวะเศรษฐกิจ”) โดยรายงานนี้จะเผยแพร่เป็นรายเดือน ทุก ๆ วันทำการสุดท้ายของเดือน โดยครอบคลุมถึงตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ อาทิ เช่น ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม, อัตราการใช้กำลังการผลิต, เครื่องชี้การอุปโภคบริโภคของภาคเอกชน, เครื่องชี้การลงทุนภาคเอกชน, อัตราเงินเฟ้อ, ภาคส่งออก-นำเข้า ฯลฯ

2. รายงานแนวโน้มเงินเฟ้อ โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (www.bot.or.th >>> เลือก “ภาวะเศรษฐกิจ” >>> เลือก “รายงานแนวโน้มเงินเฟ้อ”) รายงานนี้มีประโยชน์มากครับ เพราะจะมีรายละเอียดเชิงลึกของทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจ รวมถึงประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจในปีข้างหน้า ทั้งตัวเลขเศรษฐกิจโดยรวม และแต่ละภาคส่วน โดยรายงานนี้จะเผยแพร่เป็นรายไตรมาส ในเดือน มกราคม, เมษายน, กรกฎาคม, และตุลาคม ของทุกปีครับ

3. ตัวเลขอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ โดย สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (www.nesdb.go.th >>> เลือก “ข้อมูลเศรษฐกิจและสังคม” >>> เลือก “บัญชีประชาชาติ” >>> เลือก “Quarterly Gross Domestic Product”) โดยตัวเลข GDP จะประกาศหลังจากสิ้นไตรมาสประมาณ 2 เดือน เช่น ตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 2/52  ปีนี้จะประกาศประมาณช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2552 นี้ โดยรายงานฉบับนี้จะลงลึกในรายละเอียดทั้งหมดของอัตราการเจริญเติบโตเศรษฐกิจ ในไตรมาสที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญ ที่ประกาศจากหน่วยงานรัฐครับ เช่น ตัวเลขเงินเฟ้อ และตัวเลขการส่งออก / นำเข้า ที่ประกาศโดยกระทรวงพาณิชย์ (www.mof.go.th), ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ประกาศโดย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (www.thaiechamber.com) เป็นต้น ตัวเลขเศรษฐกิจหลัก ๆ ที่ควรติดตาม
ถ้าคุณไม่ได้ทำงานที่ต้องติดตามตัวเลขเศรษฐกิจ อย่างใกล้ชิด คงจะเป็นการยากหากคุณจะต้องติดตามตัวเลขเศรษฐกิจทุก ๆ ตัว และทุก ๆ เดือนอย่างที่ผู้จัดการกองทุนทุกคนต้องทำ ดังนั้น ผมจึงแนะนำให้ติดตามเป็นรายไตรมาสครับโดยติดตาม รายงาน 2 ฉบับนี้ครับ

1. “รายงานแนวโน้มเงินเฟ้อ” ของแบงค์ชาติ เพื่อให้ทราบว่าประมาณการเศรษฐกิจ และเงินเฟ้อของแบงค์ชาติเมื่อมองไปข้างหน้าเป็นอย่างไร** สำคัญคือการปรับประมาณการครับ ว่า 3 เดือนที่ผ่านมาแบงค์ชาติได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ เพิ่มขึ้น หรือลดลงอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่ ถ้าปรับประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจขึ้นหรือลงครั้งละมาก ๆ ก็มักจะมีผลต่อตลาดหุ้น, ตลาดตราสารหนี้, รวมถึงอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ

2. ตัวเลข GDP จริงที่ประกาศโดยสภาพัฒน์ฯ อันนี้จะทำให้เราเข้าใจว่าแต่ละภาคส่วนของเศรษฐกิจมีแนวโน้มเป็นอย่างไร รวม ถึงสามารถนำไป Cross check กับการประมาณการเศรษฐกิจของแบงค์ชาติได้ด้วยครับ ยกตัวอย่างเช่น หากประมาณการเศรษฐกิจที่ออกมาในเดือนเมษายนบอกว่าปีนี้ เศรษฐกิจจะโตมาก แต่พอตัวเลขจริงของไตรมาส 1 ที่ประกาศในเดือนพฤษภาคม ออกมาไม่ดี เราก็พอจะคาดเดาได้ครับว่าน่าจะการปรับลดประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจที่จะ ประกาศในเดือนกรกฎาคม ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นบ้างแน่นอน ไม่มาก ก็น้อยครับ

…ในสัปดาห์หน้าเราจะมาทำการวิเคราะห์กันครับว่าตัวเลขดังกล่าวจะ นำไปวิเคราะห์ได้อย่างไร และที่สำคัญคือจะนำตัวเลขนั้นไปจัดกลยุทธ์การลงทุนได้อย่างไร ติดตามฉบับหน้าครับ คอลัมน์ คุยกับผู้จัดการกองทุน
โดย เจษฎา สุขทิศ
ผู้จัดการกองทุนตราสารหนี้
บลจ. อยุธยา จำกัด

ติดตามบทความคอลัมน์ “คุยกับผู้จัดการกองทุน” ที่เคยตีพิมพ์ในอดีต และ Investment Tips อื่น ๆ โดยคุณเจษฎา สุขทิศ, CFA. ได้ใน http://fundmanagertalk.blogspot.com

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์


© 2007 Nuk Long Tun : นักลงทุน | สร้างบล็อกฟรี : SEO : รถมือสอง : Football Shirt : coupon : ชุดเดรส : Wedding Hairstyles : shopping blog : ที่พักชะอำ : Football Shirt : ลงโฆษณาฟรี : หอพัก : ดาวน์โหลดโปรแกรม : ของชำร่วย : wedding cake : นาฬิกาข้อมือ | Powered by Wordpress