ธ.ออมสิน นำร่องแบงก์รัฐ ประกาศหั่น ดบ.กู้ 0.25% ดีเดย์ 1 มิ.ย.นี้

นายเลอศักดิ์ จุลเทศ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารเตรียมปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้โครงการธนาคารประชาชนลงประมาณ 0.25% ต่อเดือน ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ดังกล่าวอยู่ที่ระดับ 0.50% แทนอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เดิมที่ 0.75%

ทั้งนี้ การปรับลดอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้จะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2552 นี้ เป็นต้นไป

รมว.ยุติธรรม เรียกถกคณะพนักงานสอบสวน 3 มิ.ย.นี้ สรุปผลตรวจสอบ “บิ๊ก กบข.” ใช้ข้อมูลอินไซเดอร์ เทรดดักหน้า กบข. พร้อมแสดงความหนักใจหากผลสอบของคณะกรรมการชุดที่กระทรวงการคลังแต่งตั้งออก มาปกป้อง

นายธาริต เพ็งดิษฐ์ เลขาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เปิดเผยว่า นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เตรียมเรียกประชุม คณะพนักงานสอบสวน คดีทุจริตในกองทุนบำเหน็ดบำนาญข้าราชการ (กบข.) ในวันที่ 3 มิถุนายน 2552 เวลาประมาณ 13.30 น. เพื่อพิจารณาถึงความถูกต้องสำนวนคดีดังกล่าวที่ยังคงยืนยันว่า ผู้บริหารระดับสูงของ กบข. มีความผิด กรณีใช้ข้อมูลภายใน (อินไซเดอร์เทรด) ทำการซื้อขายหุ้นดักหน้า และหลังการขายหุ้นของกองทุน กบข.

ทั้งนี้ หากที่ประชุมมีมติไปในทิศทางเดียวกันก็จะส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและ ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พิจารณา เพื่อชี้มูลความผิดต่อไปในทันที

อย่างไรก็ตาม นายธาริตยอมรับว่ามีความหนักใจ หากผลสอบของคณะกรรมการชุดที่กระทรวงการคลัง แต่งตั้งอีก 1 ชุด ออกมายืนยันว่ากองทุนและผู้บริหารของ กบข.ไม่มีความผิด

ธนาคารกรุงเทพ ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อบัตรเครดิตลง 2.00% นับเป็นสถาบันการเงินที่คิดอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตต่ำที่สุดในประเทศ ภายหลังจากที่ธนาคารกรุงเทพได้นำร่องปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ทุกประเภท ตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยอัตราดอกเบี้ยใหม่นี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2552

นายบดินทร์ อูนากูล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้จัดการฝ่ายการประชาสัมพันธ์ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของลูกค้าผู้ถือบัตรเครดิตที่อาจได้รับผล กระทบกับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ภายหลังจากที่ธนาคารได้นำร่องปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้พื้นฐานทั้ง MLR MOR และ MRR ไปก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2552 ที่ผ่านมา ครั้งนี้ธนาคารได้ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อบัตรเครดิตลง 2.00% จากปกติ 20.00% เป็น 18.00% ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยต่ำที่สุดในสถาบันการเงิน โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2552

“ธนาคารกรุงเทพเป็นผู้นำร่องในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อ บัตรเครดิต เพื่อให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อทั่วไป ซึ่งถือได้ว่าเป็นอัตราดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อบัตรเครดิตที่ต่ำที่สุดของ สถาบันการเงินในประเทศที่ให้บริการบัตรเครดิต” นายบดินทร์ กล่าว

ไพศาล ครุฑดำรงชัย

บลจ.ทหารไทย เผย ราคาทองคำปรับตัวลงไปตามระดับความน่าสนใจ หลังตลาดหุ้นคึกคัก นักลงทุนแห่เก็งกำไรหุ้นมากขึ้น ชี้ หากราคาเข้าใกล้ 900 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ อาจเห็นแรงซื้อรอทำกำไรอีกรอบ พร้อมเชื่อราคาไม่ลงไปตํ่ากว่านี้มาก แนะนักลงทุนที่มีทองอยู่ในพอร์ต ให้เทขายเมื่อราคาขึ้นไประดับหนึ่ง

นายไพศาล ครุฑดำรงชัย รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายที่ปรึกษาการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทหารไทย จำกัด กล่าวถึงภาวะราคาทองคำในช่วงนี้ว่า จากสถาการณ์ของตลาดหุ้นในประเทศที่เริ่มดีขึ้นมา ส่งผลให้นักลงทุนพากันไปลงทุนในหุ้นกันเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเป็นการลงทุนที่มีความน่าสนใจมากกว่าทองคำ ทำให้การลงทุนในทองคำที่ก่อนหน้านี้มีการเข้าเก็งกำไรกันเป็นจำนวนมากนั้น มีความน่าสนใจลดลงไป

ทั้งนี้ ในเรื่องของการเคลื่อนไหวของราคาทองคำนั้น เป็นเรื่องที่คาดเดาได้ยากมากว่าจะมีทิศทางไปในทางใด โดยนักลงทุนส่วนใหญ่จะทำได้เพียงติดตามความเคลื่อนไหวของราคาทองคำจากกราฟ และการติดตามข่าวสารรวมถึงบทวิเคราะห์ต่างๆ เท่านั้น  ขณะเดียวกันนักลงทุนในประเทศไทยนั้น มีมุมมองเกี่ยวกับทองคำเป็นเรื่องของการลงทุนและเก็งกำไรกันเป็นส่วนใหญ่ ในขณะที่นักลงทุนในต่างประเทศนั้นมองทองคำเป็นแหล่งพักเงินลงทุนในยามวิกฤต เศรษฐกิจ หรือการลงทุนเกิดความผันผวนขึ้นมา แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับนักลงทุนในประเทศไทยที่ชอบลงทุนในทองคำ ก็สามารถลงทุนได้ประมาณ 10-15% ในพอร์ตการลงทุนของตนเอง และเนื่องจากทองคำนั้นค่อนข้างจะมีความผันผวนดังนั้นนักลงทุนควรมีการขายทำ ไรเมื่อราคาปรับไปถึงในระดับหนึ่ง

สำหรับแนวโน้มของราคาทองคำนั้น นายไพศาล กล่าวว่า ในช่วงนี้ราคาทองคำมีการแกว่งตัวในกรอบแคบ และราคาทองอาจจะปรับลดลงไปบ้างแต่ก็ไม่มาก โดยขณะนี้ราคาทองคำอยู่ที่ระดับประมาณ 928 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ แต่ราคาดังกล่าวเป็นราคาที่อยู่ใกล้ระดับ 900 เหรียญ ดังนั้น หากราคาทองปรับลดลงไปใกล้ระดับ 900 เหรียญมากขึ้น ก็อาจมีการเข้าไปซื้อเพื่อเก็งกำไรได้ แต่เชื่อว่าราคาทองนั้นไม่น่าจะตกลงไปมากกว่านี้แล้ว ด้านกองทุนเปิดทหารไทยโกลด์ฟันด์นั้น ผลการดำเนินงานของกองทุนล่าสุด ประจำวันที่ 19 พฤษภาคม 2552 กองทุนให้ผลตอบแทนย้อนหลัง 3 เดือนอยู่ที่ -8.71% ย้อนหลัง 6 เดือนอยู่ที่ 22.65% ย้อนหลัง 1 ปีอยู่ที่ 10.44% และย้อนหลัง 3 ปีอยู่ที่ 20.00% ส่วนผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่จัดตั้งกองทุนอยู่ที่ 48.11% ในขณะที่ดัชนีราคาทองคำในตลาด New York (สกุลเงินดอลล่าร์สหรัฐ) ให้ผลตอบแทนย้อนหลัง 3 เดือนอยู่ที่ -6.77% ย้อนหลัง 6 เดือนอยู่ที่ 24.40% ย้อนหลัง 1 ปีอยู่ที่ 4.15% และย้อนหลัง 3 ปีอยู่ที่ 34.58% ส่วนผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่จัดตั้งกองทุนอยู่ที่ 82.23% ด้านดัชนีราคาทองคำในตลาดทองคำแท่งประเทศไทย (สกุลเงินบาท) ให้ผลตอบแทนย้อนหลัง 3 เดือนอยู่ที่ -5.63% ย้อนหลัง 6 เดือนอยู่ที่ 21.77% ย้อนหลัง 1 ปีอยู่ที่ 11.44% และย้อนหลัง 3 ปีอยู่ที่ 21.29% ส่วนผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่จัดตั้งกองทุนอยู่ที่ 53.30%3

สำหรับกองทุนเปิดทหารไทย โกลด์ ฟันด์ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนในกองทุนให้ได้ใกล้เคียงกับผล ตอบแทนจากการลงทุนในทองคำ โดยจะลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนต่างประเทศโดยเฉลี่ยในรอบบัญชีไม่น้อยกว่า ร้อยละ 80 ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุน ที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ใกล้เคียงกับผลตอบแทนจากการลงทุนในทองคำ ส่วนที่เหลือ ลงทุนในหลักทรัพย์อื่นใดที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับ หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต

โดยกองทุนมีนโยบายการลงทุนกองทุนซึ่งเน้นลงทุนในหลักทรัพย์หรือ หน่วยลงทุนของกองทุนต่างประเทศที่มีวัตถุประสงค์และนโยบายการลงทุนตรงตาม วัตถุประสงค์ของกองทุน เพื่อให้สามารถสร้างผลตอบแทนที่ใกล้เคียงกับผลตอบแทนจากการลงทุนในทองคำให้ มากที่สุด

ตลท.ยอมรับ ผลดำเนินงาน บจ.จำนวน 468 แห่ง ไตรมาสแรกปีนี้ มีกำไรสุทธิลดลง 8 หมื่นล้าน หรือคิดเป็น 48% เมื่อเทียบกับปีก่อน กลุ่มวัตถุดิบสินค้าอุตสาหกรรม ขาดทุนอ่วม 1.3 หมื่นล้าน หรือสูงถึง 195%

นางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ใน ตลท.สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2552 โดยระบุว่า บจ.468 บริษัท จาก 496 บริษัท (รวมกองทุนอสังหาริมทรัพย์) มีกำไรสุทธิรวม 80,278 ล้านบาท ลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 48

ทั้งนี้ บริษัทที่มีกำไรสุทธิ 325 บริษัท และขาดทุนสุทธิ 143 บริษัท คิดเป็นสัดส่วน 69 ต่อ 31 อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิไตรมาสแรกปีนี้ที่มีจำนวน 80,278 ล้านบาท เป็นกำไรที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 196 เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 4 ปี 2551 ที่ขาดทุนสุทธิ 83,623 ล้านบาท

โดยบริษัทในกลุ่ม SET100 มีกำไรสุทธิ 77,773 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 42 จากงวดเดียวกันของปีก่อน ยอดขายลดลงร้อยละ 26 ขณะที่ต้นทุนขายลดลงร้อยละ 28 ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 18 เป็นร้อยละ 20

ส่วนบริษัทจดทะเบียนในกลุ่ม SET50 มีกำไรสุทธิเท่ากับ 83,091 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 32 ยอดขายลดลงร้อยละ 27 ขณะที่ต้นทุนขายลดลงถึงร้อยละ 31 ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 18 เป็นร้อยละ 21

สำหรับบริษัทที่มีมูลค่ากำไรสุทธิรวมสูงสุด 5 อันดับแรก คือ บมจ.การบินไทย บมจ.ปตท. บมจ.ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม ธนาคารไทยพาณิชย์ และ บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย

ด้านผลการดำเนินงานของ บจ.8 กลุ่มอุตสาหกรรม (ไม่รวมบริษัทในกลุ่มที่เข้าข่าย อาจถูกเพิกถอน) และบริษัทในกลุ่มที่แก้ไขการดำเนินงานไม่ได้ตามกำหนดจำนวน 449 บริษัท มีกำไรสุทธิรวม 80,571 ล้านบาท ลดลงจากงวดเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 48

โดยกลุ่มทรัพยากร มีกำไรสุทธิ 32,355 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 39 กลุ่มธุรกิจการเงิน มีกำไรสุทธิ 23,311 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 18 กลุ่มบริการ มีกำไรสุทธิ 13,049 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 26 กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง มีกำไรสุทธิ 12,625 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 28 กลุ่มเทคโนโลยี มีกำไรสุทธิ 7,717 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 54

กลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร มีกำไรสุทธิ 4,385 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 5 กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ประกอบด้วย หมวดของใช้ในครัวเรือนและสำนักงาน หมวดของใช้ส่วนตัวและเวชภัณฑ์ หมวดแฟชั่น มีกำไรสุทธิ 390 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 79 และกลุ่มวัตถุดิบสินค้าอุตสาหกรรม ขาดทุนสุทธิ 13,261 ล้านบาท ขาดทุนเพิ่มขึ้นร้อยละ 195

รพี สุจริตกุล

ASTVผู้จัดการรายวัน-บลจ.กสิกรไทยรุก จัด Employee’s Chioce ให้ลูกค้ากองสำรองเลี้ยงชีพจากฐานลูกค้าเดิม 1,800 นายจ้าง ชูกลยุทธ์ทดลองทำบางส่วนก่อนขยายเต็มรูปแบบเป็นตัวขับเคลื่อน มั่นใจเป็นผลดีต่อลูกค้าใกล้เกีษยณด้านความปลอดภัยจากการลงทุน ขณะเดียวกันล่าสุดนำเสนอทางเลือกช่วงดอกเบี้ยต่ำ เปิดขายกองบอนด์โสมเพิ่มอีกระหว่างวันนี้ถึง 25 พฤษภาคมนี้ เชื่อผลตอบแทนยังน่าสนใจกว่าเมื่อเทียบกับความเสี่ยงจากการลงทุนช่องทางอื่น และการฝากเงิน

นายรพี สุจริตกุล ประธานกรรมการบริหาร บลจ.กสิกรไทย เปิดเผยว่า บริษัทยังเดินหน้ารุกการทำ Employee’s Chioce ในส่วนของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอย่างต่อเนื่อง ทั้ง Employee’s Chioce ที่เป็นรูปแบบเก่าในลักษณะของ Pooled Fund และแบบใหม่ในลักษณะของ Master Fund โดยปัจจุบันบริษัทมีลูกค้าที่เลือกการลงทุนในรูแบบ Employee’s Chioce ทั้่งสินแล้วกว่า 150 นายจ้างจากทั้งหมดที่หมดที่หมดที่บริษัทบริหารอยู่ประมาณ 1,800 นายจ้าง และบริษัทมีแผนที่จะมีการนำเสนอทางเลือกการลงทุนรูปแบบนี้ให้กับฐานลูกค้า เดิมของบริษัทให้เข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้นในอนาคตอีกด้วย

” ส่วนใครที่อยากจะตั้งเป็นกองเดียวบริษัทก็ไม่ขัดข้องแต่ต้องขึ้นกับขนาดของ เม็ดเงินด้วยเช่นเดียวกันเพราะการจะตั้งกองเดี่ยวได้นั้นอย่างน้อยควรจะต้อง มีขนาดตั้งแต่ 200-300 ล้านบาท ขึ้นไป แต่ถ้าหากมีเม็ดเงินเล็กกว่านั้นก็คงแนะนำให้ไปทำในลักษณะของ Pooled Fund หรือ Employee’s Chioce แทนแล้วแต่ความสะดวกของผู้ประกอบการ”นายรพีกล่าว

นายรพี กล่าวต่อไปว่า ในช่วงแรกนี้บริษัทได้นำเสนอนโยบาย Employee’s Chioce บางส่วนให้กับลูกจ้างที่จะเกษียณในอีก 3 ปีข้างหน้า เพื่อที่จะได้มีทางเลือกที่ปลอดภัยให้กับเงินลงทุนเพื่อเกษียณของพนักงาน เป็นการให้บริษัทสามารถทำทางเลือกบางส่วนก่อนในช่วงแรก ยังไม่ต้องทำเต็มรูปแบบ ซึ่งมีการเข้าไปพูดคุยกับหลายบริษัทซึ่งก็ได้รับการตอบรับค่อนข้างดี ซึ่งในปีนี้คาดว่าจะพยายามทำให้ได้ประมาณ 2-3 กองทุนในปีนี้ หลังจากที่มีการเข้าไปพูดคุยกับบริษัทนายจ้างแล้วประมาณ 5-10 ราย ทั้งนี้ การให้บริษัทมีโอกาสที่จะเลือกทำ Employee’s Chioce เพียงบางส่วนแต่ยังไม่ต้องทำทั้งหมดนั้น ถือเป็นอีกกลยุทธ์หนึ่งของบริษัทในการใช้ในการทำการตลาด เพื่อให้ลูกค้าทดลองเข้าถึงข้อดีของมันก่อน โดยในอนาคตเมื่อมีความรู้ความเข้าใจมากขึ้นเขาก็อาจจะมาทำ Employee’s Chioce แบบเต็มรูปแบบได้เช่นกัน

ที่ ผ่านมาถึอว่าได้รับการตอบรับค่อนข้างดี เพราะคณะกรรมการกองทุนไม่ต้องมานั่งแบกรับความรับผิดชอบในเรื่องของการลง ทุนอยู่ โดยสมาชิกสามารถที่จะเลือกการลงทุนด้วยตัวเอง และหากยังไม่มีความรู้ความเข้าใจเราก็มีบริการ K-We Plan ของธนาคารกสิกรไทยมาช่วยเสริมในส่วนนี้ให้อยู่แล้ว”นายรพีกล่าว

ทั้งนี้ จากข้อมูลของสมาคมบริษัทหลักทรัพย์จัดการลงทุน (AIMC) ณ สิ้นไตรมาสที่1/52 บลจ.กสิกรไทยก้าวขึ้นมาเป็นบลจ.ที่มีส่วนแบ่งการตลาดในอุตสาหกรรมกองทุน สำรองเลี้ยงชีพมากที่สุดเป็นอันดับ1 ด้วยมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ 64,891.03 ล้านบาท มีจำนวนกองทุน 78 กองทุน มีนายจ้าง 1,903 ราย มีสมาชิก 325,275 คน

นคร ตามไท

เดินหน้าขายบอนด์โสมเพิ่ม
นายนคร ตามไท  ผู้บริหารฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า  บริษัทจะเปิดขายกองทุนเปิดเค พันธบัตรเกาหลี 1 ปี เอเอ็ม (KKG1YAM) ในระหว่างวันที่ 19-25 พฤษภาคม2552 ระยะเวลาลงทุนประมาณ 1 ปี  มูลค่าโครงการ 3,500 ล้านบาท เพื่อรองรับผู้ลงทุนที่ยังคงต้องการลงทุนโดยมีโอกาสได้รับผลตอบแทนจูงใจกว่า เงินฝาก และเชื่อมั่นในการลงทุนผ่านกองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศมากยิ่งขึ้น

ที่ ผ่านมากองทุนพันธบัตรเกาหลี 1 ปี ยังคงได้รับการตอบรับจากผู้ลงทุนเป็นอย่างดี ล่าสุดกองทุนเปิดเค พันธบัตรเกาหลี 1 ปี เอเค และเอแอล ที่เสนอขายไปในช่วงต้นเดือนมียอดซื้อเข้ามาทั้ง 2 กองทุนถึง 6,678.38 ล้านบาท  สาเหตุเพราะผู้ลงทุนยังคงมองหาทางเลือกที่ให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจภายใต้ความ เสี่ยงที่ยอมรับได้  และเข้าใจภาวะลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศมากขึ้น”นายนครกล่าว

นอกจานี้ การที่กองทุนมีจุดเด่นในการเลือกคุณภาพและระดับความเสี่ยงของตราสารที่เลือก ลงทุน ซึ่งมุ่งเน้นพันธบัตรรัฐบาลเกาหลีใต้ซึ่งได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ในระดับสูงจากสถาบันชั้นนำของโลก  ชี้ชัดถึงเสถียรภาพและความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ออกตราสารยังอยู่ใน ระดับสูง  และการที่กองทุนมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงไว้แล้วทำให้ผู้ลงทุนมีมั่นใจขึ้น อีกด้วย  จากโอกาสผลตอบแทนที่ยังคงน่าสนใจในปัจจุบัน ทั้งนี้ กองทุนดังกล่าวยังคงเน้นลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลของประเทศเกาหลีใต้  ซึ่งได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ระหว่างประเทศ จาก Moody’s / Standard and Poor’s / FITCH Rating โดยมีอันดับความน่าเชื่อถือระยะสั้น ที่ P1 / A1 / F1 และ ระยะยาว ที่ A2 / A / A+ ตามลำดับ พร้อมนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน 100%

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากกองทุนพันธบัตรเกาหลีแต่ละกองทุนมีระยะเวลาการเสนอขายที่ต่างกัน อาจส่งผลให้แต่ละกองทุนมีอัตราผลตอบแทนที่ต่างกันไปบ้างตามสภาวะของตลาดใน แต่ละช่วง อย่างไรก็ตาม โอกาสรับผลตอบแทนจากกองทุนดังกล่าวคาดว่าน่าจะให้โอกาสรับผลตอบแทนที่น่าจูง ใจเมื่อเทียบกับเงินฝากประจำ   พันธบัตรรัฐบาลหรือตราสารหนี้ทั้งในและต่างประเทศที่มีอายุตราสารใกล้เคียง กัน

สำหรับบลจ.กสิกรไทยนับตั้งแต่ 2 มกราคม 2552ได้ทำการเสนอขายกองทุนเปิดเค พันธบัตรเกาหลี 1 ปี ไปแล้วทั้งสิ้น 12 กองทุน (กองทุนเปิดเค พันธบัตรเกาหลี 1 ปี เอเอ, เอบี, เอซี, เอดี, เออี, เอเอฟ, เอจี, เอเอช, เอไอ, เอเจเอเค และเอแอล) โดยมียอดระดมทุนประมาณ 30,527.06 ล้านบาท

ตราสารหนี้ออสเตรเสียมาแรง 2 บลจ. ชิงจังหวะส่งกองทุนเพิ่มทางเลือกให้ลูกค้า “ไทยพาณิชย์” ลุยตราสารหนี้ระยะสั้นและเงินฝากสกุลเงินออสเตรเลีย ดักรอผลตอบแทนจากแนวโน้มค่าเงินออสซี่ปรับตัวขึ้น มั่นใจสัญญาณเศรษฐกิจฟื้น ดอกเบี้ยสูงจูงใจ ด้าน “ทิสโก้” โดดลงทุนพันธบัตรออสเตรเลีย ล็อกเงินลงทุน 1 ปี 3 เดือน ชูลูกเล่น รับเงินต้นคืนพร้อมผลตอบแทนก่อนครบอายุ ไอพีโอถึง 25 พ.ค.นี้ ทั้ง 2 กอง

นางโชติกา สวนานนท์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไทยพาณิชย์ จำกัด เปิดเผยว่า ในช่วงนี้ บริษัทได้เปิดขายกองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศพร้อมกัน 3 กองทุนด้วยกัน ซึ่งประกอบด้วย กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ตราสารหนี้ระยะสั้นและเงินฝากสกุลเงินออสเตรเลีย (SCBAUD) มูลค่ากองทุน 5,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังจะเปิดขายกองทุนเพื่อลงทุนในประเทศเกาหลีใต้อีก 2 กองทุนนั่นคือ กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ฟอร์เรนโนท 1Y15 (SCBFRN1Y15) อายุประมาณ 1 ปี ขนาดกองทุน 3,500 ล้านบาท และกองทุนเปิดไทยพาณิชย์ฟอร์เรน โนท 9M1 (SCBFRN9M1) อายุประมาณ 9 เดือน ขนาดกองทุน 1,500 ล้านบาท

สำหรับสาเหตุที่เลือกเปิดขายกองทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้ของออสเต รเสียนั้น นางโชติกากล่าวว่า จุดเด่นของกองทุนเปิดไทยพาณิชย์ตราสารหนี้ระยะสั้นและเงินฝากสกุลเงิน ออสเตรเลีย อยู่ที่นักลงทุนมีโอกาสได้รับผลตอบแทนในรูปเงินออสเตรเลียดอลลาร์ ซึ่งมีแนวโน้มค่าเงินปรับเพิ่มขึ้น และยังมีสภาพคล่องสูงเนื่องจากสามารถซื้อขายสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนได้ทุกวัน ทำการ จึงเหมาะกับผู้ต้องการกระจายความเสี่ยงไปยังต่างประเทศและต้องการความมั่นคง ในเงินต้นสกุลออสเตรเลียดอลลาร์ ตลอดจนผู้ที่มีภาระค่าใช้จ่ายเงินสกุลดังกล่าวในอนาคต

โดยกองทุนจะมีนโยบายลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นชั้นดีสกุลเงิน ออสเตรเลียดอลลาร์ เช่น T-Bill, ECP, Money Market Fund ในสัดส่วน 55-60% ส่วนที่เหลือประมาณ 40-45% จะลงทุนในเงินฝากระยะสั้นสกุลเงินออสเตรเลียดอลลาร์ทั้งในและต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ ที่ได้รับการค้ำประกันเงินฝากจากรัฐบาล และได้รับการจัดอันดับจากสถาบันจัดอันดับชั้นนำทั้งมูดดี้ส์ เอสแอนด์พี และ ฟิทซ์ เรตติ้ง ว่ามีความน่าเชื่อถือสูงกว่าประเทศไทย

“ปัจจุบันสภาวะเศรษฐกิจของออสเตรเลียมีสัญญาณที่ดีขึ้น เนื่องจากความมั่นใจของผู้บริโภคและนักธุรกิจกำลังฟื้นตัว ขณะที่ค่าเงินออสเตรเลียดอลลาร์ เริ่มมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับค่าเงินยูโรและเงินเยนตั้งแต่ต้นปี 2552 โดยอัตราดอกเบี้ยของประเทศออสเตรเลียอยู่ที่ประมาณ 3% ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งน่าดึงดูดมากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับอัตราดอกเบี้ยประเทศอื่น” นางโชติกา กล่าว

ทั้งนี้ กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ตราสารหนี้ระยะสั้นและเงินฝากสกุลเงินออสเตรเลีย จะเสนอขายตั้งแต่ 18 – 25 พ.ค.2552 ด้วยเงินลงทุนขั้นต่ำ 5,000 บาท

นางโชติกากล่าวต่อว่า สำหรับกองทุนเปิดไทยพาณิชย์ฟอร์เรนโนท 1Y15 และกองทุนเปิดไทยพาณิชย์ฟอร์เรน โนท 9M1 จะเน้นลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลหรือพันธบัตรธนาคารแห่งชาติเกาหลีใต้เท่านั้น ซึ่งถือเป็นตราสารหนี้ที่มีคุณภาพและให้ผลตอบแทนดีกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก และยังได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือสูงกว่าประเทศไทยเช่นกัน โดยบริษัทได้ทำการซื้อขายสัญญาล่วงหน้า (Derivatives) เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวนทั้ง 2 กองทุน และจะรับซื้อคืนหน่วยลงทุนโดยอัตโนมัติเพียงครั้งเดียวเมื่อครบอายุกองทุน

สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจของเกาหลีใต้มองว่า ขณะนี้ ตัวเลขเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ฟื้นเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ และนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เองก็มองว่า เกาหลีใต้พ้นจุดต่ำสุดมาแล้ว เนื่องจากดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเพิ่มขึ้นมากเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ แล้ว ขณะที่ภาคส่งออกได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และค่าเงินวอนมีแนวโน้มแข็งค่ามากขึ้น ประกอบกับเงินสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นเช่นกัน

ทั้งนี้ กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ฟอร์เรนโนท 1Y15 และกองทุนเปิดไทยพาณิชย์ฟอร์เรน โนท 9M1 จะเสนอขายหน่วยลงทุนครั้งเดียวระหว่าง 19 – 25 พ.ค.นี้ จองซื้อขั้นต่ำเพียง 10,000 บาท

ด้านนายพิชา รัตนธรรม หัวหน้าธุรกิจกองทุนรวมและกองทุนส่วนบุคคล บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทิสโก้ จำกัด กล่าวว่า ขณะนี้ บลจ.ทิสโก้ อยู่ระหว่างการเสนอขายกองทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้ของประเทศออสเตรเลียเช่น กัน นั่นคือ กองทุนเปิด ทิสโก้ พันธบัตรออสเตรเลีย สเปเชี่ยล ฟันด์ (TISCO Special Australia Bond Fund) ซึ่งกองทุนดังกล่าว เป็นกองทุนที่ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลของประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีเครดิตเรตติ้งหรืออันดับความน่าเชื่อถือสูงที่สุด คือ AAA มูลค่าโครงการ 1,400 ล้านบาท และอายุโครงการประมาณ 1 ปี 3 เดือน

สำหรับกองทุนนี้จะมีเงื่อนไขพิเศษคือ สามารถเลิกกองทุนและรับเงินต้นคืนพร้อมผลตอบแทนได้ก่อนครบอายุโครงการ หากหน่วยลงทุน (NAV) มีมูลค่ามากกว่าหรือเท่ากับ 11 บาท หรือเพิ่มขึ้น 10% ณ วันทำการใดภายในระยะเวลาลงทุน ซึ่งจะช่วยผู้ถือหน่วยได้เพิ่มผลประโยชน์มากขึ้นและไม่ต้องติดตามการลงทุน ด้วยตัวเอง อย่างไรก็ตามเนื่องจากกองทุนดังกล่าวจะลงทุนในรูปสกุลเงินดอลล่าร์ ออสเตรเลีย ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนจึงมีผลกระทบต่อผลตอบแทนจากการลง ทุนด้วย

“จุดเด่นของกองทุนนี้คือ ปกติกองตราสารหนี้ทั่วไปที่ผู้ลงทุนต้องถือจนครบอายุโครงการจึงจะได้รับผล ตอบแทนจากการลงทุน แต่สำหรับกองทุนนี้เราเพิ่มเงื่อนไขเข้ามาเพื่อช่วยให้นักลงทุนมีโอกาสได้ รับผลตอบแทนตามเป้าหมายเร็วขึ้น โดยกองทุนเปิด ทิสโก้ พันธบัตรออสเตรเลีย สเปเชี่ยล ฟันด์ จะเปิดโอกาสให้กองทุนได้กำไรจากการปรับราคาทรัพย์สินที่ลงทุนให้สะท้อนถึง ราคาทรัพย์สินในปัจจุบันที่มีการซื้อขายอยู่ในตลาด หรือที่เรียกว่า Mark to Market ด้วย” นายพิชา กล่าว

ไอเอ็นจี มุ่งรักษาฐานลูกค้าระยะยาว เล็งครึ่งปีหลังคลอดแบบประกันใหม่ที่ให้ผลตอบแทนเพิ่มตามทิศทางดอกเบี้ย

นายราเจซ เสฐฐี กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไอเอ็นจีประกันชีวิต เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งปีหลังนี้บริษัทจะนำแบบประกันใหม่ออกมาเสนอสู่ตลาด เป็นแบบประกันที่จะคืนผลตอบแทนให้กับลูกค้าในอนาคต หากบริษัทสามารถทำกำไรได้เกินที่กำหนดทั้งนี้ จะมีการรับประกันผลตอบแทนขั้นต่ำไว้ ซึ่งในปัจจุบันภาวะดอกเบี้ยอยู่ในอัตราที่ต่ำ ลูกค้าก็ได้รับผลตอบแทนน้อย แต่หากในอนาคตอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น ลูกค้าก็ควรได้รับผลตอบแทนเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เพราะประกันชีวิตเป็นการทำธุรกิจระยะยาว ดังนั้นจึงควรมีแบบประกันที่สามารถให้ลูกค้าดีใจได้ตลอดเวลาด้วย

นอกจากนี้ ยังมีแผนลงทุนอย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนงานบริการลูกค้า ช่องทางขาย ภาพลักษณ์องค์กร โดยปีนี้ตั้งงบประมาณไว้ 625 ล้านบาท และไตรมาสแรกที่ผ่านมากลุ่มไอเอ็นจีได้ให้เงินมาแล้ว 370 ล้านบาท เป็นการลงทุนโดยมีเป้าหมายให้ลูกค้าใช้บริการกับไอเอ็นจีประกันชีวิตมากที่ สุด ซึ่งขณะนี้กลุ่มไอเอ็นจีได้ลงทุนในบริษัทแล้วประมาณ 4,000 ล้านบาท บริษัทคาดว่าในปีนี้จะเริ่มมีผลกำไรได้

ที่มา

เอสเอ็มอีแบงก์โชว์สินเชื่อ 4 เดือนแรก ปล่อยกู้เพิ่ม 34.81% และในสิ้นปีนี้ หนี้เสียจะลดลงอีก 5,000 ล้านบาท

นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ประธานกรรมการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) เปิดเผยว่า ยอดอนุมัติสินเชื่อ 4 เดือนแรกของธนาคารเพิ่มขึ้น 9,000 ล้านบาท เติบโตจากช่วงเดียวกันปีก่อนถึง 34.81% เหตุมาจากการทำงานเชิงรุก และเป็นการพิสูจน์ว่าธนาคารสนองนโยบาย ของรัฐบาลในการช่วยเหลืออุตสาห กรรมเอสเอ็มอีได้ดีนายพงษ์ภาณุ กล่าวว่า สำหรับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของธนาคารที่มีอยู่ขณะนี้ 2 หมื่นล้านบาท ในปลายปีนี้จะลดลงอีก 5,000 ล้านบาท โดยธนาคารจะแยกสินทรัพย์ดีและสินทรัพย์เสียออกจากกันเพื่อให้บริหารง่าย และได้สั่งการให้ดำเนินคดีฟ้องร้องให้ตีทรัพย์ชำระหนี้ ซึ่งจะทำให้เอ็นพีแอล ลดลงได้

นายโสฬส สาครวิศว กรรมการผู้จัดการ เอสเอ็มอีแบงก์ กล่าวว่า ในปีนี้ธนาคารตั้งเป้าหมายปล่อยกู้รวมทั้งปี 2.6 หมื่นล้านบาท สามารถช่วยเหลือผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของธนาคารได้ถึง 2,142 ราย และสามารถช่วยรักษาการจ้างงานได้ถึง 16,802 คน

สำหรับยอดอนุมัติสินเชื่อแยกตามพื้นที่ตั้งลูกค้าใน 4 เดือนแรกนี้ ภาคนครหลวง คิดเป็น 31% ภาคเหนือ 20% และภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ มีสัดส่วนเท่ากันคือ 16% การอนุมัติสินเชื่อของลูกค้าจะอยู่ในวงเงิน 15-40 ล้านบาท คิดเป็น 41% รองลงมา วงเงิน 3-15 ล้านบาท คิดเป็น 32% และวงเงิน 40-75 ล้านบาท คิดเป็น 16% ไม่เกิน 3 ล้านบาท คิดเป็น 9% และมากกว่า 75 ล้านบาท คิดเป็น 2% กลุ่มลูกค้าที่อนุมัติสินเชื่อจากธนาคารสูงที่สุดเป็นกลุ่มธุรกิจด้านบริการ 21% รองลงมาเป็นธุรกิจเกี่ยวกับอาหาร 19% และภาคการผลิต 17% ที่เหลือเป็นภาคธุรกิจอื่นๆ

ที่มา

นายกสมาคมนักวิเคราะห์ฯ เผยผลสำรวจความเห็นโบรกฯ 23 แห่ง พร้อมใจปรับเพิ่มคาดการณ์ดัชนีตลาดหุ้นไทยปลายปี 52 อยู่ที่ระดับ 535 จุด โดยให้ความเชื่อมั่นมาตรการแก้ปัญหาวิกฤต ศก.โลก และมาตรการสร้างความเชื่อมั่นการลงทุนในประเทศ เชื่อ ศก.ถึงจุดต่ำสุดแน่ เผยเห็นสัญญาณเงินทุนไหลเข้าแล้ว

นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ 23 แห่ง โดยระบุว่า นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ได้ปรับเพิ่มการคาดการณ์ดัชนีหุ้นไทยปลายปีนี้อยู่ที่ 535 จุด เพิ่มขึ้นจากคาดการณ์เดือนมีนาคม 2552 ที่ระดับ 495 จุด ซึ่งเป็นผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ทั่วโลก และประเทศไทยที่สร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนได้ โดยคาดว่าดัชนีสูงสุดของปีอยู่ที่ 582 จุด และต่ำสุด 391 จุด

นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ครึ่งหนึ่งคาดว่า เศรษฐกิจโลกถึงจุดต่ำสุดภายในครึ่งปีแรก และอีก 1 ใน 3 คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะต่ำสุดในครึ่งปีหลัง นักวิเคราะห์ปรับลดอัตราการเติบโตของเศรษกิจปีนี้เป็นติดลบร้อยละ 3.6 และมีบางสำนักที่คาดการณ์ว่าจะติดลบถึงร้อยละ 5.7 ประมาณการเติบโตของกำไรต่อหุ้นไว้ที่ร้อยละ 5 พร้อมคาดการณ์ว่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นสิ้นปีอยู่ที่ 33.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนข้อเสนอแนะและปัญหาที่นักวิเคราะห์เสนอต่อภาครัฐ คือปัญหาการเมือง การว่างงาน การส่งออกหดตัว และหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้น และเร่งเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐบาล

นายสมบัติ กล่าวว่า เริ่มเห็นสัญญาณกระแสเงินทุนไหลเข้าจากต่างชาติมายังตลาดหุ้นไทยชัดเจนขึ้น โดย 2 เดือนที่ผ่านมา พบว่านักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิสูงถึง 12,000 ล้านบาท และคาดว่ากระแสเงินจากต่างชาติยังคงไหลเข้ามายังเอเชีย เพราะมีความมั่นใจเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ว่าจะทำให้เศรษฐกิจโลกปรับตัวดีขึ้น


© 2007 Nuk Long Tun : นักลงทุน | สร้างบล็อกฟรี : SEO : รถมือสอง : Football Shirt : coupon : ชุดเดรส : Wedding Hairstyles : shopping blog : ที่พักชะอำ : Football Shirt : ลงโฆษณาฟรี : หอพัก : ดาวน์โหลดโปรแกรม : ของชำร่วย : wedding cake : นาฬิกาข้อมือ | Powered by Wordpress