กองทุนส่วนบุคคลเดือนเมษายนขยายตัวตามดัชนีหุ้นทะยาน พบทั้งระบบเงินโตขึ้นกว่า 5,431.84 ล้านบาท บลจ.กสิกรไทย ยังครองแชมป์ ด้วยเงินลงทุนรวม 3.6 หมื่นล้านบาท หวั่น ก.ล.ต. แก้หลักเกณฑ์ เปิดทางบริษัทในเครือบริหารเงินกันเอง ฉุดการขยายตัว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการลงทุนในกองทุนส่วนบุคคลในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา คึกคักขึ้นตามดัชนีตลาดหลักทรัพย์ที่ปีรับตัวเพิ่มขึ้น โดยพบว่าตัวเลขเงินลงทุนทั้งระบบ เพิ่มขึ้นกว่า 5,431.84 ล้านบาท ทำให้สินทรัพย์รวมขยับเพิ่มขึ้นจาก 148,900.25 ล้านบาท เป็น 154,332.09 ล้านบาท สอดคล้องกับจำนวนกองทุนที่เพิ่มขึ้นมาเป็น 1,098 กองทุน จาก 1,088 กองทุนก่อนหน้านี้
ส่วนบรรยากาศการแข่งขันในอุตสาหกรรมเอง ยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงมากนัก โดยเงินที่เพิ่มขึ้นมาส่วนใหญ่มาจากการปรับตัวของดัชนีหุ้นเป็นหลัก ทั้งนี้ บริษัทที่มีส่วนแบ่งการตลาด (มาร์เก็ตแชร์) สูงสุด 10 อันดับแรกประกอบด้วย บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กสิกรไทย จำกัด ด้วยเงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 36,293.42 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้านี้ประมาณ 1,368.12 ล้านบาท จากเงินลงทุนเดิม 34,925.30 ล้านบาท
อันดับ 2 บลจ.วรรณ ด้วยสินทรัพย์รวมทั้งสิ้น 23,108.96 ล้านบาท โดยมีเงินลงทุนเพิ่มขึ้นประมาณ 619.30 ล้านบาท จากจำนวน 22,489.66 ล้านบาท อันดับ 3 บลจ.ทิสโก้ มีสินทรัพย์รวม 21,326.84 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 403.71 ล้านบาท อันดับ 4 บลจ.เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) ด้วยสินทรัพย์รวม 20,736.74 ล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 446.69 ล้านบาท อันดับ 5 ไอเอ็นจี (ประเทศไทย) จำกัด มีสินทรัพย์รวม 16,329.83 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 499.62 ล้านบาท
อันดับ 6 บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง จำกัด ด้วยจำนวนเงินลงทุนรวม 5,877.66 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 341.63 ล้านบาท อันดับ 7 บลจ.ไทยพาณิชย์ สินทรัพย์รวม 4,888.65 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 335.47 ล้านบาท อันดับ 8 บลจ.อยุธยา สินทรัพย์รวม 3,819.17 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 58.28 ล้านบาท อันดับ 9 บลจ.อเบอร์ดีน 3,404.90 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 192.94 ล้านบาทและอันดับ 10 บลจ.นครหลวงไทย ด้วยสินทรัพย์รวมทั้งสิ้น 3,053.70 เพิ่มขึ้นประมาณ 164.82 ล้านบาทจากเดือนก่อนหน้านี้
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เมื่อเร็วๆนี้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการประกอบธุรกิจการจัดการกองทุนส่วนบุคคล โดยกำหนดให้การบริหารจัดการทรัพย์สินให้แก่บริษัทที่อยู่ในกลุ่มกิจการเดียว กัน ถือเป็นการบริหารทรัพย์สินของตนเอง ไม่จำเป็นต้องได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทการจัดการกองส่วน บุคคล โดยกำหนดให้บริษัทที่ให้บริการและบริษัทที่รับบริการต้องมีความสัมพันธ์ทาง โครงสร้างการถือหุ้นที่เกินกว่า 50% หรือแสดงได้ว่าเป็นกลุ่มกิจการเดียวกัน
ทั้งนี้ มีความกังวลว่าการปรับปรุงหลักเกณฑ์ดังกล่าว อาจจะกระทบต่อภาพรวมของกองทุนส่วนบุคคล เนื่องจากเงินส่วนนี้ จะถูกโยกไปให้บริษัทในเครือที่สามารถสามารถลงทุนเองได้ ลงทุนให้ ดังนั้น การขยายตัวในธุรกิจนี้อาจจะลดน้อยลง โดยเฉพาะเงินที่เคยไหลเข้าบริษัทจัดการกองทุน (บลจ.) ที่ส่วนใหญ่ มรใบอนุญาติบริหารกองทุนส่วนบุคคลอยู่แล้ว
เกี่ยวกับเรื่องนี้ นางจารุพรรณ อินทรรุ่ง ผู้อำนวยการฝ่ายงานเลขาธิการ สำนักงาน ก.ล.ต. เปิดเผยว่า การปรับปรุงหลักเกณฑ์ดังกล่าว มีที่มาที่ไปจากการที่ สำนักงาน ก.ล.ต.เอง เล็งเห็นว่า เงินลงทุนจากบริษัทในเครือเดียวกัน อาจจะไม่จะเป็นต้องได้รับการปกป้อง หรือมีหลักเกณฑ์ควบคุมเช่นเดียวกับเงินลงทุนของนักลงทุนทั่วไป เพราะเป็นการดูแลเงินในกลุ่มเดียวกันเอง ซึ่งต่างจากการบริหารเงินให้กับนักลงทุนทั่วไป ที่จะต้องใช้ความรู้ความสามารถ และความเชี่ยวชาญ ในการหาประโยชน์สูงสุดให้ลูกค้าที่ต้องการได้รับการปกป้องหากเกิดความผิด พลาด หรือไม่ได้รับความเป็นธรรม
ทั้งนี้ ไม่กังวลว่าจะกระทบกับธุรกิจจัดการกองทุนส่วนบุคคลในปัจจุบัน เพราะเงินเหล่านี้ สำนักงานก.ล.ต.เอง ต้องการให้เข้ามาอยู่ในตลาดทุนอยู่แล้ว โดยเรื่องนี้ สำนักงานได้หารือกับสมาคมบริษัทจัดการกองทุน (สมาคมบลจ.) แล้ว ซึ่งเขาเองก็เห็นด้วย เพราะจะทำให้มีความคล่องตัวมากขึ้น
“การตัดสินใจว่าจะให้บริษัทในเครือบริหารพอร์ตของตัวเองหรือกลุ่ม ธุรกิจอื่นๆ ในเครือ ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเขาเองว่ายอมที่จะสละการได้รับการปกป้องผล ประโยชน์หรือไม่ ซึ่งการแก้ไขดังกล่าว ทำให้ง่ายขึ้นและสอดคล้องกับการจัดโครงสร้างกลุ่มธุรกิจ ว่าจะให้ใครบริหารเงิน”นางจารุพรรณกล่าว
ด้านนางวรวรณ ธาราภูมิ กรรมการผู้จัดการบลจ.บัวหลวง ให้ความเห็นว่า การแก้เกณฑ์ของ ก.ล.ต.ในครั้งนี้ คงมองว่าหากเป็นบริษัทในเครือเดียวกัน ถือหุ้นเกิน 50% แสดงว่ามีอำนาจควบคุมเต็มที่อยู่แล้ว ดังนั้น หากจะให้บริษัทในเครือกิจการเดียวกันมาบริหารพอร์ตการลงทุนให้ ก็น่าจะทำได้เลยโดยไม่ต้องให้ไปขอไลเซ่นส์กองทุนส่วนบุคคล ซึ่งจะเสียเงินเพิ่ม และมีการกำกับดูแล ฯลฯ จาก กลต. อันเป็นต้นทุนที่ไม่จำเป็น