เลขาธิการ สมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ ชี้ นักลงทุนไม่วิตกกับการชุมนุมของคนเสื้อแดงในวันพรุ่งนี้มากนัก เนื่องจากเชื่อว่ารัฐบาลจะดูแลความเรียบร้อยได้

นาย สมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ กล่าวว่า การนัดชุมนุมใหญ่ของกลุ่มคนเสื้อแดงในวันพรุ่งนี้นักลงทุนไม่ได้ตื่นตกใจมาก นัก และที่ผ่านมาตลาดก็ยังไม่ได้ตอบรับกับกระแสข่าวการชุมนุมดังกล่าว แต่ก็เป็นเรื่องที่ต้องติดตามการนัดรวมพลว่าจะมีความหนาแน่นของมวลชนในระดับ ใด รวมทั้งเนื้อหาในการปราศรัย ซึ่งอาจเป็นการนัดรวมพลในนัดแรกเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ยังเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะมีวิธีการดูแลการชุมนุมให้อยู่ในความสงบได้ ส่วนสถานการณ์เศรษฐกิจนั้น มองว่า ตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2 แม้จะปรับลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ก็มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสแรกที่ผ่านมารวมถึงผลประกอบการของ บริษัทจดทะเบียนที่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นด้วย จากการฟื้นตัวของธุรกิจพลังงาน โรงกลั่นปิโตรเคมีขณะที่ธุรกิจอื่น ๆก็สามารถประคับประคองตัวเองได้

อย่างไรก็ตาม สมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ เตรียมปรับเป้าดัชนีสิ้นปีในเดือน ก.ค. นี้ใหม่ ซึ่งมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นจากเดิมที่คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 535 จุด หลังดัชนีได้ปรับขึ้นไปเกินจุดสูงสุดที่ตั้งไว้แล้ว เมื่อช่วงต้นเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา ที่ระดับ 638 จุด

ข่าวจาก : INN news

ธ.ทหารไทย แจงฐานะทางการเงินยังแข็งแกร่ง หลังมูดีส์อินเวสเตอร์ ประกาศหั่นเครดิตเหลือ Baa3 ยืนยัน ยังเป็นระดับน่าลงทุน ขณะที่แบงก์ชาติ ออกโรงการรันตีฐานะทางการเงินซ้ำอีกครั้ง ส่วนผู้ถือหุ้นใหญ่ 3 ราย ก็ยังไม่พบปัญหาอะไร

ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TMB ชี้แจงกรณีการปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit rating) ของธนาคาร โดย Moody’s Investors Service จาก Baa2/Prime 2 มาเป็น Baa3/Prime 3 เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2552 เนื่องมาจาก Moody’s ได้ปรับลดความสามารถของภาครัฐในการให้ความช่วยเหลือ (systemic support input) ที่มีต่อระบบธนาคารโดยรวม จาก Aa2 มาอยู่ที่ A2 ต่อเนื่องจากเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2552 ซึ่ง Moody’s ได้ทำการทบทวนที่จะปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของธนาคารไทยทั้ง 11 แห่ง

กรณีดังกล่าว ธนาคารขอชี้แจงเพิ่มเติมว่า อันดับความน่าเชื่อถือของธนาคารหลังถูกปรับลดแล้ว ยังคงอยู่ในระดับ investment grade โดยในปัจจุบัน ธนาคารทหารไทยมีฐานเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง มีระดับความเพียงพอของเงินกองทุนตามกฎหมายที่ 14.1% สูงกว่าระดับที่กฎหมายกำหนดที่ 8.5% นอกจากนี้ ธนาคารได้ทำการปรับปรุงระบบการบริหารคุณภาพสินทรัพย์ให้ทัดเทียมระบบสากล และยังได้ขาย NPL ออกไปจำนวน 15,000 ล้านบาท ในเดือนพฤษภาคม 2552 อีกทั้งยังกำลังดำเนินแผนกลยุทธ์เพื่อเสริมสร้างฐานธุรกิจ ซึ่งรวมถึง การปรับปรุงระบบดำเนินงานของสาขา (Branch Transformation) การปรับปรุงระบบบุคลากร (HR Transformation) และการพัฒนาธุรกิจรายย่อยสู้ระบบมาตรฐานสากลปัจจุบัน ธนาคารมีสินทรัพย์รวมทั้งสิ้น 601,379 ล้านบาท โดยมี กระทรวงการคลังถือหุ้น 26.1% และ ING Group 25.2%

ขณะเดียวกัน นายสรสิทธิ์ สุนทรเกศ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็ออกมากล่าวยืนยันว่า แบงก์ทหารไทย ไม่มีปัญหาเรื่องฐานะ แม้ทางบริษัทจัดอันดับเครดิตความน่าเชื่อถือ Moody’s Investors Service ได้ ทบทวนอันดับความน่าเชื่อถือของธนาคารจาก ระดับ Baa2/Prime 2 มาเป็น Baa3/Prime 3

ทั้งนี้ กองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS) ในเดือนพฤษภาคม 2552 ของธนาคารทหารไทย อยู่ที่ 14.59% เทียบกับทั้งระบบที่อยู่ที่ 15% ถือว่ายังสูง ขณะที่หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ลดเหลือ 14% จาก 15%

สำหรับในส่วนของผู้ถือหุ้นใหญ่ของธนาคาร ได้แก่ ING BANK N.V. กระทรวงการคลัง และ DBS BANK ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร แม้กระทรวงการคลังจะมีการลดสัดส่วนการถือหุ้น แต่เป็นการลดสัดส่วนเพื่อเปิดทางให้ทางกุ่ม ING เข้ามาถือหุ้น

123 | Page 1 | Page 2 | Page 3 | Page 4 | Page 5 | Page 6 | Page 7 | Page 8 | Page 9Page 10

สำนักงาน ก.ล.ต. ยืดหยุ่นเกณฑ์จัดตั้งกองทุนรวมสาธารณูปโภค ลดขนาดกองทุนขั้นต่ำลงเหลือ 5,000 ล้านบาท พร้อมเปิดช่อง ลงทุนในโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง หรือแล้วเสร็จ 100% ได้ แถมใจอ่อน ไฟเขียวผู้จัดการกองทุนรวมทั่วไป บริหารกองทุน ล่าสุด ก.ล.ต. เตรียมเรียกหน่วยงานเฮียร์ริ่งอีกรอบ เชื่อได้ขอสรุปหลักเกณฑ์เร็วๆนี้ ด้าน “พิชิต” ขานรับ หนุนแผนระดมทุนได้ง่ายขึ้น

นายพิชิต อัคราทิตย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ผ่อนคลายหลักเกณฑ์การจัดตั้งกองทุนรวมสาธารณูปโภค หรืออินฟาสตรักเจอร์ฟันด์มากขึ้นแล้ว โดยล่าสุด มีการยืดหยุ่นให้กองทุนสามารถจัดตั้งกองทุนด้วยมูลค่าโครงการขั้นต่ำ 5,000 ล้านบาท จากเดิมที่กำหนดกรอบเอาไว้ที่ 10,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังขยายกรอบการลงทุนให้สามารถลงทุนในโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ไปจนถึงโครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ 100% ซึ่งในส่วนนี้ถือว่ายิดหยุ่นมากกว่าหลักเกณฑ์เดิมที่กำหนดให้สามารถลงทุนได้ ในโครงการที่ก่อสร้างแล้วเส็จ 80% ขึ้นไป

สำหรับผู้จัดการกองทุนที่จะเข้ามาบริหารจัดการกองทุน จากเดิมที่กำหนดกรอบไว้เฉพาะผู้จัดการกองทุนอสังหาริมทรัพย์เท่านั้น ก็เปิดกว้างให้ผู้จัดการกองทุนรวมทั่วไป สามารถบริหารจัดการกองทุนได้ ส่วนหลักเกณฑ์ในการกู้ยืมเงินนั้น ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง โดยยังคงสัดส่วนเดิมเอาไว้ที่ 10% เช่นเดิม

อย่างไรก็ตาม เร็วๆนี้ สำนักงาน ก.ล.ต. จะมีการเรียกประชุมเพื่อขอแสดงความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง เพื่อหาข้อสรุปในหลักเกณฑ์ดังกล่าว ซึ่งการหารือในครั้งนี้ น่าจะได้ข้อสรุปแล้ว และคาดว่าภายหลังจากสรุปหลักเกณฑ์และออกเป็นประกาศบังคับใช้แล้ว อีกประมาณ 2 เดือนอาจจะได้เห็นกองทุน

นายพิชิตกล่าวว่า การที่หลักเกณฑ์มีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยเฉพาะการกำหนดมูลค่าโครงการขั่นต่ำจาก 10,000 ล้านบาทเป็น 5,000 ล้านบาท จะทำให้จัดตั้งกองทุนได้ง่ายขึ้น และน่าจะขายกองทุนได้ง่ายขึ้น ทั้งนี้ มองว่าการลงทุนในระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน ผ่านอินฟาสตรักเจอร์ ฟันด์ นั้น จะได้รับความสนใจจากนักลงทุน เพราะในต่างประเทศเอง ให้ผลตอบแทนที่สูงถึง 10-18% ซึ่งสูงกว่าผลตอบแทนของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ที่ประมาณ 7% ดังนั้น จึงต้องการให้รัฐบาลเร่งแก้กฎเกณฑ์ที่จะเป็นอุปสรรคต่อการจัดตั้งกองทุน ซึ่งจะช่วยให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ลงทุน

“หากรัฐบาลอนุญาตให้ตั้งกองทุนเพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานได้แล้ว น่าจะได้รับความสนใจจากประชาชน เข้าซื้อหน่วยลงทุนถึงแม้จะมีความเสี่ยงต่อการลงทุนสูง ก็จะได้รับผลตอบแทนสูง เช่น กองทุนที่ตั้งในต่างประเทศได้ผลตอบแทนประมาณร้อยละ 10-18 เพื่อระดมทุนสร้างเขื่อน สนามบิน โรงไฟฟ้า ซึ่งถือเป็นการออมเงินในระยะยาวได้อีกทางหนึ่ง”นายพิชิตกล่าว

ส่วนความคืบหน้าของกองทุนวายุภักษ์ 2 ซึ่งถือเป็นเครื่องมือหนึ่งในการระดมทุนเพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานนั้น มองว่าขณะนี้รัฐบาลยังมีความสามารถในการกู้เงินได้อยู่ ดังนั้น จึงน่าจะยังไม่เห็นในช่วงนี้ อย่างไรก็ตาม กองทุนวายุภักษ์ ยังคงเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการระดมทุนของรัฐบาล โดย 6 ปีที่ผ่านมา กองทุนวายุภักษ์ 1 ได้ส่งเงินให้กับรัฐบาลไปแล้วร่วม 40,000 ล้านบาทโดยไม่ก่อให้เกิดหนี้สาธารณะเลย

“บลจ.เอ็มเอฟซีเองสนใจตั้งกองทุนสาธารณูปโภคอยู่แล้ว แต่ขึ้นอยู่กับว่าภาครัฐเอง จะต้องการให้เอกชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการลงทุนครั้งนี้หรือไม่ เพราะขณะนี้ รัฐบาลยังมีความสามารถในการกู้เงินอยู่ อย่างไรก็ตาม การที่ พ.ร.ก.และ พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจจำนวน 8 แสนล้านบาท ผ่านความเห็นชอบจากสภาฯ น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีให้ภาคเอกชนกล้าที่จะเริ่มลงทุนตามภาครัฐ ซึ่งผลจากการใส่เม็ดเงินลงสู่เศรษฐกิจในระยะสั้นนั้น จะช่วยให้จีดีพีปรับตัวสูงขึ้น แต่ในระยะยาวจะเป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการแข่งขันในอนาคต” นายพิชิตกล่าว

ก่อนหน้านี้ สำนักงานก.ล.ต. รายงานความคืบหน้าการจัดตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Mutual Fund) ว่า สำนักงาน ก.ล.ต. ได้จัดรับฟังความคิดเห็นไปบ้างแล้ว ในเบื้องต้นได้กำหนดขนาดกองทุนไว้ที่ 10,000 ล้านบาท โดยให้ลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานได้ทั้งในโครงการที่มีรายได้แล้ว และโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง ขณะเดียวกัน ยังอนุญาตให้สามารถแบ่งหน่วยลงทุนเป็นหลายประเภทได้ พร้อมเปิดทางให้กู้ยืมได้ยืดหยุ่นกว่ากองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ด้วย ซึ่งหลักเกณฑ์ในส่วนนี้ ยังต้องศึกษารูปแบบกองทุนชัดเจน ก่อนจะออกเป็นประกาศต่อไป

สำหรับบริษัทจัดการที่สนใจลงทุนใน โครงสร้างพื้นฐาน จอกจากบลจ.เอ็มเอฟซีแล้ว บลจ. กรุงไทย จำกัด (มหาชน) ก็ให้ความสนใจเช่นกัน โดยก่อนหน้านี้ นายสมชัย บุญนำสิริ กรรมการผู้จัดการ บลจ.กรุงไทย เปิดเผยว่า บริษัทสนใจตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานที่ลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคเช่น กัน โดยที่ผ่านมา อยู่ระหว่างการศึกษาการจัดตั้งกองทุนและมีการพูดคุยกับหน่วยงานราชการอยู่ อย่างต่อเนื่อง เช่น กรมทางหลวง การทางพิเศษแห่งประเทศไทย แต่อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้คงต้องรอให้หลักเกณฑ์การจัดตั้งกองทุนของสำนักงาน ก.ล.ต. ออกมาอย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรมก่อน

กองทุนส่วนบุคคลเดือนเมษายนขยายตัวตามดัชนีหุ้นทะยาน พบทั้งระบบเงินโตขึ้นกว่า 5,431.84 ล้านบาท บลจ.กสิกรไทย ยังครองแชมป์ ด้วยเงินลงทุนรวม 3.6 หมื่นล้านบาท หวั่น ก.ล.ต. แก้หลักเกณฑ์ เปิดทางบริษัทในเครือบริหารเงินกันเอง ฉุดการขยายตัว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการลงทุนในกองทุนส่วนบุคคลในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา คึกคักขึ้นตามดัชนีตลาดหลักทรัพย์ที่ปีรับตัวเพิ่มขึ้น โดยพบว่าตัวเลขเงินลงทุนทั้งระบบ เพิ่มขึ้นกว่า 5,431.84 ล้านบาท ทำให้สินทรัพย์รวมขยับเพิ่มขึ้นจาก 148,900.25 ล้านบาท เป็น 154,332.09 ล้านบาท สอดคล้องกับจำนวนกองทุนที่เพิ่มขึ้นมาเป็น 1,098 กองทุน จาก 1,088 กองทุนก่อนหน้านี้

ส่วนบรรยากาศการแข่งขันในอุตสาหกรรมเอง ยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงมากนัก โดยเงินที่เพิ่มขึ้นมาส่วนใหญ่มาจากการปรับตัวของดัชนีหุ้นเป็นหลัก ทั้งนี้ บริษัทที่มีส่วนแบ่งการตลาด (มาร์เก็ตแชร์) สูงสุด 10 อันดับแรกประกอบด้วย บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กสิกรไทย จำกัด ด้วยเงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 36,293.42 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้านี้ประมาณ 1,368.12 ล้านบาท จากเงินลงทุนเดิม 34,925.30 ล้านบาท

อันดับ 2 บลจ.วรรณ ด้วยสินทรัพย์รวมทั้งสิ้น 23,108.96 ล้านบาท โดยมีเงินลงทุนเพิ่มขึ้นประมาณ 619.30 ล้านบาท จากจำนวน 22,489.66 ล้านบาท อันดับ 3 บลจ.ทิสโก้ มีสินทรัพย์รวม 21,326.84 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 403.71 ล้านบาท อันดับ 4 บลจ.เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) ด้วยสินทรัพย์รวม 20,736.74 ล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 446.69 ล้านบาท อันดับ 5 ไอเอ็นจี (ประเทศไทย) จำกัด มีสินทรัพย์รวม 16,329.83 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 499.62 ล้านบาท

อันดับ 6 บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง จำกัด ด้วยจำนวนเงินลงทุนรวม 5,877.66 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 341.63 ล้านบาท อันดับ 7 บลจ.ไทยพาณิชย์ สินทรัพย์รวม 4,888.65 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 335.47 ล้านบาท อันดับ 8 บลจ.อยุธยา สินทรัพย์รวม 3,819.17 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 58.28 ล้านบาท อันดับ 9 บลจ.อเบอร์ดีน 3,404.90 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 192.94 ล้านบาทและอันดับ 10 บลจ.นครหลวงไทย ด้วยสินทรัพย์รวมทั้งสิ้น 3,053.70 เพิ่มขึ้นประมาณ 164.82 ล้านบาทจากเดือนก่อนหน้านี้

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เมื่อเร็วๆนี้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการประกอบธุรกิจการจัดการกองทุนส่วนบุคคล โดยกำหนดให้การบริหารจัดการทรัพย์สินให้แก่บริษัทที่อยู่ในกลุ่มกิจการเดียว กัน ถือเป็นการบริหารทรัพย์สินของตนเอง ไม่จำเป็นต้องได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทการจัดการกองส่วน บุคคล โดยกำหนดให้บริษัทที่ให้บริการและบริษัทที่รับบริการต้องมีความสัมพันธ์ทาง โครงสร้างการถือหุ้นที่เกินกว่า 50% หรือแสดงได้ว่าเป็นกลุ่มกิจการเดียวกัน

ทั้งนี้ มีความกังวลว่าการปรับปรุงหลักเกณฑ์ดังกล่าว อาจจะกระทบต่อภาพรวมของกองทุนส่วนบุคคล เนื่องจากเงินส่วนนี้ จะถูกโยกไปให้บริษัทในเครือที่สามารถสามารถลงทุนเองได้ ลงทุนให้ ดังนั้น การขยายตัวในธุรกิจนี้อาจจะลดน้อยลง โดยเฉพาะเงินที่เคยไหลเข้าบริษัทจัดการกองทุน (บลจ.) ที่ส่วนใหญ่ มรใบอนุญาติบริหารกองทุนส่วนบุคคลอยู่แล้ว

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นางจารุพรรณ อินทรรุ่ง ผู้อำนวยการฝ่ายงานเลขาธิการ สำนักงาน ก.ล.ต. เปิดเผยว่า การปรับปรุงหลักเกณฑ์ดังกล่าว มีที่มาที่ไปจากการที่ สำนักงาน ก.ล.ต.เอง เล็งเห็นว่า เงินลงทุนจากบริษัทในเครือเดียวกัน อาจจะไม่จะเป็นต้องได้รับการปกป้อง หรือมีหลักเกณฑ์ควบคุมเช่นเดียวกับเงินลงทุนของนักลงทุนทั่วไป เพราะเป็นการดูแลเงินในกลุ่มเดียวกันเอง ซึ่งต่างจากการบริหารเงินให้กับนักลงทุนทั่วไป ที่จะต้องใช้ความรู้ความสามารถ และความเชี่ยวชาญ ในการหาประโยชน์สูงสุดให้ลูกค้าที่ต้องการได้รับการปกป้องหากเกิดความผิด พลาด หรือไม่ได้รับความเป็นธรรม

ทั้งนี้ ไม่กังวลว่าจะกระทบกับธุรกิจจัดการกองทุนส่วนบุคคลในปัจจุบัน เพราะเงินเหล่านี้ สำนักงานก.ล.ต.เอง ต้องการให้เข้ามาอยู่ในตลาดทุนอยู่แล้ว โดยเรื่องนี้ สำนักงานได้หารือกับสมาคมบริษัทจัดการกองทุน (สมาคมบลจ.) แล้ว ซึ่งเขาเองก็เห็นด้วย เพราะจะทำให้มีความคล่องตัวมากขึ้น

“การตัดสินใจว่าจะให้บริษัทในเครือบริหารพอร์ตของตัวเองหรือกลุ่ม ธุรกิจอื่นๆ ในเครือ ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเขาเองว่ายอมที่จะสละการได้รับการปกป้องผล ประโยชน์หรือไม่ ซึ่งการแก้ไขดังกล่าว ทำให้ง่ายขึ้นและสอดคล้องกับการจัดโครงสร้างกลุ่มธุรกิจ ว่าจะให้ใครบริหารเงิน”นางจารุพรรณกล่าว

ด้านนางวรวรณ ธาราภูมิ กรรมการผู้จัดการบลจ.บัวหลวง ให้ความเห็นว่า การแก้เกณฑ์ของ ก.ล.ต.ในครั้งนี้ คงมองว่าหากเป็นบริษัทในเครือเดียวกัน ถือหุ้นเกิน 50% แสดงว่ามีอำนาจควบคุมเต็มที่อยู่แล้ว ดังนั้น หากจะให้บริษัทในเครือกิจการเดียวกันมาบริหารพอร์ตการลงทุนให้ ก็น่าจะทำได้เลยโดยไม่ต้องให้ไปขอไลเซ่นส์กองทุนส่วนบุคคล ซึ่งจะเสียเงินเพิ่ม และมีการกำกับดูแล ฯลฯ จาก กลต. อันเป็นต้นทุนที่ไม่จำเป็น

บลจ.อเบอร์ดีนเผย เม็ดเงินทะลักเข้าตลาดเกิดใหม่แล้วกว่าหมื่นล้านเหรียญ อานิสงส์นักลงทุนพร้อมใจ ควักเงินสดออกมาลงทุน หลังมั่นใจต่อเศรษฐกิจโลก แม้ปัจจัยพื้นฐานยังไม่ดีขึ้น หุ้นกลุ่มไอทีและพลังงานพุ่งแรงสุด ประเมินตลาดเอเชีย ยังไปได้ต่อได้อีกในระยะยาว แม้ราคาหุ้นขยับขึ้นสูงแล้ว แนะจับจังหวะเข้าลงทุน หากราคามีการปรับฐาน

นายคริสโตเฟอร ์ หว่อง ผู้จัดการกองทุนในทีมตราสารทุนเอเชีย กลุ่มอเบอร์ดีน เปิดเผยถึง ภาวะตลาดหุ้นของกลุ่มประเทศเกิดใหม่ (Emerging Market) ทั่วโลกว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาตลาดหุ้นของกลุ่มประเทศเกิดใหม่ มีอัตราการเติบโตสูงว่าตลาดหุ้นของประเทศที่พัฒนาแล้ว 3-4 เท่า แต่เมื่อเกิดวิกฤตสถาบันการเงินขึ้นมา ตลาดของประเทศเกิดใหม่ก็ปรับตัวลงไปอย่างแรงเช่นเดียวกัน แต่ขณะนี้หลังจากผ่านไตรมาสแรกของปีนี้ นับตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคมที่ผ่านมา ตลาดหุ้นของประเทศเกิดใหม่เริ่มปรับตัวขึ้นมาอย่างมากขณะที่ความผันผวนใน ตลาดก็เริ่มน้อยลง โดยมีเงินทุนไหลเข้าในตลาดประมาณ 1.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ และเมื่อเทียบกับในช่วงเวลาเดียวกันประเทศที่พัฒนาแล้วมีเงินทุนไหลออกไปจาก ตลาด 6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ

โดยดัชนี MSCI Emerging Market นั้น ได้ชี้ให้เห็นว่าหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศ มีการปรับตัวขึ้นมาอย่างแรงมากเมื่อเทียบกับในช่วงก่อนหน้าที่ลดลงไปอย่าง มาก เนื่องจากประเทศผู้ส่งออกสินค้าเหล่านี้ เช่น เกาหลีใต้ ฮ่องกง ได้รับผลกระทบจากการส่งออกไปยังหรัฐฯ ขณะที่ราคานํ้ามันที่เริ่มปรับตัวขึ้นนั้น เป็นอีกตัวหนึ่งที่ทำให้หุ้นในกลุ่มพลังงานปรับตัวขึ้นไปด้วยเช่นกัน ซึ่งเป็นผลมาจากตลาดเริ่มมีความเชื่อมั่นมากขึ้นเกี่ยวกับการฟื้นตัวของ เศรษฐกิจโลก ส่วนหุ้นในกลุ่มการอุปโภคบริโภคนั้นยังไม่ดีเท่ากับหุ้นในกลุ่ม เทคโนโลยีสารสนเทศ และกลุ่มพลังงาน

ทั้งนี้ เหตุที่ตลาดหุ้นของกลุ่มประเทศเกิดใหม่น่าลงทุนนั้น เนื่องจากประเทศเหล่านี้มีประชากรจำนวนมาก ทำให้การอุปโภคบริโภคภายในประเทศจึงมีสูง ขณะเดียวกันยังมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและสอดคล้องกันในระดับ ประเทศและระดับองค์กรธุรกิจ อีกทั้งประเทศเหล่านี้มีศึกษาถึงปัญหาทางเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา เพื่อป้องกันตนเองและมีการเน้นไปที่การลดภาระหนี้สินต่างๆ รวมทั้งปัจจัยในเรื่องของการส่งออกจำนวนมากด้วยเช่นกัน

ขณะเดียวกัน ในเรื่องของอัตราการออมนั้น กลุ่มประเทศเกิดใหม่มีอัตราการออมที่มากกว่าเมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนา แล้ว รวมทั้งเรื่องของการกู้เงินของภาคเอกชนนั้น มีการกู้ในระดับที่ไม่สูงนัก เนื่องจากมีงบดุลอยู่ในระดับดี ทำให้สถาบันการเงินสามารถปล่อยกู้เงินที่มีอยู่ได้ทันทีซึ่งต่างจากในสหรัฐฯ และยุโรปที่ต้องกู้เงินมาและทำการปล่อยกู้อีกทีหนึ่ง

นายคริสโตเฟอร ์ หว่อง กล่าวต่อว่า สำหรับราคาหุ้นของประเทศเกิดใหม่ที่มีราคาแพงนั้น มาจากราคาซื้อเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เมื่อเทียบกับหุ้นของกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งหุ้นบางกลุ่มมีราคาสูงจากฐานราคาในอดีตและตัวเลขผลประกอบการที่อยู่สูง อย่างไรก็ตาม แนวโน้มของตลาดหุ้นและการลงทุนในประเทศเกิดใหม่นั้น มีปัจจัยทางเทคนิคอีกมากที่สามารถช่วยหนุนตลาดหุ้นของประเทศเกิดใหม่ให้ปรับ ตัวขึ้นมาได้ในช่วงสั้นๆ ได้แก่ การที่ผู้จัดการกองทุนส่วนใหญ่ได้มีการถือเงินสดไว้จำนวนมากในช่วงที่ผ่านมา และนำเงินกลับเข้าลงทุนในตลาดหุ้นเมื่อเห็นว่าตลาดเริ่มมีแนวโน้มที่ปรับตัว ขึ้น

ขณะเดียวกันนโยบายการเงินของโลกที่ผ่อนคลายลง ส่งผลให้เกิดสภาพคล่องในระบบและไหลเข้าสู่การลงทุนในตราสารทางการเงิน รวมทั้งความมั่นใจของนักลงทุนที่มีมากขึ้น หลังจากมีข่าวเกี่ยวกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งสะท้อนมาจากตัวเลขรายได้ของภาคธุรกิจในไตรมาสแรกของปีนี้ที่ออกมาดีกว่า ที่คาดการณ์ไว้ แต่ภาวะตลาดดังกล่าวยังเทียบไม่ได้กับภาวะตลาดในช่วงที่อุปสงส์ปรับตัวขึ้น มาจากเรื่องของปัจจัยพื้นฐานอย่างแท้จริง

“เราอยากเห็นปัจจัยพื้นฐานที่เริ่มดีขึ้นซึ่งจะทำให้หุ้นปรับตัวขึ้น ไปอีก และหากหุ้นปรับตัวลงไปอีกก็ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีสำหรับนักลงทุนที่จะเข้าลง ทุน เพราะเรามองว่าในระยะ 3-5 ปีต่อจากนี้ หุ้นของกลุ่มประเทศเกิดใหม่จะโตต่อไปได้อีก”ผู้จัดการกองทุนในทีมตราสารทุน เอเชีย ระบุ

นอกจากยังกล่าวเสริมอีกว่า ในเรื่องของราคาหุ้นประเทศเกิดใหม่ทั่วโลกนั้น หุ้นของประเทศเกิดใหม่ในเอเชียขณะนี้ราคาขึ้นไปมากและมีราคาสูงกว่าประเทศ เกิดใหม่ในตะวันตกประมาณ 15-16เท่า และยังเชื่อว่าในระยะยาวแล้วจะมีเงินไหลเข้าลงทุนในประเทศเกิดใหม่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในเอเชีย ซึ่งผู้จัดการกองทุนจำนวนมากยังถือเงินสดกันอยู่ ถ้ามองตามเทคนิคแล้วหากบริษัทต่างๆเริ่มมีสถานการณ์ที่ดีขึ้น เชื่อว่าจะมีเงินทุนไหลเข้าไปลงทุนในภูมิภาคเอเชียได้อีก โดยเศรษฐกิจของโลกในปัจจุบัน มีการเข้าลงทุนอยู่ในตลาดเกิดใหม่มากขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็ยังคงมีเรื่องของความผันผวนเข้ามากระทบอยู่บ้างตามปกติของ ตลาดเกิดใหม่

สำหรับการลงทุนในหุ้นของประเทศเกิดใหม่นั้น คริสโตเฟอร ์ หว่อง ระบุว่า ทาง บลจ. อเบอร์ดีน ให้นํ้าหนักการลงทุนไปที่เอเชียและกลุ่มประเทศละตินอเมริกาเป็นหลัก โดยในกลุ่มละตินอเมริกานั้นมีสัดส่วนการลงทุนอยู่ประมาณ 26%

บลจ.อเบอร์ดี น มองกลุ่มประเทศเกิดใหม่แนวโน้มสดใส เหตุภาคสถาบันการเงินยังดี แม้ว่าที่ผ่านมาเงินทุนจากต่างประเทศจะหายไปมาก แต่ภาคการบริโภคในประเทศยังเป็นตัวดันเศรษฐกิจให้โต ล่าสุด ผลตอบแทนกอง”โกลบอล อีเมอร์จิ้ง โกรท ฟันด์” พุ่งต่อเนื่อง “ผู้บริหาร” เผยกลยุทธ์เลือกลงทุนหุ้นของบริษัทที่เป็นมาตรฐานโลก และสามารถประเมินแนวโน้มได้

นายชัยเกษม วัฒนศิริพงษ์

นายชัยเกษม วัฒนศิริพงษ์ หัวหน้าฝ่ายจัดจำหน่ายกองทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) อเบอร์ดีน จำกัด เปิดเผยถึง ภาวะเศรษฐกิจและตลาดหุ้นของประเทศเกิดใหม่ทั่วโลกว่า จากสถานการณ์ของวิกฤตที่มองว่าน่าจะผ่านจุดที่เลวร้ายที่สุดไปแล้ว จึงมองว่าเศรษฐกิจของประเทศเกิดใหม่น่าจะมีอัตราการเติบโตที่ดีในระยะยาว โดยจะเห็นได้ว่าสถาบันการเงินในประเทศเหล่านี้ไม่ได้รับผลกระทบเหมือนกับ สหรัฐฯและยุโรป อีกทั้งประเทศเหล่านี้มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มาจากการในเรื่องของ การอุปโภคบริโภคภายประเทศเป็นหลัก

ทั้งนี้ แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมากลุ่มประเทศเกิดใหม่จะได้รับผลกระทบจากวิกฤตสถาบันการ เงินทำให้เงินทุนจากต่างประเทศหายไป แต่แนวโน้มจากนี้มองว่าเงินลงทุนจะไหลเข้าสู่กลุ่มประเทศเหล่านี้ จะไม่ใช่เพียงแต่เงินลงทุนจากสหรัฐฯและยุโรปเท่านั้น แต่จะเป็นเงินทุนที่มาจากทั่วโลก

ส่วนในเรื่องของตลาดหุ้นนั้น แม้ว่าตลาดหุ้นของประเทศเกิดใหม่จะมีความผันผวนที่มากกว่ากลุ่มประเทศที่ พัฒนาแล้วอย่างสหรัฐฯและยุโรป แต่เชื่อว่าในระยะยาวแล้วกลุ่มประเทศเกิดใหม่สามารถให้ผลตอบแทนที่ดีได้ เพราะที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่ากลุ่มประเทศเกิดใหม่นั้นมีอัตราการเติบโตในอัตรา ที่สูงอย่างต่อเนื่อง

นายชัยเกษม กล่าวต่อว่า หุ้นของบริษัททั่วโลกที่เลือกเข้าไปลงทุนอยู่ในกองทุนเปิด อเบอร์ดีนโกลบอล อีเมอร์จิ้ง โกรท ฟันด์นั้น ทางบริษัทได้เลือกลงทุนในหุ้นที่สามารถให้ผลตอบแทนที่ดีรวมทั้งต้องเป็นหุ้น ของบริษัทที่สามารถคาดการณ์รวมถึงประเมิณตัวเลขต่างๆได้และต้องเป็นบริษัท ที่มาตรฐานระดับโลกด้วย

โดยในส่วนของกองทุนเปิด อเบอร์ดีน โกลบอล อีเมอร์จิ้ง โกรท ฟันด์นั้น ทางบริษัทได้เลือกลงทุนอยู่ในหุ้นบริษัทต่างๆกระจายกันไปทั่วโลกทั้งใน เอเชีย ยุโรป อเมริกา ละตินอเมริกาและแอฟริกาโดยให้นํ้าหนักการลงทุนไปที่ ละตินอเมริกาเป็นหลัก ได้แก่ ประเทศบราซิลและเม็กซิโก ซึ่งเน้นไปที่เรื่องของการอุปโภคบริโภคเป็นหลัก รองลงมาคือ ในส่วนของพลังงานและการก่อสร้าง

“เรามองว่าประเทศเกิดใหม่นั้นมีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มาจากเรื่อง การอุปโภคบริโภคในภายประเทศเป็นหลัก มากกว่าในเรื่องของการลงทุนในด้านอื่นๆ ดังนั้นการจัดพอร์ตลงทุนของกองทุนนี้เราจึงเน้นหนักไปที่หุ้นในกลุ่มอุปโภค บริโภคเป็นหลัก” หัวหน้าฝ่ายจัดจำหน่ายกองทุน กล่าว

สำหรับกองทุนเปิด อเบอร์ดีน โกลบอล อีเมอร์จิ้ง โกรท ฟันด์ ณ วันที่ 10 มิถุนายน 2552 กองทุนมีผลการดำเนินงานย้อนหลัง 3 เดือนอยู่ที่ 52.16% เทียบกับเกณฑ์มาตรฐานดัชนี MSCI Emerging Markets Indexอยู่ที่ 51.32% ย้อนหลัง 6 เดือนอยู่ที่ 11.70% เทียบกับเกณฑ์มาตรฐานอยู่ที่ 39.38% และตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ 34.18% เทียบกับเกณฑ์มาตรฐานอยู่ที่ 33.31% โดยมีสัดส่วนการลงทุนในประเทศต่างๆ 5 อันดับได้แก่ บราซิล 15.2% จีน/ฮ่องกง 15.2% อินเดีย 11.8% เม็กซิโก 8.9% และเกาหลีใต้ 6.6%

กองทุน พันธบัตรเกาหลีใต้ ขายดีเทน้ำเทท่า บลจ.บัวหลวง คลอด 3 กองทุนล่าสุด โกยเงินอีก 6,000 ล้านบาท หลังดีมานด์ล้นเต็มทุกกองทุน ขณะที่ บลจ.กสิกรไทย ไม่น้อยหน้า ปิดกองพันธบัตรเกาหลี 1 ปีก่อนกำหนด ส่วนกองอายุ 10 เดือนยังเปิดขายตามกำหนดเดิม แม้ยอดจองซื้อเข้ามาต่อเนื่อง

นางวรวรรณ ธาราภูมิ

นางวรวรรณ ธาราภูมิ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) บัวหลวง จำกัด เปิดเผยว่า ในระหว่างวันที่ 12 – 18 มิถุนายน 2552 นี้ บริษัทจะเปิดขายกองทุนเพิ่มขึ้นอีก 3 กองทุน ประกอบด้วย 1. กองทุนรวมบัวหลวงธนสา

คลังหน้ามืด! ลั่นเอาแน่ หวยบนดิน “ประสิทธิ์” คาดจะได้ข้อสรุปในเดือนนี้ พร้อมระบุ หากบอร์ดกองสลากฯ ไฟเขียว พร้อมเข็นออกขายได้ทันทีภายใน 60 วัน แม้จะมีเสียงค้านเดินตามรอยระบบทักษิณ เพราะทำสิ่งผิดกฎหมายให้ถูกกฎหมายได้

นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงการผลักดันโครงการออกสลากพิเศษ 2 ตัว 3 ตัว หรือหวยบนดิน (หวยตู้ออนไลน์) โดยระบุว่าขณะนี้อยู่ระหว่างรอคณะกรรมการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลตัดสินใจ ว่า จะดำเนินการอย่างไรต่อไป ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนภายในเดือนมิถุนายน 2552 นี้

ทั้งนี้ หากคณะกรรมการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล อนุมัติเดินหน้าคาดว่าจะใช้เวลา 60 วัน สำหรับเตรียมความพร้อมด้านระบบและอุปกรณ์ หลังจากนั้นก็สามารถออกจำหน่ายได้ทันที

อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังยอมรับว่าเรื่องดังกล่าวมีฝ่ายที่ไม่เห็น ด้วยจำนวนมาก แต่โดยส่วนตัวมองว่าหากทำสิ่งที่ผิดกฎหมายให้ถูกต้อง และมีการจัดสรรรายได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายก็เชื่อว่าจะไปเป็นในทิศทางที่ดี กว่า

http://www.usfreeads.com/1929043-cls.html
http://www.usfreeads.com/1929050-cls.html
http://www.usfreeads.com/1929055-cls.html
http://www.usfreeads.com/1929063-cls.html
http://www.usfreeads.com/1929075-cls.html
http://www.usfreeads.com/1929086-cls.html
http://www.usfreeads.com/1929098-cls.html
http://www.usfreeads.com/1929108-cls.html
http://www.usfreeads.com/1929117-cls.html
http://www.usfreeads.com/1929127-cls.html
http://www.usfreeads.com/1929138-cls.html
http://www.usfreeads.com/1929150-cls.html
http://www.usfreeads.com/1929159-cls.html
http://www.usfreeads.com/1929174-cls.html
http://www.usfreeads.com/1929189-cls.html
http://www.usfreeads.com/1929207-cls.html
http://www.usfreeads.com/1929219-cls.html
http://www.usfreeads.com/1929230-cls.html
http://www.usfreeads.com/1929245-cls.html
http://www.usfreeads.com/1929254-cls.html
http://www.usfreeads.com/1929265-cls.html
http://www.usfreeads.com/1929281-cls.html
http://www.usfreeads.com/1929296-cls.html
http://www.usfreeads.com/1929308-cls.html
http://www.usfreeads.com/1929327-cls.html
http://www.usfreeads.com/1929340-cls.html
http://www.usfreeads.com/1929354-cls.html
http://www.usfreeads.com/1929366-cls.html
http://www.usfreeads.com/1929378-cls.html
http://www.usfreeads.com/1929391-cls.html
http://www.usfreeads.com/1929402-cls.html
http://www.usfreeads.com/1929413-cls.html
http://www.usfreeads.com/1929424-cls.html
http://www.usfreeads.com/1929434-cls.html
http://www.usfreeads.com/1929450-cls.html

ASTVผู้จัดการรายวัน – บลจ.อยุธยา เกาะขบวนกองทุนน้ำมัน เปิดขาย “อยุธยาออยล์ 10% ทาร์เก็ต” ลงทุนดัชนีน้ำมันต่างประเทศ ตั้งเป้าผลตอบแทน 10% ภายใน 1 ปี มั่นใจโอกาสราคาน้ำมันพุ่งต่อยังมี ชี้ราคา 80-90 เหรียญดอลลาร์สหรัฐต่อลาร์เรล เป็นราคาเหมาะสม เปิดไอพีโอแล้ววันนี้ ถึง 24 มิ.ย.นี้ ด้าน บลจ.แอสเซทพลัส เชียร์ กระจายพอร์ตลงทุนน้ำมันด้วย

นายฉัตรพี ตันติเฉลิม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) อยุธยา จำกัด (เอวายเอฟ) เปิดเผยว่า วันนี้ (11 มิ.ย.) บริษัทจะเสนอหน่วยลงทุนครั้งแรกของกองทุนเปิดอยุธยาออยล์ 10% ทาร์เก็ต กองทุนต่างประเทศที่มีนโยบายลงทุนผ่านกองทุน United States Oil Fund (USO) ซึ่งเป็นกองทุน ETF ที่ลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) โดยกองทุนดังกล่าว เป็นกองทุนน้ำมันที่มีขนาดสินทรัพย์ใหญ่ที่สุดในโลก และยังมีนักลงทุนสถาบันในต่างประเทศจำนวนมากเป็นผู้ถือหน่วย

ทั้งนี้ กองทุนเปิดอยุธยาออยล์ 10% ทาร์เก็ต มีเป้าหมายสร้างผลตอบแทนใกล้เคียงกับผลตอบแทนจากราคาน้ำมันดิบ WTI โดยตั้งเป้าหมายสร้างผลตอบแทนให้ได้ 10% ภายในระยะเวลาการลงทุน 1 ปี โดยมีเงื่อนไขว่าหากมูลค่าหน่วยลงทุนของกองทุนที่คืนให้ผู้ถือหน่วยไม่ต่ำ กว่า 11.00 บาท จากราคาเสนอขายช่วงไอพีโอ 10 บาท ก็จะเลิกกองทุนเพื่อคืนเงินให้กับผู้ถือหน่วย หรือจ่ายผลตอบแทนตามที่เกิดขึ้นจริงให้ผู้ถือหน่วย หลังจากครบอายุการลงทุน 1 ปี โดยกองทุนจะเสนอขายช่วงไอพีโอไปจนถึงวันที่ 24 มิถุนายนนี้ ลงทุนขั้นต่ำ 10,000 บาท นายฉัตรพี กล่าวว่า ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา พบว่าราคาน้ำมันมีการปรับตัวขึ้นมาในระดับ 10% ถึง 12 ครั้ง ดังนั้น จึงมองว่าน่าจะมีโอกาสในการสร้างผลตอบแทนในระดับ 10% จากการลงทุนในช่วงเวลา 1 ปี ทั้งนี้ ถึงแม้ว่าที่ผ่านมา ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (คอมมอดิตี) จะค่อนข้างผันผวน และมีโอกาสปรับลดลงได้ แต่เราก็ยังมองว่าโอกาสที่ราคาน้ำมันจะปรับขึ้นก็มีเช่นกัน โดยเรามองว่าราคาน้ำมันที่เหมาะสมอยู่ที่ 80-90 เหรียญดอลลาร์สหรัฐต่อลาร์เรล แต่หากราคาน้ำมันเข้าสู่ขาลง ก็ไม่น่าจะต่ำกว่าระดับ 30-40 เหรียญดอลลาร์สหรัฐต่อลาร์เรล ซึ่งเป็นระดับต้นทุนของผู้ผลิตน้ำมัน ขณะเดียวกัน การที่เศรษฐกิจมีแนวโน้มฟื้นตัว เชื่อว่าจะมีความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นด้วย

” เดิมที่เราตั้งเป้าผลตอบแทนไว้ที่ 20 % แต่หลังจากราคาน้ำมันปรับขึ้นมาค่อนข้างเยอะ เราจึงมองว่าโอกาสสร้างผลตอบแทน 10% ในช่วงเวลา 1 ปีน่าจะเป็นไปได้มากที่สุด ซึ่งกองทุนนี้ เหมาะกับนักลงทุนที่มีมุมมองตรงกับเราว่า ราคาม้ำมันยังมีโอกาสปรับขึ้นได้อีกหลังจากนี้” นายฉัตรพีกล่าว นายประภาส ตันพิบูลย์สักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บลจ.อยุธยา กล่าวว่า กองทุนนี้ไม่ได้ทำการป้องกันความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนแต่อย่างใด ซึ่งทำให้กองทุนมีโอกาสรับกำไรจากค่าเงินด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะหากค่าเงินบาทอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ ในช่วงที่เศรษฐกิจอยู่ในช่วงฟื้นตัวเช่นนี้ เชื่อว่าธนาคารแห่งประเทศไทยเอง คงไม่ปล่อยให้ค่าเงินบาทแข็งค่าจนเกินไป เพราะจะกระทบกับการส่องออกที่เป็นปัจจัยสำคัญในการกระตุ้นในเศรษฐกิจของ ประเทศให้ฟื้นตัวได้

นางลดาวรรณ เจริญรัชต์ภาคย์  กรรมการผู้จัดการ บลจ. แอสเซท พลัส กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมาจะเห็นว่ากองทุนน้ำมันได้รับความสนใจจากผู้ลงทุนมากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาเป็นช่วงที่ภาวะตลาดตราสารหนี้ และตลาดหุ้นค่อนข้างผันผวน นักลงทุนจึงให้ความสำคัญกับการกระจายการลงทุนไปในสินทรัพย์ประเภทอื่น เพื่อให้ผลตอบแทนโดยรวมมีความผันผวนลดลง ซึ่งน้ำมันถือเป็นสินทรัพย์ทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะเป็นวัตถุดิบที่สำคัญทั้งในภาคการบริโภค และการผลิตทั่วโลก โดยปริมาณความต้องการปัจจุบันยังคงอยู่ในระดับสูง ขณะที่กำลังการผลิต และปริมาณของน้ำมันสำรองมีอยู่อย่างจำกัด และมีแนวโน้มลดลงในอนาคต ทำให้แนวโน้มราคาน้ำมันจะปรับตัวสูงขึ้น อีกทั้งการปรับตัวของราคาน้ำมันมีความสัมพันธ์น้อยมากกับการปรับตัวของตรา สารหนี้และหุ้น จึงเป็นสินทรัพย์ที่ช่วยกระจายความเสี่ยงจากการลงทุน และสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว

ทั้งนี้ จากการติดตามแนวโน้มราคาน้ำมันดิบ West Texas (WTI) ของด้านจัดการลงทุน นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นว่า ในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ หากทางกลุ่มโอเปกยังคงลดปริมาณน้ำมันคงคลังลงจนอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปี น่าจะส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวเพิ่มขึ้นแตะระดับ 85 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลล์ได้ จากระดับปัจจุบันที่ประมาณ 68 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลล์ และหากว่ากำลังผลิตน้ำมัน ทั้งจากกลุ่มประเทศ OPEC และกลุ่มประเทศ Non OPEC ปรับลดกำลังลงไปอีก อาจส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 95 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในครึ่งปีหลังของปี 2010  ซึ่งแนวโน้มการปรับขึ้นของราคาน้ำมันดิบนี้เป็นปัจจัยบวกที่สำคัญที่จูงใจ ให้นักลงทุนเลือกลงทุนในน้ำมันในช่วงที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ในด้านการลงทุน ช่วงที่มีการปรับตัวของราคาหุ้นมากเนื่องจาก Fund flow ที่ไหลกลับเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยง เช่น ตลาดหุ้น มากขึ้น การลงทุนต่างๆ อาจต้องอาศัยการวิเคราะห์ ติดตามตัวเลขชี้นำเศรษฐกิจที่สำคัญ และจัดสรรพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสม เนื่องจาก ในช่วงนี้อาจมีการปรับฐานระยะสั้นจากการเก็งกำไร

ทั้งนี้ ผู้ลงทุนที่ต้องการทราบข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์การลงทุนในต่างประเทศ โดยเฉพาะในการลงทุนในสินทรัพย์เพื่อกระจายความเสี่ยงในการลงทุน พร้อมรับคำแนะนำในการจัดสรรพอร์ตการลงทุนในตราสารต่างๆ อย่างเหมาะสม บลจ.จะจัดเสวนาเรื่อง “กลยุทธ์การลงทุนใน ทองคำ น้ำมัน ตลาดหุ้นโลก” ในวันที่ 17 มิถุนายน นี้ เวลา 13.30 น. ณ ห้องแกรนด์บอลรูม ชั้น 4 โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล ถนนเพลินจิต

รถไฟฟ้า “บีทีเอส” แจงเหตุส่วนต่อขยายสายสีสม 2.2 กม. ยังให้บริการได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ เพราะเส้นทางตากสินเป็นระบบรางเดี่ยว ขบวนรถต้องแบ่งเส้นทางการเดินรถสำหรับขบวนที่ต้องวิ่งข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาไป ยังสถานีปลายทางวงเวียนใหญ่ กับขบวนรถที่ออกจากสถานีวงเวียนใหญ่ไปยังสนามกีฬาแห่งชาติ ทั้งยังมีลักษณะเป็นคอขวด กระทบต่อผู้โดยสารที่ใช้บริการสถานีวงเวียนใหญ่ และกรุงธนบุรี ต้องรอนานมาก เตรียมเพิ่มขบวนรถเสริมในชั่วโมงเร่งด่วน พร้อมเพิ่มขบวนรถอีก 12 ขบวนปลายปีนี้ และเพิ่มโบกี้จาก 3 ตู้ เป็น 4 ตู้

นายอาณัติ อาภาภิรม ที่ปรึกษาคณะกรรมการบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส แจ้งว่า ตามที่ผู้โดยสารรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีลม ระยะทาง 2.2 กิโลเมตร ที่ทดลองเปิดให้บริการมาตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2552 ที่ผ่านมา และผู้โดยสารต้องรอรถไฟฟ้าเป็นเวลานานกว่าที่ควรนั้น บริษัทขออภัยในความไม่สะดวก เนื่องจากเป็นช่วงทดลองให้บริการ จะต้องมีการปรับแก้ระบบการเดินรถให้มีความสมบูรณ์ ซึ่งต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง

ส่วนกรณีที่ผู้โดยสารรู้สึกว่า ขบวนรถจอดรอที่สถานีนานกว่าปกติ เนื่องจากเส้นทางที่ให้บริการที่สถานีสะพานตากสินเป็นรางเดี่ยว ที่ขบวนรถต้องแบ่งเส้นทางการเดินรถสำหรับขบวนที่ต้องวิ่งข้ามแม่น้ำเจ้า พระยาไปยังสถานีปลายทางวงเวียนใหญ่กับขบวนรถที่ออกจากสถานีวงเวียนใหญ่ไปยัง สนามกีฬาแห่งชาติ จากสภาพเส้นทางดังกล่าว ที่เป็นลักษณะคอขวด ทำให้เกิดความล่าช้าเล็กน้อยในขบวนรถที่ต้องจอดรอที่สถานีสุรศักดิ์และสถานี กรุงธนบุรี

เรื่องดังกล่าวบริษัทไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้แก้ไขเพื่อลดผลกระทบ โดยทดสอบและปรับเปลี่ยนรูปแบบการเดินรถให้มีความสอดคล้องกับปริมาณผู้โดยสาร ที่เพิ่มขึ้นในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน รวมทั้งจัดขบวนรถรถไฟฟ้าสำรอง ซึ่งปกติใช้วิ่งเสริมในชั่วโมงเร่งด่วน ออกรับผู้โดยสารที่สถานีที่มีปริมาณผู้โดยสารหนาแน่น

สำหรับการแก้ไขปัญหาในระยะยาวบริษัทฯ ได้สั่งซื้อรถไฟฟ้าเพิ่มอีกจำนวน 12 ขบวน โดยขบวนรถไฟฟ้าใหม่นี้จะมีความยาวของขบวนรถเพิ่มขึ้นจาก 3 ตู้ เป็น 4 ตู้ จะเข้ามาถึงประเทศไทยประมาณปลายปีนี้ ซึ่งจะได้นำมาให้บริการต่อไปในสายสีลม เพื่อช่วยลดความหนาแน่นของผู้โดยสาร ส่วนปัญหาโครงสร้างสถานีสะพานตากสิน กรุงเทพมหานคร (กทม.) และบริษัทฯ อยู่ระหว่างศึกษาแนวทางแก้ไขปัญหาเพื่อปรับแก้เป็นรางคู่ต่อไป


© 2007 Nuk Long Tun : นักลงทุน | สร้างบล็อกฟรี : SEO : รถมือสอง : Football Shirt : coupon : ชุดเดรส : Wedding Hairstyles : shopping blog : ที่พักชะอำ : Football Shirt : ลงโฆษณาฟรี : หอพัก : ดาวน์โหลดโปรแกรม : ของชำร่วย : wedding cake : นาฬิกาข้อมือ | Powered by Wordpress